วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554

8.วาด ขุนจันทร์ แค้นต้องเผา

น.ช.วาด,เขียว,จุล ขุนจันทร์ อายุ 25 ปี หมายเลขประจำตัว 540/40 คดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน วางเพลิง ข่มขืนกระทำอนาจาร กักขังหน่วงเหนี่ยว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 224, 281(1), 276 วรรคแรก, 284 วรรคแรก, 289(4), 80, 310 วรรคแรก หมายเลขคดีดำที่ 2637/38 หมายเลขคดีแดงที่ 726/40 ศาลจังหวัดสงขลา เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรตำบลทุ่งลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2538 เวลา 01.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ต.ทุ่งลุง ได้รับแจ้งว่ามีเหตุเพลิงไหม้บ้านพักคนงานก่อสร้าง ภายในหมู่บ้านวาสนาวิลเลส หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านพลุ อำเภอหาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยรถดับเพลิงของเทศบาล เมื่อไปถึงพบเพลิงกำลังลุกไหม้อยู่ จึงเข้าทำการฉีดน้ำเพื่อดับเพลิง

ภายในที่เกิดเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีผู้ติดอยู่ภายในกองเพลิง 3 คน จึงได้เข้าทำการช่วยเหลือ และพบผู้บาดเจ็บนอนร้องครวญครางอยู่ในกองเพลิง 2 คน จึงรีบนำตัวออกมาเพื่อส่งโรงพยาบาลในทันทีเนื่องจากมีอาการสาหัสมาก ทราบชื่อคนเจ็บคือนายจำนงค์ แก้วเกลี้ยง อายุ 40 ปี และด.ญ.สายสุณี แก้วเกลี้ยง อายุ 13 ปี ลูกสาวนายจำนงค์ อยู่บ้านเลขที่ 12/1 หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านขาว อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ส่วนอีกคนคือนางสาววันดี แก้วเกลี้ยง อายุ 16 ปี เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือออกมาได้ คาดว่าน่าจะเสียชีวิตอยู่ในกองเพลิงแล้ว

หลังจากใช้ความพยายามในการดับเพลิงประมาณ 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ จากการตรวจสอบพบว่า บ้านพักคนงานก่อสร้างได้ถูกไฟเผาผลาญไปทั้งสิ้น 11 ห้อง ค่าเสียหายประมาณ 1 แสนบาท นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบร่างน.ส.วันดี ลูกสาวของนายจำนงค์อีกคน ถูกไฟครอกไหม้ดำเป็นตอตะโกอยู่ภายในที่เกิดเหตุ
จากการสอบสวนทราบว่าผู้ที่วางเพลิงในครั้งนี้คือ นายวาด ขุนจันทร์ ชาวตำบลควนชะริส อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเคยทำงานก่อสร้างที่เดียวกับน.ส.วันดี โดยก่อนจุดไฟเผา นายวาดได้ใช้โซ่และกุญแจปิดล็อกที่ประตูด้านนอกห้องพักของน.ส.วันดี เสร็จแล้วได้ใช้น้ำมันราดบ้านพักห้องดังกล่าวแล้วจุดไฟเผา ขณะที่น.ส.วันดีรวมทั้งพ่อและน้องสาวนอนหลับอยู่ เป็นเหตุให้ทั้งหมดไม่สามารถหนีออกมาจากกองเพลิงได้ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือนายจำนงค์และด.ญ.สายสุณีออกมาได้ แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตน.ส.วันดีได้ดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ยังทราบอีกว่าสาเหตุในการจุดไฟเผาและวางเพลิงเพื่อสังหารหมู่ครอบครัวของน.ส.วันดีเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2538 นายวาดซึ่งขณะนั้นยังทำงานที่เดียวกับน.ส.วันดี ได้ใช้มีดจี้บังคับน.ส.วันดีซึ่งอยู่บ้านคนเดียวแล้วลงมือข่มขืนน.ส.วันดีจนสำเร็จความใคร่ 2 ครั้งแล้วหลบหนีไป ก่อนหลบหนียังได้ขู่น.ส.วันดีว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครและห้ามแจ้งความอย่างเด็ดขาด ถ้าหากไม่เชื่อจะย้อนกลับมาฆ่าให้ตายหมดทั้งครอบครัว แต่น.ส.วันดีไม่เชื่อคำขู่ดังกล่าว ประกอบกับความเจ็บใจที่ถูกนายวาดข่มขืน จึงนำเรื่องที่ตนถูกข่มขืนไปเล่าให้ผู้เป็นพ่อฟัง พร้อมกับเข้าแจ้งความเพื่อเอาผิดกับนายวาดให้ได้

เมื่อนายวาดรู้ว่าตนถูกแจ้งความดำเนินคดีก็แสดงความไม่พอใจ โดยเขียนจดหมายมาข่มขู่น.ส.วันดีว่า เมื่อเตือนแล้วไม่เชื่อก็อย่าอยู่ร่วมโลกกันอีกเลย จากนั้นจึงได้วางแผนเผาบ้านพักคนงานที่เกิดเหตุ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ตำรวจยังทราบอีกว่า นายวาดมีประวัติเคยกระทำผิดฐานบุกรุกและกระทำอนาจาร ถูกลงโทษจำคุก 2 ปี และฐานหลบหนีการควบคุม ถูกจำคุก 4 เดือน เพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำเมื่อวันที่ 20 มีนาคน 2538 และมาก่อคดีดังกล่าวซ้ำขึ้นอีก

เมื่อรู้ตัวผู้ก่อเหตุวางเพลิงแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกติดตามจับกุมตัวนายวาดทันที แต่นายวาดได้หลบหนีไปได้ทุกครั้ง จนกระทั่งวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2538 หลังเกิดเหตุเดือนเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ประสบความสำเร็จในการจับกุมตัวนายวาด นำตัวมาทำการสอบสวนที่สภ.ต.ทุ่งลุง อำเภอหาดใหญ่

