วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2557

34.คง สุเพือน เขมรพลัดถิ่น



        
         
          น.ช.คง  สุเพือน  อายุ 40 ปี (สัญชาติเขมร)  หมายเลขประจำตัว 105/43  คดีความผิดต่อเสรีภาพ  ฆ่าคนตายโดยเจตนา  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 310, 313, 90, 83, 32, 33  หมายเลขคดีดำที่ 1180/39  หมายเลขคดีแดงที่ 1698/42  ศาลจังหวัดสุรินทร์  เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอกาบเชิง  จังหวัดสุรินทร์

           วันที่ 16 มิถุนายน พ..2539  กรมทหารราบเฉพาะกิจที่ 23  กองกำลังสุรนารี  ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้าน  บ้านนาสวน  ตำบลด่าน  อำเภอกาบเชิง  จังหวัดสุรินทร์  ว่า  นางบัวสี  สุขประเสริฐ  อายุ 25 ปี  ลูกบ้านของตน  ได้มาแจ้งว่าขณะที่นางบัวสีและญาติพี่น้องรวม 6 คน  เข้าไปหาของป่าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาใกล้กับ  ช่องโชค  ตำบลด่าน  อำเภอกาบเชิง  มีโจรเขมรจำนวน 3 คน  ร่างกายผอมโซ  ถืออาวุธปืนอาก้า  และเครื่องยิงลูกระเบิด อาร์พีจี  มาบังคับจับตัวคนทั้งหมดไป  และได้ปล่อยนางบัวสีให้มาหาเงินจำนวน 50,000 บาท  ไปเป็นค่าไถ่ตัวคนทั้งหมด  โดยนัดหมายไถ่ตัวประกันทั้ง 5 คนที่บริเวณช่องโชค  ชายแดนไทย-กัมพูชา  ในเวลา 08.00 .  วันรุ่งขึ้น  หากไม่นำเงินไปไถ่ตัวตามที่ต้องกัน  จะไม่รับรองความปลอดภัยตัวประกันทั้งหมด

           สำหรับตัวประกันที่ถูกจับไปมีนายแช่ม  กันภัย  อายุ 60 ปี  นายแหลม  สุขประเสริฐ  อายุ 27 ปี  นายสุพรรณ  ทองคำสุข  อายุ 40 ปี  นางแถม  ตุ้มทอง  อายุ 50 ปี  และนางมิน  สุขประเสริฐ  อายุ 27 ปี  โดยคนทั้งหมดยังไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด

           ต่อมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยประกอบด้วย  กองร้อยที่ 2313 กำลังทหารพรานส่วนแยกที่ 17  ตำรวจสภ..กาบเชิง  หน่วยปฏิบัติการพิเศษจังหวัดสุรินทร์  และกำลังอาสาในอำเภอกาบเชิง  ร่วมกันออกไล่ล่ากลุ่มโจรเขมร  เพื่อช่วยเหลือตัวประกันทั้งหมดอย่างเร่งด่วน

           วันที่ 17 มิถุนายน พ..2539  เวลา 05.00 .  กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยทั้งหมด  ได้เข้าทำการปิดล้อมกดดันโจรต่างชาติทั้ง 3 คน  ที่บริเวณป่าใกล้กับช่องโชค  จนกระทั่งเวลา 08.30 .  กลุ่มโจรเขมรได้ปล่อยตัวประกันออกมา 2 คน  ประกอบด้วยนางแถมและนางมิน  เพื่อต่อรองกับทางการไทยและเรียกร้องเงินค่าไถ่ตัวประกันที่เหลืออีก 3 คน  ก่อนพาตัวประกันถอยหนีเข้าป่าลึกใกล้ชายแดนเขมร  โดยกำลังฝ่ายไทยได้ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด

           เวลา 10.55 .  กำลังฝ่ายไทยสามารถไล่ติดตามจนทันกลุ่มโจรเขมร  เมื่อโจรเขมรเห็นจวนตัวจะไปไม่รอด  ได้ใช้อาวุธปืนกราดยิงเข้าใส่ตัวประกัน  แล้วจึงเปิดฉากใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่ฝ่ายไทยก่อน  เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยใช้อาวุธประจำกายยิงตอบโต้  เกิดการปะทะกันอย่างดุเดือดนานประมาณ 5 นาที  กลุ่มโจรเขมรได้ล่าถอยหลบหนีไปได้  โดยทิ้งรอยเลือดจำนวนมากเป็นทางเอาไว้  คาดว่าโจรเขมรที่หลบหนีไปได้  คงได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน    เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเข้าเคลียร์พื้นที่  พบโจรเขมรถูกยิงตาย 1 ศพ  ตัวประกันฝ่ายไทยถูกกระสุนของโจรเขมรตาย 1 ศพ  ทราบชื่อว่านายแหลม  สุขประเสริฐ  มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนอาก้าเข้าที่  หน้าท้องและต้นขา  ส่วนนายแช่ม  กันภัย  ถูกกระสุนปืนชนิดเดียวกันยิงเข้าที่แขนขวา  และนายสุพรรณ  ทองคำสุข  ถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่ไหล่ขวา  ได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้ง 2 คน  จึงรีบนำผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บออกจากพื้นที่การปะทะ  ส่งโรงพยาบาลกาบเชิงโดยเร่งด่วน  เจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่งได้ไล่ติดตามโจรเขมรที่เหลืออยู่