ผลการสอบสวนนายวาดได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด แม้จะมีพยานยืนยันก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าหลักฐานที่มีอยู่ รวมทั้งพยานที่เห็นเหตุการณ์ขณะที่นายวาดเข้าไปในที่เกิดเหตุสามารถใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีต่อนายวาดได้ จึงทำการรวบรวมสำนวนการสอบสวน ตลอดจนพยานหลักฐานต่างๆ ส่งมอบให้อัยการเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีนายวาดต่อศาลจังหวัดสงขลา

ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น เชื่อว่านายวาดได้กระทำผิดจริงตามฟ้อง และมีพฤติการณ์ที่โหดเหี้ยมอำมหิต ตั้งใจที่จะฆ่าคนให้ตายอย่างทรมาน โดยการปิดล็อกประตูห้องซึ่งเป็นทางออก แล้วทำการจุดไฟเพื่อวางเพลิงเผาบ้านในขณะที่มีคนนอนหลับอยู่ข้างใน จนมีคนตายและบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งยังได้เคยกระทำการข่มขืนผู้ตายอีก เมื่อผู้ตายแจ้งความเอาผิด ยังได้เคยกระทำการข่มขู่อาฆาตผู้ตาย โดยการเขียนจดหมายมาข่มขู่อีกด้วย และยังได้เคยก่อเหตุลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน จนถูกตัดสินลงโทษให้จำคุกมาแล้ว แต่เมื่อพ้นโทษออกมาได้ไม่นาน กลับมาก่อเหตุซ้ำขึ้นอีก แสดงว่าไม่มีความหลาบจำต่อโทษทัณฑ์ที่ได้รับ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง มีสันดานเป็นผู้ร้ายก่อเหตุซ้ำซ้อน เจตนาที่จะฆ่าได้แม้กระทั่งผู้หญิงและเด็กซึ่งไม่มีทางต่อสู้ เห็นควรให้ลงโทษขั้นสูงสุด คือประหารชีวิต

หลังถูกศาลตัดสินให้ลงโทษประหารชีวิตแล้ว ข.ช.วาดได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อต่อสู้คดี พร้อมกับได้ถูกส่งตัวมาคุมขังไว้ที่เรือนจำกลางบางขวาง ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น น.ช.วาดไม่ได้ยื่นฎีกาต่อศาลตามกำหนด จึงต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดรอการประหารชีวิต ซึ่งน.ช.วาดได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์ที่ได้รับ และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2542 เวลา 10.45 น. ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับ จากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังว่า ภายในวันนี้จะมีการดำเนินการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดจำนวน 3 ราย ขอให้เตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้ให้พร้อม ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไปจัดเตรียมกุญแจมือและมีดสำหรับตัดด้ายดิบให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานได้ เสร็จแล้วจึงไปทำการสวดมนต์ไหว้พระ บูชาท้าวเวชสุวรรณตามความเชื่อของข้าพเจ้า พร้อมกับทำจิตใจให้สงบ รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษประหารทั้งหมดมาดำเนินการตามขั้นตอนการประหารชีวิต

เวลา 16.10 น.ข้าพเจ้าได้รับแจ้งรายชื่อนักโทษที่จะถูกดำเนินการประหารชีวิตในวันนี้คือ น.ช.วาด ขุนจันทร์ น.ช.เก้า ปั้นหยัด น.ช.อุทัย กัญชนะกาญน์ จึงทำการจัดแบ่งหน้าที่ในการดูแลนักโทษประหารทั้งหมด โดยข้าพเจ้ารับหน้าที่ในการดูแลน.ช.เก้า ปั้นหยัด พร้อมกับมีคำสั่งมาอีกว่า ให้นำนักโทษเข้าไปทำการประหารทีละราย โดยเริ่มจากน.ช.วาด น.ช.เก้าเป็นรายที่สอง สุดท้ายคือน.ช.อุทัย

เมื่อเข้าไปทำการเบิกตัวนักโทษภายในหมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 ข้าพเจ้าได้แยกไปเบิกตัวน.ช.เก้าจึงไม่เห็นอาการของน.ช.วาดแต่อย่างใด แต่พี่เลี้ยงที่ทำการเบิกตัวน.ช.วาดได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังในภายหลังว่าน.ช.วาดมีอาการตัวสั่นหน้าซีดและขอเข้าห้องน้ำก่อน เมื่อนำตัวเดินออกมาจากห้องขังก็เกิดอาการเข่าอ่อนทันที ต้องช่วยกันพยุงมาจนถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯ

ภายในหมวดผู้ช่วยเหลือฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังได้มารออยู่ก่อนแล้ว และได้แยกย้ายกันตรวจสอบประวัติบุคคลและพิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษประหารทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้ถามน.ช.วาด “ขอโทษนะคุณวาด ผมอยากทราบว่าคุณได้ทำคดีนี้จริงหรือไม่” น.ช.วาดตอบว่า “จริงครับผมทำจริง” พี่เลี้ยงที่ดูแลน.ช.วาดนายหนึ่งได้พูดว่า “เรื่องมันเป็นยังไงเล่าให้ฟังได้ไหมผมอยากรู้” น.ช.วาดตอบว่า “ได้ครับหัวหน้า คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ”

“ตัวผมเคยติดคุกมาก่อนในข้อหาบุกรุกกระทำอนาจาร พอผมพ้นโทษออกมาผมได้ไปทำงานก่อสร้างอยู่ที่หาดใหญ่ ซึ่งผมพอมีฝีมือทางนี้อยู่บ้าง ที่ๆผมทำงานอยู่นี้เป็นหมู่บ้านจัดสรร โดยเขาปลูกเพิงพักคนงานเป็นห้องแถวอยู่ภายในหมู่บ้านนั้นเลย ผมได้รู้จักกับวันดีเพราะว่าครอบครัวของวันดีทำงานก่อสร้างที่เดียวกับผม ผมเห็นวันดีก็นึกชอบขึ้นมาพยายามที่จะจีบ แต่วันดีไม่สนใจผมและพ่อของวันดีก็แสดงความรังเกลียดผมอีก เห็นผมเป็นคนขี้คุกขี้ตะราง ผมได้แต่เก็บความแค้นไว้ในใจ

ก่อนเกิดเรื่องวันดีอยู่บ้านคนเดียวเพราะไม่สบาย ส่วนคนอื่นออกไปทำงานกันหมด ผมเห็นเป็นโอกาสดีของผมแล้วที่จะได้ล้างแค้นครอบครัวนี้ ผมย่องเข้าไปใช้มีดจี้วันดีแล้วข่มขืนจนสำเร็จ เมื่อวันดีเป็นของผมแล้ว ผมได้บอกวันดีไปว่าอย่าเพิ่งเอาเรื่องที่ผมข่มขืนไปบอกใครอย่างเด็ดขาด ผมตั้งใจว่าจะมารับผิดชอบในทีหลัง แต่วันดีไม่เชื่อผม เอาเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าเขาไม่ชอบหน้าผม และยังไปแจ้งความจับผมอีกด้วย ทำให้ผมต้องหลบหนีตำรวจในคดีข่มขืน ผมแค้นมากจึงเขียนจดหมายไปขู่อาฆาตครอบครัววันดี และหาโอกาสที่จะล้างแค้นครอบครัวนี้ให้ได้

วันเกิดเหตุผมคิดหาวิธีล้างแค้นได้ คือต้องเผาให้หมดทั้งครอบครัว ผมจึงไปซื้อน้ำมันมาไว้ พร้อมกับเตรียมโซ่และกุญแจไว้สำหรับใช้ล็อกประตูห้อง เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครหนีออกมาได้ เสร็จแล้วผมไปกินเหล้าย้อมใจรอเวลาให้คนหลับหมดก่อน ตกดึกผมแอบเข้าไปที่บ้านพักคนงานใช้กุญแจและโซ่ปิดล็อกทางออกไว้ เอาน้ำมันราดจนทั่วแล้วจุดไฟเผา เสร็จแล้วผมได้รีบหนีออกมาทันที แต่ก็ยังได้ยินเสียงร้องโวยวายให้ช่วยกันดับไฟ และเห็นไฟได้ลุกขึ้นมาเร็วมาก ผมคิดว่าคงไม่มีใครรอดอย่างแน่นอน แต่แล้วผมมารู้ทีหลังว่าพ่อของวันดีและน้องสาวไม่ตายมีคนช่วยออกมาได้ ผมรู้สึกเสียดายมากเลยครับหัวหน้า เป้าหมายที่ผมต้องการให้ตายมากที่สุดคือพ่อของวันดี เพราะเป็นตัวยุยงให้วันดีแจ้งความจับผม ผมหนีไปได้เดือนกว่า ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสจะกลับไปฆ่าพ่อของวันดีให้ได้ แต่ผมมาถูกตำรวจจับได้เสียก่อน พ่อวันดีเลยรอดตัวไป ไม่ยังงั้นเสร็จผมแน่ๆ”

ข้าพเจ้าอดไม่ได้จึงพูดไป “วาด ผมถามหน่อยเถอะนะ ไปแค้นอะไรเขานักหนาละ เมื่อเขาไม่รักไม่ชอบก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา ผู้หญิงในโลกมีเยอะแยะไป แต่นี่วาดไปข่มขืนลูกสาวเขา พ่อเขาก็ต้องเจ็บแค้นเป็นธรรมดา ให้ลูกสาวแจ้งความเอาผิดกับวาด ถ้าใครเขาไปทำกับญาติพี่น้องของวาดแบบนี้บ้าง ผมอยากรู้ว่าวาดจะเจ็บแค้นบ้างไหม จะยอมปล่อยให้ลอยนวลโดยไม่เอาเรื่องได้ไหม”

น.ช.วาดตอบว่า “คนอย่างผมใครจะมารังแกคนที่ผมรักไม่ได้อย่างเด็ดขาด มันต้องตายกันไปข้างหนึ่ง และคนอย่างผมใครจะมาทำให้ผมโกรธแค้นก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน ในเมื่ออยากลองดีกับผม ผมก็ต้องทำให้จดจำผมไว้จนวันตาย ผมบอกว่าอย่าแจ้งความก็ไม่เชื่อ แล้วจะเอาไว้ทำไม” ข้าพเจ้าได้แต่ส่ายหัวในคำพูดของน.ช.วาด

พี่เลี้ยงอีกนายถามน.ช.วาด “แล้วทำไมไม่ยื่นฎีกาต่อศาลละ” น.ช.วาดพูดว่า “ยื่นฎีกาไป ศาลก็ต้องตัดสินให้ประหารอีกอยู่ดี ผมขอหมายเด็ดขาดเลยดีกว่า แล้วทำหนังสือทูลเกล้าฯไปยังจะมีโอกาสได้ลดโทษบ้าง และถ้าเรื่องตกมาช้ากว่านี้อีกสักห้าหกเดือน ผมต้องได้รับอภัยโทษในเดือนธันวาคมนี้แน่นอน”

หลังจากที่เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาทำการอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นักโทษประหารทั้งหมดฟังและเซ็นทราบในคำสั่งนั้นทีละคน เสร็จแล้วได้ให้นักโทษทั้งหมดทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายตามสะดวก ซึ่งน.ช.วาดได้เขียนจดหมายมีใจความว่า “ลูกหมดเวรกรรมที่ได้ก่อมาแล้ว ขอฝากให้น้องๆช่วยกันดูแลพ่อแม่ด้วย”

เมื่อเขียนจดหมายเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษทั้งสาม น.ช.วาดได้พูดขึ้นว่า “ผมอยากกินแกงไตปลาเป็นครั้งสุดท้ายจังเลยครับ แล้วก็ข้าวเหนียวสังขยาสักห่อพอจะหาให้ได้ไหมครับ” พอดีเจ้าหน้าที่ที่จะต้องเข้าเวรกลางคืนในวันนั้น และมายืนมุงดูนักโทษประหารทั้งสามอยู่ ถือกับข้าวมื้อเย็นซึ่งมีแกงไตปลาและข้าวเหนียวสังขยาอยู่พอดี จึงได้เสียสละอาหารชุดนั้นให้แก่น.ช.วาด ซึ่งน.ช.วาดได้กล่าวขอบคุณและตักข้าวและแกงไตปลากินจนหมดจาน แถมด้วยข้าวเหนียวสังขยาอีกหนึ่งห่อ พร้อมกับพูดว่า “คนใต้อย่างผม แกงไตปลาถือว่าเป็นอาหารโปรดที่สุด ขอขอบคุณทุกคนมากครับ”