             วันที่ 18 มิถุนายน พ..2539  เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้ประสานความร่วมมือไปยังกองกำลังทหารฝ่ายรัฐบาลกัมพูชา  เพื่อขอให้ช่วยติดตามจับกุมโจรเขมรที่หนีรอดไปได้  ต่อมาได้รับแจ้งจากทางฝ่ายกัมพูชาว่าสามารถจับกุมโจรที่ก่อเหตุเรียกค่าไถ่ได้แล้ว 1 คนพร้อมอาวุธปืนอาก้า 1 กระบอก  กระสุน 3 นัด  ส่วนอีกคนได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย  และทนพิษบาดแผลไม่ไหว  ได้สิ้นใจไปแล้วในระหว่างหลบหนีการติดตามของเจ้าหน้าที่  จึงส่งมอบโจรเขมรที่จับกุมได้พร้อมอาวุธให้แก่ทางการไทย  เพื่อนำตัวมาสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายของไทยต่อไป

           หลังจากรับตัวโจรเขมรมาแล้ว  ได้ส่งเข้าทำการรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาล  เนื่องจากโจรคนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับทางฝ่ายไทยเช่นกัน  ทราบชื่อในเวลาต่อมาว่า  นายคง  สุเพือน  เป็นชาวกัมพูชา  และได้ให้ตัวประกันซึ่งเป็นผู้หญิงที่ได้รับการปล่อยตัวมาก่อน  เข้าดูตัวนายคงที่โรงพยาบาล  ซึ่งทั้งหมดได้ยืนยันว่านายคงคือหนึ่งในกลุ่มโจรเขมร  ที่จับกุมพวกตนไปเพื่อเรียกค่าไถ่    

           จากการสอบสวนนายคง  ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด  และอ้างว่าสาเหตุที่ตนได้รับบาดเจ็บ  เกิดจากการปะทะกันระหว่างกองกำลังทหารกัมพูชาด้วยกันเอง  ซึ่งแบ่งแยกออกเป็นหลายฝ่ายด้วยกัน  ตนไม่เคยปะทะกับทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยมาก่อนเลย  หลังจากตนถูกยิงได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ  ได้ถูกทหารกัมพูชาจับกุมตัวได้และกล่าวหาว่า  ตนเป็นโจรเขมรที่จับคนไทยไปเรียกค่าไถ่และฆ่าตัวประกัน  พร้อมกับนำตนมามอบให้แก่ทางการไทย  โดยตนไม่เคยเห็นหรือรับรู้เรื่องตัวประกันมาก่อน  ส่วนผู้หญิงที่มาชี้ตนแล้วกล่าวหาว่าตนเป็นโจรเขมรนั้น  ตนไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักกันมาก่อนเช่นกัน  อาวุธปืนอาก้าที่ยึดมาได้นั้น  เป็นอาวุธประจำกายที่ใช้สำหรับการต่อสู้ภายในประเทศกัมพูชาเท่านั้น  ไม่เคยนำมาใช้ปล้นจี้หรือจับตัวประกันเพื่อเรียกค่าไถ่ในประเทศไทยแต่อย่างใด

           เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ส่งปืนกระบอกดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์  เพื่อเปรียบเทียบกับหัวกระสุนที่ได้จากผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ  ซึ่งผลพิสูจน์ได้ยืนยันออกมาว่า  เป็นอาวุธปืนกระบอกเดียวกับที่ใช้ยิงตัวประกัน  จึงแจ้งข้อหาจับคนไปเพื่อเรียกค่าไถ่  และฆ่าคนตายโดยเจตนา  พร้อมกับรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ  ส่งมอบให้อัยการเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีนายคง  ต่อศาลจังหวัดสุรินทร์  และได้ขออำนาจศาลฝากขังนายคงไว้ที่เรือนจำจังหวัดสุรินทร์

           ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น  เชื่อว่านายคงได้กระทำผิดจริงตามฟ้อง  โดยมีพฤติการณ์เป็นโจรค่าไถ่  เมื่อไม่ได้เงินค่าไถ่ตามที่ต้องการ  ยังแสดงความโหดเหี้ยมด้วยการใช้อาวุธปืนสงครามยิงตัวประกันจนเสียชีวิตและบาดเจ็บ  และการกระทำดังกล่าว  ยังเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศไทยอีกด้วย  จึงเห็นควรให้ลงโทษขั้นสูงสุด  คือประหารชีวิต

           หลังจากที่ศาลชั้นต้นได้ตัดสินแล้ว  ได้นำตัวข..คงส่งมาควบคุมที่เรือนจำกลางบางขวาง  ..คงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อต่อสู้คดี  ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น  ..คงได้ยื่นฎีกาต่อศาลเพื่อต่อสู้คดีอีก  ผลการพิจารณาของศาลฎีกาได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ 

           เมื่อน..คงเป็นนักโทษเด็ดขาดรอการประหารชีวิตแล้ว  ได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์ที่ได้รับ  และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

           วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ..2545  เวลา 11.00 .  ข้าพเจ้าได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังอย่างเป็นความลับว่า  ภายในวันนี้จะมีการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดจำนวน 3 ราย  ข้าพเจ้าจึงจัดเตรียมมีดสำหรับใช้ตัดด้ายดิบและกุญแจมือ 3 คู่  ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน  แล้วไปทำการสวดมนต์ไหว้พระ  บูชาท้าวเวชสุวรรณตามความเชื่อของข้าพเจ้า  พร้อมกับทำจิตใจให้สงบ  รอเวลาเบิกตัวนักโทษเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการประหารชีวิต

           เวลา 16.15 .  ข้าพเจ้าได้รับรายชื่อนักโทษประหารทั้ง 3 ราย  ประกอบด้วยน..สุชาติ  นาคชาตรี  ..คง  สุเพือน  ..วินัย  นาคพันธ์  โดยข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีก 1 นาย  รับหน้าที่ดูแลน..สุชาติ  ส่วนพี่เลี้ยงที่ขอมาเสริมกำลังจำนวน 4 นาย  รับหน้าที่ดูแลน..คง และน..วินัย 

           เมื่อเข้าไปถึงหมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1  ได้ยินเสียงพูดคุยดังแว่วออกมาจากตึกขัง  แต่เมื่อเสียงกุญแจประตูตึกได้ดังขึ้น  เสียงต่างๆได้เงียบหายไปเป็นปลิดทิ้ง  ข้าพเจ้าเดินเข้าสู่ภายในเป็นคนแรก  นักโทษประหารต่างมองตามข้าพเจ้าว่าจะไปหยุดยืนที่หน้าห้องไหน  แต่เมื่อเห็นพี่เลี้ยงที่เดินตามมา  แยกย้ายกันไปยืนตามหน้าห้องขังอีก 2 ห้อง  ทุกคนต่างก็รู้ทันทีว่าในวันนี้จะต้องมีเพื่อนนักโทษประหารอีก 3 ราย  ถูกนำตัวจากพวกเขาไปอีกแล้ว  และรอดูว่าใครจะเป็นผู้โชคร้ายเหล่านั้นกันบ้าง

           ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าไปเบิกตัวนักโทษเหล่านี้ไปดำเนินการประหารชีวิต  จะได้เห็นความอาลัยอาวรณ์ของเหล่านักโทษผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน  บางรายถูกขังร่วมกันจนเปรียบเหมือนญาติสนิท  เมื่อมีการเรียกตัวนักโทษที่ต้องนำตัวไปประหาร  นักโทษที่มีความสนิทสนมบางรายถึงกับหลั่งน้ำตาให้  บางครั้งหลังจากการประหารได้ผ่านพ้นไปแล้ว  นักโทษที่มีความสนิทกับนักโทษที่ถูกประหารบางราย  เมื่อมีโอกาสได้พบกับข้าพเจ้า  จะถามถึงคำสั่งเสียหรือสิ่งที่เพื่อนผู้จากไปต้องการ  แล้วจะสั่งฝากญาติของตนที่มาเยี่ยมช่วยเป็นธุระจัดการให้  ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการสั่งฝากให้ญาติทำบุญไปให้แทนตน  โดยจะเน้นถึงสิ่งที่เพื่อนชอบกิน

           ครั้งหนึ่งในอดีตที่ผ่านมา  มีนักโทษประหาร 2 รายซึ่งถูกขังอยู่ภายในห้องเดียวกัน  ได้มีความสนิทสนมต่อกันมาก  แต่ด้วยวัยที่แตกต่างกัน  นักโทษประหารที่หนุ่มกว่าได้เรียกอีกคนว่าพ่อ  จนกระทั่งวันหนึ่ง  ได้มีการเบิกตัวนักโทษคนที่สูงวัยกว่าไปประหารชีวิต  คนหนุ่มได้ร้องไห้โฮออกมาทันทีด้วยความเสียใจในการจากไปของคนที่ตนรักเคารพ  และได้พูดว่า ขอให้พ่อโชคดีนะครับ  คนสูงวัยกว่าที่ถูกนำตัวไปประหารได้ตวาดกลับมาด้วยเสียงเกรี้ยวกราด โชคดีห่าอะไรวะ  เขากำลังจะเอากูไปประหาร  มึงไม่เห็นหรือยังไง  ตั้งแต่นั้นมา  เมื่อมีการเบิกตัวนักโทษไปประหารเมื่อใด  จะไม่มีการใช้คำว่าโชคดีอีกเลย

           หลังจากนำนักโทษทั้ง 3 รายออกมาจากห้องขังแล้ว  เสียงอำลาได้ดังออกมาจากห้องต่างๆ  ลาก่อนเพื่อน” “แล้วจะบอกญาติทำบุญไปให้” “ไปที่ชอบๆกันนะ” “หมดเวรหมดกรรมแล้วเพื่อน  ฯลฯ  นักโทษประหารทั้ง 3 ราย  ต่างกล่าวขอบคุณและยกมือไหว้อำลาต่อเพื่อนนักโทษด้วยใบหน้าซีดเผือด  ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าใครได้มาเห็นเหตุการณ์ในขณะนี้  จะไม่คิดทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองอย่างแน่นอน

           เมื่อนำนักโทษประหารทั้งหมดมาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯ  เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร  และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง  ได้เข้ามาทำการพิมพ์ลายนิ้วมือและตรวจสอบประวัติตามระเบียบ  เมื่อพิมพ์ลายนิ้วมือถึงน..คง  สารวัตรโกมลได้ถามว่า สมัยที่คุณคงเป็นทหารอยู่ที่กัมพูชา  มียศอะไรครับ..คงตอบว่า ยศครั้งสุดท้ายของผมคือร้อยเอก  ผมเริ่มไต่เต้าตั้งแต่เป็นพลทหารตอนอายุ 14 ปี  ผ่านการรบมาหลายสมรภูมิ  ครั้งไหนผมรบชนะ  ผมก็จะได้เลื่อนยศเป็นการตอบแทน  ผมผ่านการรบมาทุกรูปแบบ  ตั้งแต่เข้าตีที่มั่นฝ่ายตรงข้าม  ซุ่มโจมตีฝ่ายตรงข้าม  และเคยถูกตีจนแตก  คนของผมตายเจ็บมากมาย  เฉพาะตัวผมเคยฆ่าฝ่ายตรงข้ามมานับไม่ถ้วน  ผมอยากให้ประเทศของผมเลิกสู้รบกันสักที  ตั้งแต่ผมจำความได้  เสียงปืนเสียงระเบิดไม่เคยห่างหายไปจากประเทศของผมเลย