เสร็จจากอาหารมื้อสุดท้าย ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดได้นำนักโทษประหารทั้งสามไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ ซึ่งทุกคนต่างตั้งใจฟังอย่างสงบ แล้วข้าพเจ้าได้นำน.ช.วาดไปทำการประหารก่อน โดยให้น.ช.เก้าและน.ช.อุทัยนั่งรออยู่ที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ ระหว่างทางน.ช.วาดได้เกิดอาการเข่าอ่อนตลอดเวลา ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนายต้องช่วยกันประคองตัวเดิน เมื่อมาถึงศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ ได้ให้น.ช.วาดยกมือไหว้อำลา แล้วพาเดินต่อไปที่ห้องประหาร

เมื่อถึงช่องทางเข้าห้องประหารก่อนถึงศาลาเย็นใจ มีป้ายเขียนไว้ว่า “แดนประหารชีวิต” น.ช.เก้าเมื่อมองเห็นป้ายดังกล่าวก็หมดแรงเดินทรุดตัวลงทันที ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนายต้องช่วยกันหิ้วปีกจนสามารถนำเข้ามาถึงศาลาเย็นใจและได้ให้นั่งที่เก้าอี้ขาว ข้าพเจ้าเป็นผู้หยิบดอกไม้ธูปเทียนส่งให้ พี่เลี้ยงอีกนายทำการผูกตา แล้วช่วยกันหิ้วปีกนำตัวเข้าสู่ห้องประหารทันที โดยนำตัวไปที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง น.ช.วาดได้พูดว่า “ผมกลัวจังเลยครับหัวหน้า อย่าให้ผมต้องทรมานนะครับ” ข้าพเจ้าใช้มือตบหลังเบาๆให้กำลังใจ พร้อมกับกระซิบบอก “ท่องพุทโธไว้นะวาด อย่าดิ้นอย่าขยับแล้วจะไม่ทรมาน” น.ช.วาดได้พยักหน้ารับทราบ

เมื่อข้าพเจ้าทำการผูกมัดตัวน.ช.วาดให้ติดกับหลักประหารเสร็จ ได้ทำการตั้งเป้าตาวัว เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหารเพื่อให้ซับเลือด ทำการขออโหสิกรรมต่อน.ช.วาดอีกครั้ง แล้วแจ้งความพร้อมให้หัวหน้าชุดประหารทราบ
พลเล็งปืนได้เข้ามาทำหน้าที่บรรจุกระสุน ตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว แล้วจึงยึดปืนให้ติดกับแท่น เพชฌฆาตมือหนึ่งเข้ามาตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าได้ที่ดีแล้ว ได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบว่า “พร้อม” คำเดียวสั้นๆ ธงแดงได้สะบัดลงทันที เสียงปืนได้คำรามขึ้น “ปัง ปัง ปังๆๆๆๆๆๆ” รวมทั้งสิ้น 9 นัด ทำการประหารเมื่อเวลา 17.05 น.

เมื่อครบ 3 นาที ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูร่างของน.ช.วาดที่หลักประหาร ปรากฏว่าได้ขาดใจตายไปแล้ว หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างน.ช.วาดลงจากหลักประหาร แล้วให้นำไปเก็บไว้ภายในห้องเล็ก เสร็จแล้วข้าพเจ้าออกไปรอรับตัวน.ช.เก้าที่ศาลาเย็นใจ เพื่อนำตัวเข้ามาทำการประหารชีวิตเป็นรายต่อไป
ขอให้ดวงวิญญาณของนางสาววันดี แก้วเกลี้ยง จงสู่สุขคติภพภูมิที่ดีด้วยเทอญ

ขอให้บิดา มารดา และญาติพี่น้องของนางสาววันดี แก้วเกลี้ยง ได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่นายวาด ขุนจันทร์ ด้วย เวรกรรมต่างๆจะได้หมดสิ้นกันไปในชาตินี้

ขออโหสิกรรมต่อนายวาด ขุนจันทร์ ซึ่งข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่ทุกนายได้กระทำตามหน้าที่

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

7.เดชา สุวรรณสุก ผมไม่ได้ทำน้องนุ่น

น.ช.เดชา สุวรรณสุก อายุ 49 ปี หมายเลขประจำตัว 600/39 คดีข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี และฆ่าผู้อื่นตายโดยทรมานหรือทารุณโหดร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรค 2, 277 ทวิ (2), 285, 288, 90 หมายเลขคดีดำที่ 3424/39 หมายเลขคดีแดงที่ 4158/39 ศาลจังหวัดมีนบุรี เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี จังหวัดกรุงเทพมหานคร

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2542 เวลา 10.00 น. ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับว่า ในวันนี้จะมีการประหารชีวิตนักโทษ ซึ่งก่อคดีข่มขืนฆ่าเด็ก แต่ยังไม่ได้แจ้งชื่อให้ข้าพเจ้าทราบแต่อย่างใด ในเวลานั้นข้าพเจ้าเดาว่าน่าจะเป็นน.ช.เดชา สุวรรณสุก สาเหตุเพราะนอกจากน.ช.พันธุ์ สายทองที่ก่อคดีข่มขืนฆ่าฯน้องอ้อมแล้ว ยังมีน.ช.เดชาที่อยู่ในข่ายที่น่าจะถูกยกฎีกา เนื่องจากเป็นคดีที่เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกับน.ช.พันธุ์ และเป็นคดีที่ดังมากในเวลานั้น ซึ่งเป็นที่สนใจและติดตามข่าวของคนทั้งประเทศ ดังเหตุการณ์ต่อไปนี้

วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2539 เวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.มีนบุรี ได้รับแจ้งเหตุพบศพเด็กหญิงนอนเสียชีวิต ที่บ้านพักคนงานของบริษัทเท็กซ์โก้ อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานทำไม้แปรรูป ตั้งอยู่ที่ถนนสุรินทวงศ์ แขวงและเขตมีนบุรี กรุงเทพฯ จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงพบศพด.ญ.สุกัญญา สุวรรณสุก หรือน้องนุ่น อายุ 4 ขวบ นอนเสียชีวิตอยู่ภายในห้องพักไม่มีเลขที่ของโรงงานดังกล่าว สภาพศพนอนหนุนหมอนอยู่ในห้อง ใบหน้าและลำตัวเขียวฟกช้ำ สวมชุดเสื้อยืดแขนสั้นสีน้ำเงิน กางเกงขาสั้นสีแดงลายดอก ตามลำตัวไม่พบบาดแผลถูกของมีคม

เจ้าหน้าที่ทำการตรวจพิสูจน์ศพในเบื้องต้น โดยถอดกางเกงออกเพื่อตรวจสอบบริเวณอวัยวะเพศ พบว่ามีรอยช้ำและมีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอดและทวารหนัก ใกล้ศพพบยาหม่องวางอยู่ด้านข้าง 1 ตลับ โดยมีพี่ชายของน้องนุ่นยืนอยู่ใกล้ศพ และไม่แสดงอาการโศกเศร้าแต่อย่างใด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสงสัยว่า น้องนุ่นอาจจะถูกข่มขืนกระทำชำเราแล้วฆ่าก็เป็นไปได้

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดต่อไปยังนายเดชา สุวรรณสุก พ่อของน้องนุ่น ซึ่งเป็นคนงานตรวจเช็คไม้ของบริษัทธนชัย จำกัด และเป็นโรงไม้แปรรูปในเครือของบริษัทเท็กซ์โก้ฯ พร้อมกับนำตัวมาสอบสวนที่ส.น.มีนบุรี เนื่องจากมีพยานยืนยันว่านายเดชาเป็นคนขี้เหล้า เวลาเมาชอบกระทำรุนแรงทุบตีน้องนุ่นเป็นประจำ ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาไว้ก่อน เพื่อรอผลพิสูจน์ที่แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายเดชาได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ข่มขืนและฆ่าลูกสาวของตัวเอง โดยบอกว่าสาเหตุที่ใบหน้าและลำตัวของน้องนุ่นมีรอยเขียวช้ำ เนื่องจากเมื่อสองวันก่อนได้ตกบันไดบ้านซึ่งมีอยู่ 4 ขั้น ส่วนเรื่องทุบตีน้องนุ่นยอมรับว่ามีบ้างเป็นบางครั้ง การที่พบว่ามีเลือดออกมาจากอวัยวะเพศนั้น นายเดชาให้การว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค.39 เวลาประมาณ 10.00 น. ลูกชายของตนซึ่งค่อนข้างเป็นเด็กเกเร อยู่บ้านกับน้องนุ่นตามลำพังเพียง 2 คน พอตนกลับมาจากที่ทำงานถึงบ้าน ก็ได้สอบถามลูกชายว่าน้องนุ่นเป็นอะไรไป ทำไมถึงมีเลือดไหลออกมาจากเครื่องเพศ ซึ่งลูกชายก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบ ตนจึงไปซื้อยาแก้บวมและแก้อักเสบมาให้กิน และทายาเพื่อรักษาบาดแผล ตอนเช้าวันต่อมาตนได้ถอดเสื้อผ้าของน้องนุ่นออกไปแช่ไว้ในกะละมังเพื่อกลับมาซักในตอนเย็น จากนั้นจึงได้ไปทำงานตามปกติ และมารู้อีกทีว่าลูกสาวได้สิ้นใจไปแล้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้นายเดชาถอดกางเกงพิสูจน์ พบว่าอวัยวะเพศของนายเดชามีรอยถลอก ซึ่งนายเดชาให้การว่าเกิดจากการสำเร็จความใคร่ให้ตัวเอง นอกจากนี้ยังพบรอยขีดข่วนที่มือซ้ายและหน้าอก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวไปทำการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งมีนักข่าวไปเป็นจำนวนมาก นายเดชาได้ร้องขอความเป็นธรรมจากนักข่าวโดยบอกว่า ตนไม่เชื่อใจผลพิสูจน์ทางการแพทย์ และขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ข่มขืนและฆ่าน้องนุ่น นายเดชายังบอกด้วยว่าตนถูกตำรวจใช้กระบองไฟฟ้าจี้บังคับให้รับสารภาพว่าเป็นผู้ข่มขืนและฆ่าน้องนุ่นลูกสาวของตัวเอง

จากการผ่าพิสูจน์ศพของน้องนุ่น โดยสถาบันนิติเวช ร.พ.ตำรวจ พบร่องรอยการถูกข่มขืนที่อวัยวะเพศจนฉีกขาดถึงทวารหนัก ในช่องคลอดมีน้ำอสุจิขังอยู่ ที่แก้มขวามีรอยฟันกัด ที่ใบหน้าและลำตัวมีรอยเขียวช้ำ สาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากสมองบวม มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง และเสียเลือดมากจากบาดแผลที่อวัยวะเพศ

วันที่ 19 กรกฎาคม 2539 เวลา 07.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.มีนบุรี ได้นำตัวนายเดชาไปทำการตรวจร่างกายที่สถาบันนิติเวชซ้ำอีกครั้งหนึ่ง โดยในครั้งนี้ได้นำลูกชายของนายเดชาไปตรวจร่างกายด้วย ซึ่งในระหว่างเจาะเลือดเพื่อตรวจ ดี เอ็น เอ ลูกชายของนายเดชามีท่าทางตื่นกลัวและร้องให้อยู่ตลอดเวลา จากนั้นจึงนำทั้งคู่ไปทำการหล่อแบบฟัน เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับรอยแผลที่ใบหน้าของน้องนุ่น และผลการตรวจร่างกายนายเดชาไม่พบร่องรอยการถูกกระบองไฟฟ้าจี้แต่อย่างใด