           พี่เลี้ยงนายหนึ่งถามว่า แล้วทำไมคงถึงแตกแถวออกมาเป็นโจรปล้นเขากิน  ..คงพูดว่า หัวหน้าครับ  สงครามที่บ้านเมืองผมมีมาไม่เคยขาด  พอสงครามหยุดพวกผมก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกิน  ผมเป็นแต่เรื่องรบเรื่องฆ่าฟัน  ส่วนชาวไร่ชาวนาออกไปหากินก็เหยียบกับระเบิด  ถ้าไม่ตายก็ขาขาดแขนขาด  แล้วใครจะกล้าออกไปทำมาหากินละครับ  ไม่รู้ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน  พอฝ่ายนี้วางระเบิดเสร็จ  อีกฝ่ายก็เข้ามาวางบ้าง  พอคล้อยหลังสักพัก  ฝ่ายที่สามก็เข้ามาวางระเบิดอีก  เมื่อการทำมาหากินไม่สามารถทำได้  ความอดอยากก็เกิดขึ้น  ประเทศไทยซึ่งอยู่ติดกับบ้านเมืองผม  กลับมีความอุดมสมบูรณ์กว่ามาก  ทั้งๆที่แผ่นดินก็ติดเป็นผืนเดียวกัน 

           เมื่อทนความอดอยากกันไม่ไหว  มันก็จำเป็นเหลือเกินที่ต้องเข้ามารบกวนเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทย  ถ้าได้รับการช่วยเหลืออย่างง่ายๆก็ดีไป  แต่ใครเล่าครับจะยอมเลี้ยงดูพวกผมง่ายๆ  บางคนเข้าไปหางานทำในเมืองไทย  ถ้าถูกจับได้ก็ต้องถูกส่งตัวกลับประเทศ  เมื่อทำมาหากินอะไรไม่ได้ก็ต้องออกปล้น  แล้วคนประเทศผมจะมีอะไรให้ปล้นละครับ  ทางเดียวที่พอจะปล้นได้ก็คือประเทศไทยไงครับ  บางกลุ่มออกปล้น  บางกลุ่มจับตัวเรียกค่าไถ่  บางกลุ่มทำเรื่องรถขโมย  แต่เชื่อไหมครับ  ผมไม่ได้ทำคดีนี้เลย  ผมบาดเจ็บอยู่เขาก็ไปจับตัวผมมา  แล้วกล่าวหาว่าผมเป็นโจรค่าไถ่  ผมพยายามสู้คดีแล้วแต่ผมแพ้เขา  ผมทำใจได้แล้วครับ  ผมติดคุกมาแล้ว 6 ปี  มีอาหารเลี้ยงดูมาตลอด  บางครั้งเพื่อนๆในห้องเมื่อมีญาติมาเยี่ยม  ก็จะแบ่งของกินให้ผมด้วยเสมอ  ผมตายไปผมก็ไม่เสียใจหรอกครับ  ขอบคุณหัวหน้าทุกคนในเรือนจำแห่งนี้  ที่ให้ความปราณีกับผมมาตลอด

           หลังจากพิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ  เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาทำการอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้นักโทษทั้งหมดฟัง  และให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น  จากนั้นได้ให้นักโทษทั้งหมดทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายตามสะดวก  เสร็จแล้วข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษประหารทั้ง 3 รายกิน  ซึ่งน..คงได้ตักอาหารกินไปเกือบหมดจาน  และสูบบุหรี่หมดไปอีก 1 มวน  แล้วจึงนำทั้งหมดไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ที่ได้นิมนต์มา

           ต่อจากนั้นข้าพเจ้านำตัวน..สุชาติไปทำการประหารชีวิตก่อน  โดยให้น..คงและน..วินัยรออยู่ที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ  เมื่อเพชฌฆาตประหารน..สุชาติเสร็จแล้ว  พี่เลี้ยงจึงนำน..คงและน..วินัยไปยังห้องประหาร  โดยข้าพเจ้ารอรับตัวนักโทษทั้งสองอยู่ที่ศาลาเย็นใจ

           เมื่อพี่เลี้ยงนำตัวนักโทษทั้งสองมาถึง  ข้าพเจ้าเป็นผู้หยิบดอกไม้ส่งให้นักโทษทั้งสอง  พี่เลี้ยงอีกสองนายเป็นผู้ทำการผูกตา  แล้วช่วยกันประคองเข้าสู่ห้องประหาร  โดยให้น..คงเข้าที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง  และน..วินัยเข้าที่หลักประหารหลักที่สอง  ที่หลักที่หนึ่งยังมีเลือดน..สุชาติติดอยู่เต็มไปหมด  เมื่อข้าพเจ้าจับให้น..คงนั่งเข้าที่หลักประหาร  ..คงพูดว่า ที่เหนอะหนะอยู่นี่คือเลือดพี่ชาติใช่ไหมครับ  ผมได้กลิ่นก็รู้ทันทีว่าคือเลือด  ข้าพเจ้าเอามือตบหลังเบาๆไม่ได้ตอบออกไปแต่อย่างใด  เมื่อมัดตัวน..คงกับหลักประหารเสร็จ  ทำการตั้งเป้าตาวัวและเอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหาร  แล้วจึงไปมัดตัวน..วินัยต่อ  ทำการขออโหสิกรรมต่อนักโทษประหารทั้งคู่อีกครั้ง  เสร็จแล้วได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

           พลเล็งปืนได้เข้าทำหน้าที่ในการบรรจุกระสุน  ตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว  เสร็จแล้วได้ล็อกปืนให้ยึดติดกับแท่นปืน  เพชฌฆาตมือหนึ่งและสองเข้าทำการตรวจสอบอีกครั้ง  เมื่อพร้อมแล้ว  หัวหน้าชุดประหารได้สะบัดธงลงทันที  เสียงปืนทั้งสองกระบอกคำรามออกมาพร้อมกัน ปังๆๆๆๆๆๆๆๆ  ใช้กระสุนในการประหารน..คงทั้งสิ้น 8 นัด  ทำการประหารเมื่อเวลา 18.08 . โดยเพชฌฆาตมือหนึ่งเป็นผู้ทำการประหาร 

           เมื่อครบ 3 นาที  ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูร่างของนักโทษประหารทั้งสอง  ปรากฏว่าได้สิ้นใจไปแล้วทั้งคู่  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างทั้งคู่ลงจากหลักประหารแล้วไปนำร่างของน..สุชาติที่เก็บไว้ในห้องเล็ก  ออกมานอนคว่ำหน้าเรียงกันไว้ที่หน้าหลักประหาร  เพื่อความสะดวกในการพิมพ์ลายนิ้วมือของเจ้าหน้าที่ต่อไป

           ขออโหสิกรรมต่อร้อยเอกคง  สุเพือน  นายทหารพลัดถิ่นผู้มาจบชีวิตในเมืองไทย  มา ณ ที่นี้ด้วย     

           ขอชมเชยการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอธิปไตยของชาติ  และการติดตามจับกุมคนร้ายต่างชาติ  ที่บังอาจมากระทำการบนผืนแผ่นดินไทย  ของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ร่วมมือกัน  มา ณ ที่นี้ด้วยใจจริง
               

วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

33. สุชาติ นาคชาตรี ดีใจที่ลูกชายยกฟ้อง



            
            น..สุชาติ,เปี๊ยก  นาคชาตรี  อายุ 50 ปี  หมายเลขประจำตัว 435/42  คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 83  พระราชบัญญัติอาวุธปืน  เครื่องกระสุนปืน  วัตถุระเบิด  ดอกไม้เพลิง  และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ..2490  มาตรา 7, 8 ทวิ  วรรค 1, 72  วรรค 3, 72 ทวิ  วรรค 2  หมายเลขคดีดำที่ 2532/39  หมายเลขคดีแดงที่ 3620/41  ศาลจังหวัดทุ่งสง  เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอร่อนพิบูลย์  จังหวัดนครศรีธรรมราช

              วันที่ 24 เมษายน พ..2539  เวลา 21.00 .  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..ร่อนพิบูลย์  ได้รับแจ้งเหตุยิงกันตายที่บ้านหลังหนึ่ง  ในหมู่ที่ 2  ตำบลร่อนพิบูลย์  อำเภอร่อนพิบูลย์  จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ  พบศพนายเอี้ยน  มาลัย  นอนเสียชีวิตอยู่ที่ข้างบ้านของตัวเอง  สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองเข้าที่ศรีษะจำนวน 1 นัด  สมองและเลือดกระจายเกลื่อนพื้นไปหมด

              จากการสอบปากคำภรรยาและลูกสาวของนายเอี้ยนทราบว่า  ก่อนเกิดเหตุทั้งหมดได้ไปช่วยงานแต่งงานที่บ้านญาติซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 30 เมตร  ภายในงานแต่งมีการเปิดบ่อนการพนันไฮโลว์ขึ้นมาด้วย  นายเอี้ยนได้เข้าไปร่วมเล่นการพนันไฮโลย์กับเขาด้วย  ต่อมาภรรยาและลูกสาวของนายเอี้ยนได้ขอตัวกลับบ้านก่อน  สักครู่ได้ยินเสียงโต้เถียงกันดังมาจากวงพนัน  ภรรยานายเอี้ยนจึงเดินกลับไปเพื่อดูสามีตัวเอง  ระหว่างทางพบนายเอี้ยนวิ่งสวนกลับมาพอดีและบอกว่าถูกนายสุชาติ  นาคชาตรี  ซึ่งเป็นญาติกันทำร้ายร่างกาย

              ภรรยานายเอี้ยนยังให้การอีกว่า  ได้ยินเสียงนายสุชาติสั่งให้นายธวัช  นาคชาตรี  ลูกชายของนายสุชาติไปหยิบปืนที่บ้านมาให้  จากนั้นนายสุชาติ  นายธวัช  นายวรชัยลูกชายอีกคนหนึ่งของนายสุชาติ  ได้ตามมาที่บ้านของนายเอี้ยนพร้อมกับถามหานายเอี้ยน  แต่ภรรยาของนายเอี้ยนได้บอกไปว่านายเอี้ยนยังไม่กลับเข้าบ้าน  ทั้งสามพ่อลูกจึงพากันเดินกลับไป

              หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที  ทั้งสามได้ย้อนกลับมาใหม่พร้อมกับตะโกนท้านายเอี้ยนให้ออกไปหา  นายเอี้ยนซึ่งแอบอยู่ที่ข้างบ้านจึงเดินออกไป  นายสุชาติเห็นดังนั้นจึงได้ใช้อาวุธปืนจ่อยิงเข้าที่ศรีษะนายเอี้ยนแล้วพากันหลบหนีไป  เมื่อภรรยานายเอี้ยนออกมาดูสามี  ปรากฏว่านายเอี้ยนได้สิ้นใจตายไปแล้ว  ระหว่างที่เกิดเหตุยิงกันนั้น  ลูกสาวของนายเอี้ยนได้แอบดูอยู่ข้างประตูบ้าน  พร้อมกับยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า  นายสุชาติคือมือปืนผู้สังหารพ่อของตน  โดยมีลูกชายนายสุชาติยืนดูอยู่ใกล้ๆ

              เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าสาเหตุน่าจะมาจากการโกงกันในวงพนันไฮโลว์  ซึ่งนิยมเปิดเล่นกันตามงานเลี้ยงต่างๆ  จึงได้ออกหมายจับทั้งสามพ่อลูก  และติดตามจับกุมตัวคนทั้งสามเพื่อมาสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

              ต่อมาเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ..2539  นายวรชัยได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ  โดยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด  ส่วนนายสุชาติและนายธวัชยังคงหลบหนีอยู่  เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวนายสุชาติและนายธวัชได้เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ..2539  ทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา  แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีพยานหลักฐานเพียงพอ  จึงส่งมอบสำนวนการสอบสวนและพยานหลักฐานต่างๆให้อัยการ  เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีคนทั้งสาม  ต่อศาลจังหวัดทุ่งสง  พร้อมกับได้ขออำนาจศาลฝากขังทั้งสามไว้ที่เรือนจำอำเภอทุ่งสง

              ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น  ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตทั้งสามพ่อลูก  โดยไม่มีการลดหย่อนโทษให้แต่อย่างใด  และได้ส่งทั้งสามคนมาควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำกลางบางขวาง  ทั้งสามได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล  ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายสุชาติและนายวรชัย  ส่วนนายธวัชได้ลดโทษลงเหลือตลอดชีวิต  ทั้งสามได้ยื่นฎีกาต่อศาลอีก  ผลการพิจารณาของศาลฎีกา  ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายสุชาติ  และให้ยกฟ้องนายธวัชกับวรชัยพ้นข้อกล่าวหาไป  ทางเรือนจำจึงได้ปล่อยตัวนายธวัชและนายวรชัยออกไปสู่อิสระภาพ  นายสุชาติได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์  และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1       
  
              วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ..2545  ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับว่า  ในวันนี้จะทำการประหารชีวิตนักโทษจำนวน 3 ราย  จึงไปจัดเตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้  ทำการสวดมนต์ไหว้พระ  บูชาท้าวเวชสุวรรณ  ทำจิตใจให้สงบ  รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษทั้งสามมาดำเนินการตามขั้นตอนการประหารชีวิต

              เวลา 16.00 .  ข้าพเจ้าได้รับทราบรายชื่อนักโทษที่จะต้องไปเบิกตัวคือ น..สุชาติ  นาคชาตรี  ..คง  สุเพือน  ..วินัย  นาคพันธ์  จึงได้ทำการจัดแบ่งหน้าที่ในการดูแล  และเข้าไปเบิกตัวนักโทษทั้งสามที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1  โดยข้าพเจ้ารับหน้าที่ดูแลน..สุชาติ 

              เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตึกขังได้ไขกุญแจเปิดประตูตึก  เสียงต่างๆภายในตึกขังได้เงียบลง  เมื่อข้าพเจ้าเดินเข้าไปภายใน  มีเสียงนักโทษบางรายถามว่า อีกกี่คนครับหัวหน้า  ข้าพเจ้าตอบไปว่า สามรายมีห้องนี้ด้วย  สุชาติ  นาคชาตรี  ขอให้ออกมาที่ประตูด้วย  ..สุชาติได้ลุกขึ้นและพูดกับเพื่อนร่วมห้อง ลาก่อนครับ  ลาก่อนทุกคน  ลูกผมรอดตายไปได้ผมก็พอใจแล้ว  บอกลูกผมด้วยว่าผมรักมัน  เสียงนักโทษในห้องตอบว่า แล้วจะเขียนจดหมายบอกไปให้  ขอให้ไปที่ชอบนะลาก่อน

              ข้าพเจ้านำตัวออกมาจากตึกขัง  ..สุชาติพูดว่า ผมยังโชคดีที่ลูกชายของผมได้ยกฟ้องออกไปจากคุกทั้งคู่  ไม่ยังงั้นคงต้องตายกันหมดทั้งพ่อทั้งลูกแน่  คดีนี้พวกผมพ่อลูกไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย  แต่ถูกเขาใส่ร้าย  ผมไม่อาฆาตไม่โกรธแค้นใครทั้งนั้น  ลูกผมรอดตายไปได้ผมก็พอใจแล้ว  เดี๋ยวขอผมเขียนจดหมายถึงลูกซักหน่อยนะครับ  อยากเตือนมันไม่ให้ไปล้างแค้นใคร  ผมอยากให้เรื่องยุติลงที่ผมแค่นี้  ข้าพเจ้าบอกไปว่า ไม่ต้องห่วง  เดี๋ยวให้ทุกคนได้เขียนจดหมายอยู่แล้ว  มีอะไรเขียนไปได้เต็มที่เลย  รับรองว่าทางเรือนจำจะจัดการส่งให้อย่างแน่นอน