ที่ส.น.มีนบุรี ภรรยาของนายเดชาซึ่งตั้งครรภ์ประมาณ 5 เดือน ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำ โดยกล่าวว่าก่อนวันเกิดเหตุตนได้เดินทางไปค้างบ้านเพื่อนเพื่อขอยืมเงิน และอยู่กับเพื่อนคนดังกล่าวเป็นเวลา 3 วัน ก่อนที่ตนจะเดินทางกลับบ้านมานั้น ได้ทราบข่าวจากทางโทรทัศน์ ตนรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากและไม่เชื่อว่าสามีจะเป็นผู้ข่มขืนลูกสาวของตัวเอง เพราะนายเดชาเป็นคนมีการศึกษา โดยจบการศึกษาระดับอนุปริญญาจากจังหวัดอุบลราชธานี ปกติแล้วนายเดชาเป็นคนรักเด็ก และก่อนเกิดเหตุตนเห็นใบหน้าของน้องนุ่นบวมปูดมีรอยเขียวช้ำ เมื่อสอบถามถึงสาเหตุ น้องนุ่นบอกว่าพลาดตกบันได ตนจึงหายาหม่องและยาแก้ช้ำมาทาให้ ส่วนบาดแผลที่คล้ายรอยฟันที่แก้มของน้องนุ่น เกิดจากรอยเกาของเด็กเอง ซึ่งนายเดชามีลูกทั้งหมด 3 คน คนโตเป็นผู้ชายเกิดกับภรรยาคนเก่าของนายเดชา ส่วนลูกอีก 2 คนรวมทั้งน้องนุ่น เป็นลูกที่เกิดกับตน ลูกชายของนายเดชาไม่มีปัญหาในการเลี้ยงดู นอกจากซุกซนตามประสาเด็ก ส่วนใครจะเป็นผู้ฆ่าน้องนุ่นและเพราะสาเหตุใดนั้นตนไม่ทราบ

จากการสอบสวนลูกชายของนายเดชา ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า วันเกิดเหตุเวลา 21.00 น. นายเดชาอยู่ในห้องกับน้องนุ่นตามลำพังเพียงสองคน ส่วนตนนั่งเล่นอยู่หน้าบ้านและได้ยินเสียงน้องนุ่นร้องดังๆออกมาว่า “ อย่าทำหนู” หลายครั้งติดกัน

ตกดึกเวลาประมาณ 04.00 น.ขณะที่ตนนอนหลับอยู่บนพื้นข้างเตียง ต้องตกใจตื่นเพราะได้ยินเสียงน้องนุ่นร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดโดยไม่ทราบสาเหตุ ตนกลัวนายเดชาจะตื่นขึ้นมาและเฆี่ยนตีน้องนุ่นอีก จึงได้ส่งเสียงบอกน้องนุ่นให้หยุดร้องไห้ สักพักน้องนุ่นได้ลุกจากเตียงจะเดินไปเข้าห้องน้ำ ตนเห็นเลือดสีแดงสดไหลเป็นทางเปื้อนขาทั้งสองข้างของน้องนุ่น แต่ไม่ทันที่น้องนุ่นจะเดินถึงห้องน้ำ ก็ได้หมดแรงล้มลงเสียก่อน ตนจึงลุกขึ้นไปประคองร่างน้องนุ่นให้นอนลงและหยิบผ้ามาซับเลือดที่หว่างขาให้น้อง เมื่อตนนำน้ำมาให้ดื่ม น้องนุ่นก็ไม่มีแรงแม้แต่จะอ้าปากขึ้นมา ตนต้องใช้หลอดกาแฟหยอดน้ำใส่ปากน้องนุ่นอย่างทุลักทุเล

จนรุ่งเช้าน้องนุ่นได้นอนซมจากการอักเสบบาดแผล จนกระทั่งขาดใจตายอย่างน่าอนาถ และหลังจากน้องนุ่นเสียชีวิตแล้ว ตนเห็นมีเลือดไหลออกมาจากอวัยวะเพศจำนวนมาก ตนไม่กล้าจับต้องตัว จึงใช้ไม้ทิ่มเข้าไปที่อวัยวะเพศของน้องนุ่น แต่ตนไม่ได้เป็นผู้ข่มขืนน้องนุ่นตามที่ตำรวจสงสัย

จากการสอบสวนพยานซึ่งเป็นเพื่อนบ้านให้การว่า นายเดชาเป็นคนชอบดื่มสุราเป็นประจำ เวลาเมาชอบทุบตีลูกเมีย ซึ่งภรรยาของนายเดชาทำงานอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านรามอินทรา ก่อนที่นายเดชาจะมีน้องนุ่นนั้น เคยจับได้ว่าภรรยาของตนไปอยู่กับผู้ชายตามลำพังในโรงแรม เมื่อตามไปดูก็พบว่าทั้งคู่นุ่งผ้าขนหนูอยู่ด้วยกันจริง หลังจากนั้นไม่นานภรรยาของนายเดชาก็ตั้งท้องขึ้นมาและคลอดออกมาเป็นน้องนุ่น ซึ่งนายเดชาฝังใจมาตลอดว่าน้องนุ่นไม่ใช่ลูกตัวเอง และจงเกลียดจงชังมาตลอด เวลานอนก็ให้นอนที่ปลายเท้า และตบตีน้องนุ่นเป็นประจำ

วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2539 เวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวนายเดชาไปที่ร้านขายยา ซึ่งตั้งอยู่ที่หน้าตลาดมีนบุรี เนื่องจากนายเดชาให้การว่าซื้อยาแก้อักเสบชนิดน้ำสีเหลืองมาให้น้องนุ่น หลังจากที่ประสบอุบัติเหตุตกบันได แต่เมื่อนำยาน้ำแก้อักเสบทุกชนิดภายในร้านทั้งหมดมาดู ปรากฏว่าไม่มียาน้ำชนิดเดียวกับที่นายเดชากล่าวอ้าง

นอกจากนั้นยังตรวจพบว่านายเดชาเคยมีประวัติต้องคดีมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2510 ถูกตำรวจสภ.อ.เมืองอุบลราชธานี จับกุมดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์ และปีพ.ศ.2513 ถูกตำรวจสภ.อ.วารินชำราบ จับกุมดำเนินคดีในข้อหาชิงทรัพย์ ซึ่งผิดกับคำให้การของนายเดชาว่าไม่เคยทำผิดอื่นใดมาก่อน

วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2539 เวลา 13.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบปากคำนายเดชาเพิ่มเติม ซึ่งนายเดชายังให้การปฏิเสธโดยกล่าวว่า ลูกชายของตนเคยใช้ไม้สนุ้กเกอร์ตีน้องนุ่นเป็นประจำ และอาจจะใช้ไม้สนุ้กเกอร์แทงเข้าไปที่อวัยวะเพศของน้องนุ่นก็ได้ ทำไมตำรวจไม่นำไม้สนุ้กเกอร์มาตรวจ หลังจากที่นายเดชาได้กล่าวอ้างเช่นนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไปที่บ้านพักหลังที่เกิดเหตุ เพื่อไปเอาไม้สนุ้กเกอร์มาตรวจสอบ ซึ่งพบอยู่ภายในห้องนอนของนายเดชา และยังพบปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ที่มีคราบเลือดซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นคราบเลือดของน้องนุ่นอีกด้วย

วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2539 เวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายเดชามาสอบสวนเพิ่มเติมต่อหน้านักข่าว ซึ่งนายเดชาขออนุญาตพูดกับนักข่าวบ้าง โดยกล่าวว่าตนคิดว่าพนักงานสอบสวนยังสอบเรื่องนี้ไม่กระจ่าง รวมทั้งขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าตนทรมานน้องนุ่นจนถึงแก่ความตาย และขอปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับรอยบาดแผลกว่า 20 แห่งบนตัวน้องนุ่น เพราะตนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าบาดแผลดังกล่าวเกิดขึ้นมาได้อย่างไร นอกจากนั้นตนยังขอยืนยันอีกครั้งว่าตนไม่ได้ข่มขืนน้องนุ่น เนื่องจากตนไม่ใช่สัตว์ และที่ตนเคยทำโทษลูกอย่างมากก็แค่หยิกเพื่อสั่งสอนเท่านั้น อีกทั้งก่อนที่น้องนุ่นจะเสียชีวิต ตนไม่เคยแตะต้องตัวลูกเลย จึงไม่ทราบว่าลูกได้เสียเลือดมากมายขนาดนั้น

ตนยอมรับว่ารักลูกไม่เท่ากัน โดยรักลูกคนเล็กมากกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลส่วนตัวไม่สามารถบอกให้ใครล่วงรู้ได้ และจากการสอบปากคำเพื่อนบ้านของตนนั้น อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ควรไปสอบปากคำคนอื่นๆบ้าง เนื่องจากเพื่อนบ้านที่สนิทกับตนบางคนที่มาเยี่ยมบอกว่า เห็นลูกชายของตนชอบใช้ไม้คิวทำร้ายน้องทุกวัน แต่บาปทำไมกลับต้องมาตกอยู่ที่ตน ถึงอย่างไรตนก็ไม่คิดจะปรักปรำลูกชาย เนื่องจากตนรักลูกชายคนนี้มาก

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2539 ผลการตรวจร่างกายของนายเดชาและลูกชายในเบื้องต้นปรากฏว่า บาดแผลที่อวัยวะเพศของนายเดชา เป็นแผลที่ถลอกใหม่และเป็นบาดแผลช้ำแดงไปทั่ว ส่วนที่แขนซ้ายด้านนอกและใต้ศอก มีรอยเล็บข่วนเล็กเท่ากับเล็บของเด็ก บาดแผลรอยฟันกัดที่ใบหน้าของน้องนุ่น เข้ากันได้พอดีกับรอยฟันของนายเดชา สำหรับเรื่องที่นายเดชาอ้างว่าถูกตำรวจซ้อมนั้น ผลการตรวจร่างกายยืนยันว่าไม่พบบาดแผลอื่นใด ในส่วนลูกชายนายเดชาแพทย์ยืนยันว่า อวัยวะเพศมีลักษณะเติบโตไม่เต็มที่ และไม่พบบาดแผลใดๆที่ร่างกายตั้งแต่หัวจนถึงเท้า รอยฟันกัดที่แก้มของน้องนุ่น ไม่สามารถเข้าได้กับลูกชายนายเดชา จึงเชื่อว่าลูกชายนายเดชาบริสุทธิ์

วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2539 เวลา 11.30 น. หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบสวนอีกครั้งเป็นเวลา 2 ชั่วโมง นายเดชาได้เปิดปากให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือข่มขืนน้องนุ่นจริง โดยสาเหตุที่ทำลงไปเนื่องจากความกดดันเรื่องครอบครัวและภรรยา ก่อนเกิดเหตุนายเดชาได้ไปกินเหล้าขาวกับเพื่อนจนเมาและกลับมาถึงบ้านเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ด้วยความแค้นที่เมียของตนหนีไปอยู่กับชายอื่นทั้งๆที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ จึงลงมือข่มขืนน้องนุ่นอย่างทารุณ โดยข่มขืนทั้งทางอวัยวะเพศและทางทวารหนัก เสร็จแล้วพาน้องนุ่นไปล้างคราบเลือดในห้องน้ำ จากนั้นจึงพามานอน

ในคืนวันรุ่งขึ้นได้ลงมือข่มขืนอีกครั้ง ตนเห็นมีเลือดไหลออกจากอวัยวะเพศของน้องนุ่น แต่ไม่คิดว่าจะถึงอันตรายจนเสียชีวิต จึงไม่พาน้องนุ่นไปหาหมอ จนกระทั่งน้องนุ่นทนความเจ็บปวดไม่ไหวประกอบกับเสียเลือดมากจึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา

หลังจากที่นายเดชาได้รับสารภาพแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุมีประชาชนที่รู้ข่าวมารอดูการทำแผนเป็นจำนวนมาก พอนำตัวลงจากรถเพื่อเดินไปบ้าน มีประชาชนได้โดดเข้าต่อยหน้านายเดชาอย่างแรง 2 ครั้ง เจ้าหน้าที่ต้องเข้ากันไว้อย่างเต็มที่

ระหว่างการทำแผนนั้นนายเดชาได้บอกกับนักข่าวว่า ตนจำไม่ได้ว่าข่มขืนน้องนุ่นวันไหน เนื่องจากเวลานั้นตนเมามาก ขณะที่เด็กร้องด้วยความเจ็บปวดตนก็ไม่ได้ยินเสียง และที่ต้องทำเช่นนี้เพราะความเก็บกดจากภรรยาที่ชอบหนีออกจากบ้านบ่อยๆ และตนเชื่อว่าน้องนุ่นไม่ใช่ลูกของตน (ภายหลังผลการตรวจพิสูจน์ทาง ดี เอ็น เอ ยืนยันว่าน้องนุ่นไม่ใช่ลูกของนายเดชาแต่อย่างใด)