              เมื่อนำตัวทั้งหมดมาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯ  เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร  และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง  ได้แยกย้ายกันพิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษทั้งหมด  ..สุชาติพูดว่า ความจริงแล้วผมไม่น่าที่จะต้องกลายมาเป็นนักโทษประหารเลย  ช่วงที่มีการฆ่ากันผมและลูกไม่มีใครรู้เรื่องด้วยเลย  ผมได้ทะเลาะกับคนตายมาก่อนก็จริง  ไม่รู้ว่าใครสวมรอยตามไปฆ่า  แล้วมาใส่ความหาว่าผมและลูกเป็นคนฆ่า  ผมและลูกจึงต้องหนีเพื่อตั้งหลัก  ตอนหลังมาถูกจับได้หมด  ผมและลูกได้ปฏิเสธข้อหากับตำรวจไป  แต่ทางญาติคนตายได้พยายามวิ่งเต้นเพื่อเอาผิดกับพวกผม  เพราะผมกับฝ่ายนั้นไม่ค่อยกินเส้นกัน

              ผมและลูกถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิตกันทั้งหมด  พอมาถึงอุทธรณ์ลูกชายผมได้ลดโทษเหลือตลอดชีวิตไปคนหนึ่ง  พอเรื่องถึงฎีกาศาลท่านปราณียกฟ้องให้ลูกชายผมทั้งคู่  ลูกผมจึงได้กลับบ้านไป  แต่ว่าไม่ทันไรลูกผมก็มาโดนฆ่าตายไปคนหนึ่ง  ไม่รู้ว่าผมทำบาปทำกรรมอะไรไว้  ตอนนี้ผมเหลือลูกชายอยู่คนเดียวเท่านั้น 

              ที่ผมกลัวที่สุดตอนนี้คือกลัวว่า  เมื่อลูกชายผมรู้ว่าผมถูกประหารไปแล้ว  จะไปล้างแค้นพวกที่หาเรื่องใส่ความพวกผม  ลูกผมมันก็เคยเป็นนักโทษประหารมาก่อน  ผมกลัวว่าเมื่อลูกผมไปล้างแค้นเขาเมื่อไร  ถ้าถูกจับได้จะต้องกลับมาเป็นนักโทษประหารอีกครั้ง  และครั้งนี้คงจะไม่มีโอกาสรอดตายเหมือนอย่างครั้งที่แล้วแน่  ผมอยากเตือนลูกผมให้เลิกการอาฆาตจองเวรซึ่งกันและกัน  เรื่องที่แล้วก็ให้แล้วกันไป  แค้นกันไปแค้นกันมาไม่มีอะไรดีขึ้นมาแน่  อยากให้ทุกอย่างจบลงที่ผม  อย่างน้อยผมก็ยังเหลือลูกชายไว้สืบสกุลอีกคนหนึ่ง  ส่วนลูกชายผมคนที่ตายไปแล้ว  ผมขออโหสิกรรมให้แก่คนที่ฆ่าลูกของผม  เวรกรรมต่างๆจะได้หมดสิ้นกันไปซักที

              ข้าพเจ้าถามว่า จริงๆแล้วได้รู้เห็นกับคดีนี้บ้างไหม  แล้วทำไมลูกชายถึงได้ยกฟ้องไปทั้งสองคน  แต่สุชาติกลับถูกตัดสินให้ประหารชีวิต  
   
              ..สุชาติตอบว่า ผมไม่ได้ทำและไม่รู้เรื่องจริงๆครับ  ผมสามคนสู้คดีมาถึงสามศาล  ศาลชั้นต้นตัดสินประหารพวกผมพ่อลูกทั้ง 3 คน  พอมาถึงศาลฎีกา  ลูกชายผมได้ยกฟ้องปล่อยตัวไปทั้งคู่  แค่นี้ผมก็ดีใจที่สุดแล้วครับ  ผมถือว่าผมยังมีบุญอยู่บ้างที่ไม่พากันมาตายหมดทั้งครอบครัว  ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าใครจะทำกับผมไว้อย่างไร  ผมขออโหสิกรรมให้ทั้งหมดครับ

              เมื่อพิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ  เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี  ให้นักโทษทั้งหมดฟังและให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น  จากนั้นได้ให้ทั้งหมดทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายตามสะดวก  ซึ่งน..สุชาติเขียนจดหมายถึงลูกชายมีใจความว่า ขณะที่ลูกได้อ่านจดหมายฉบับนี้  พ่อได้จากโลกนี้ไปแล้ว  อย่าได้โกรธเคืองเจ้าหน้าที่ทุกคนเพราะเขาทำตามหน้าที่  พ่ออยากขอให้ลูกจงเลิกการอาฆาตพยาบาทต่อพวกที่ทำกับเราไว้  ลูกก็ผ่านคุกผ่านตะรางมากับพ่อแล้วย่อมรู้ว่ามันลำบากแค่ไหน  พ่อไม่อยากให้ลูกต้องย้อนกลับเข้ามาในนี้อีก  พอกันเสียทีสำหรับการจองเวร  ลูกอย่าได้ไปทำอะไรเขาอย่างเด็ดขาด  วิญญาณของพ่อจะได้สงบสุข  และขอให้ลูกจงตั้งใจทำมาหากิน  คอยปกป้องดูแลทางบ้านให้ดี 

              ต่อไปนี้ลูกคือตัวแทนของพ่อแล้ว  อย่าได้ไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งผิดกฎหมายไม่ว่าอะไรทั้งนั้น  เรื่องที่ผ่านมาพ่อถือว่าเป็นกรรมเก่าของพ่อเอง  พ่ออโหสิกรรมให้พวกเขาทุกคนไม่ว่าใครจะทำกับพ่อไว้ก็ตาม  หวังว่าลูกคงทำตามคำสั่งของพ่อได้  พ่อจะได้ตายตาหลับ  อย่าลืมทำบุญไปให้พ่อบ้างนะ  ถ้าเป็นไปได้พ่ออยากให้ลูกได้บวชให้พ่อด้วย  พ่อขอลูกแค่นี้หวังว่าลูกคงให้พ่อได้  พ่อรักและเป็นห่วงลูกมาก  อย่าได้กลับมาเข้าคุกอีกเลยพ่อขอร้อง  อย่าไปแก้แค้นอะไรกับเขา  ถ้าใครยังจะมายุ่งวุ่นวายกับลูกอีก  บอกเขาไปเลยว่าที่ผ่านมาขอให้เลิกแล้วต่อกันไป  เขาจะได้ไม่มายุ่งกับลูกอีก  พ่อขอให้ทางบ้านทุกคนจงมีแต่ความสุขความเจริญพ่อขอลาก่อน  รักลูกมาก  จากพ่อ

              จากนั้นได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษประหารทั้งหมดกิน  ..สุชาติพูดกับข้าพเจ้าว่า ผมกินไม่ลงหรอกครับหัวหน้า  ขอน้ำเย็นให้ผมดีกว่า  อย่าลืมช่วยส่งจดหมายให้ผมด้วยนะครับ  ก่อนที่ลูกชายผมจะทำอะไรบุ่มบ่ามลงไป  ที่ผมกลัวที่สุดตอนนี้คือ  กลัวว่าใครจะมาทำอะไรลูกชายผมอีก  และกลัวว่าลูกผมจะไปทำเขาเพื่อแก้แค้นให้ผม  ผมเหลือลูกชายแค่คนเดียวแล้ว  ผมหวังว่าลูกของผมคงเชื่อในคำสั่งเสียของผมนะครับ 

              จากนั้นได้นำทั้งหมดไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ที่ได้นิมนต์มา  ซึ่งทุกคนต่างตั้งใจฟังอย่างสงบ  เสร็จแล้วข้าพเจ้าได้นำน..สุชาติไปทำการประหารก่อนเป็นรายแรก  โดยให้น..คงและน..วินัยรออยู่ที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ  ระหว่างทางน..สุชาติได้พูดกับข้าพเจ้าว่า หัวหน้ามีลูกแล้วหรือยังครับ  ข้าพเจ้าได้ตอบไป ยังไม่มีเลยสักคน  ..สุชาติพูดต่อว่า ถ้ายังงั้นหัวหน้าคงยังไม่เคยมีความรู้สึกถึงความห่วงใยของพ่อที่มีต่อลูกว่าเป็นอย่างไร  เชื่อไหมครับว่าผมสามารถที่จะตายแทนลูกทุกคนได้  ความหวังทุกอย่างผมฝากไว้กับลูกทั้งหมด  ถึงผมจะต้องตายไปก็ตาม  ถ้าเป็นไปได้นะครับ  วิญญาณผมจะคอยปกป้องดูแลลูกของผมตลอดไป

              เมื่อมาถึงศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์  ได้แวะให้น..สุชาติเข้ากราบไหว้  แล้วจึงนำตัวต่อไปยังห้องประหาร  เมื่อถึงศาลาเย็นใจได้ให้น..สุชาตินั่งที่เก้าอี้ขาว  ข้าพเจ้าส่งดอกไม้ธูปเทียนให้  พี่เลี้ยงอีกนายนำผ้าดิบมาผูกตา  แล้วช่วยกันประคองเข้าสู่ห้องประหาร  โดยนำตัวเข้าไปยังหลักประหารหลักที่หนึ่ง  ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกสองนายช่วยกันผูกมัดตัวให้ติดกับหลักประหาร  ตั้งเป้าตาวัวให้ตรงกับจุดที่ตั้งของหัวใจ  เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหาร  เสร็จแล้วได้ทำการขออโหสิกรรมอีกครั้ง  ..สุชาติพูดว่า ผมขออโหสิกรรมให้ทุกคนเช่นกันครับ  ผมไม่ขอมีกรรมเวรกับใครทั้งสิ้นอีกแล้ว  ลาก่อนครับ  เมื่อพร้อมแล้วได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

              พลเล็งปืนเข้ามาทำหน้าที่บรรจุกระสุนปืน  ตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว  เพชฌฆาตมือหนึ่งเข้าทำการตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้ง  เมื่อเห็นว่าได้ที่ดีแล้ว  จึงส่งเสียงแจ้งหัวหน้าชุดประหารไปว่า พร้อม  ธงแดงได้สะบัดลงทันที  เสียงปืนได้คำรามขึ้น ปัง   ปัง  ปัง ปังๆๆๆๆ  ใช้กระสุนในการประหารทั้งสิ้น 8 นัด  ทำการประหารเมื่อเวลา 17.45 .

              เมื่อครบ 3 นาที  ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูร่างของน..สุชาติที่หลักประหาร  ปรากฏว่าได้สิ้นใจไปแล้ว  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างของน..สุชาติลงจากหลักประหาร  แล้วนำไปเก็บไว้ภายในห้องเล็ก  จากนั้นข้าพเจ้าออกไปรอรับตัวน..คงและน..วินัยที่ศาลาเย็นใจ  เพื่อนำตัวทั้งคู่เข้าทำการประหารชีวิตเป็นชุดต่อไป

              ขออโหสิกรรมต่อนายสุชาติ  นาคชาตรี  และขอให้ความหวังในตัวลูกชาย  จงประสบผลสำเร็จตามที่หวังไว้ด้วย

              ขออภัยต่อทุกท่านที่เกี่ยวข้องในคดีนี้  ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาที่จะชี้นำว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก  เพียงแต่ได้เขียนขึ้นมาตามคำบอกเล่าของนักโทษประหารก่อนตายเท่านั้น