ตลอดเวลาที่นายเดชาทำแผนประกอบคำรับสารภาพอยู่นั้น ประชาชนต่างรุมสาบแช่งและเรียกร้องให้ประหารชีวิตกันเสียงระงม เมื่อทำแผนเสร็จจึงนำกลับไปคุมขังที่สน.มีนบุรีเช่นเดิม โดยมีประชาชนพยายามที่จะเข้ารุมประชาทัณฑ์นายเดชาตลอด

หลังการสอบสวนเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งมอบสำนวนการสอบสวนให้อัยการ เพื่อส่งฟ้องดำเนินคดีกับนายเดชาและส่งตัวเข้าฝากขังที่เรือนจำพิเศษมีนบุรี

ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายเดชาและถูกส่งมาควบคุมตัวที่เรือนจำกลางบางขวาง

หลังจากนั้นข.ช.เดชาได้ใช้สิทธิ์ในการขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาล ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิต

ข.ช.เดชาได้ใช้สิทธิ์ในการขอยื่นฎีกาต่อศาล ผลการพิจารณาของศาลฎีกาได้ยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ หลังเสร็จสิ้นกระบวนการยุติธรรมของศาลแล้ว น.ช.เดชาได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์อีก และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2542 เวลา 16.00 น. ข้าพเจ้าได้รับทราบชื่อของนักโทษที่จะถูกประหารในวันนี้ ปรากฏว่าใช่น.ช.เดชา สุวรรณสุก ตามที่ได้คาดหมายไว้ เวลา 16.10 น. ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกสองนายพร้อมด้วยหัวหน้าฝ่ายควบคุมกลาง ได้เข้าไปเบิกตัวน.ช.เดชาที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 เมื่อเข้าไปภายในตึกขังแล้ว มีนักโทษประหารซึ่งถูกขังอยู่ห้องต้นๆ ได้ถามข้าพเจ้าด้วยเสียงสั่นๆว่า “ หัวหน้าครับวันนี้มีกี่คน แล้วผมจะโดนด้วยหรือเปล่า” ข้าพเจ้าตอบกลับไปว่า “ ใจเย็นๆ วันนี้มีแค่รายเดียวแล้วก็ไม่ใช่ห้องนี้ด้วย ผมว่าที่เหลือน่าจะทันได้อภัย เพราะว่าใกล้จะประกาศออกมาแล้ว” นักโทษคนเดิมได้พูดขึ้นอีก “ ขอให้เป็นอย่างที่หัวหน้าพูดเถอะครับ พวกผมกลัวกันเหลือเกิน พอได้เวลาสี่โมงเย็นเมื่อไร พวกผมเป็นอันไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว คอยฟังเสียงไขกุญแจประตูตึก จนกว่าจะถึงเวลาห้าโมงเย็น พวกผมจึงจะหายใจได้โล่งอก”

หลังตอบคำถามนักโทษประหารรายนั้นแล้ว ข้าพเจ้าได้เดินไปหยุดยืนที่หน้าห้องคุมขังน.ช.เดชา และเหมือนกับน.ช.เดชารู้ตัวล่วงหน้า ได้ลุกขึ้นยืนและเดินก้มหน้าออกมาหาข้าพเจ้าทันที โดยยังไม่มีเจ้าหน้าที่นายไหนเรียกชื่อขึ้นมา เมื่อออกมาพ้นประตูห้องขัง ข้าพเจ้าได้สวมกุญแจมือและทำการตรวจค้นตัวทันที ซึ่งน.ช.เดชาพูดขึ้นว่า “ หัวหน้าครับไม่ต้องใส่กุญแจมือผมก็ได้ ผมพร้อมที่จะให้หัวหน้าพาไปครับ” ข้าพเจ้าได้บอกไปว่า “ ไม่ได้หรอก ผู้ใหญ่สั่งมา ถ้าเดชาอยู่ในความสงบ ผมจะขออนุญาตถอดออกให้” (สาเหตุที่ต้องใส่กุญแจมือเนื่องมาจากการต่อสู้ดิ้นรนของน.ช.พันธุ์ที่เกิดขึ้นในครั้งก่อน ข้าพเจ้าจึงได้รับคำสั่งให้ใส่กุญแจมือนักโทษประหารทุกครั้งและทุกคน จนกว่าจะเห็นว่าไม่แสดงอาการขัดขืนหรือสติแตกเกิดขึ้น จึงจะอนุญาตให้ไขกุญแจมือออกได้ ) จากนั้นข้าพเจ้าได้นำตัวน.ช.เดชาออกมาจากตึกขังทันที

ในระหว่างที่เดินออกไปที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ ข้าพเจ้าถามว่า “ เดชารู้ตัวได้ยังไงว่าต้องเป็นตัวเองโดยผมไม่ต้องเรียกชื่อ” น.ช.เดชาตอบว่า “ ผมคิดไว้ล่วงหน้าแล้วว่ายังไงก็คงไม่รอด ยิ่งตอนที่หัวหน้าเอาพันธุ์ไปประหาร ผมยิ่งทำใจพร้อมรอให้หัวหน้ามารับผมไป เพราะคดีของผมกับพันธุ์ไม่แตกต่างกันเท่าไร ตอนที่หัวหน้าหยุดยืนที่หน้าห้อง ผมเห็นสายตาหัวหน้ามองมาที่ผม ผมรู้ทันทีว่าไม่ใช่ใครอื่นแน่ เลยลุกขึ้นมาเลยดีกว่าไม่ต้องเสียเวลาให้ยุ่งยาก แต่หัวหน้าเชื่อไหมครับผมไม่ได้ทำน้องนุ่นจริงๆ ความยุติธรรมในโลกนี้ไปอยู่ที่ไหนหมดไม่รู้”

เมื่อนำตัวมาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯ ได้ให้นั่งที่เก้าอี้ที่จัดไว้ให้กลางห้อง เวลานั้นเป็นช่วงเลิกงานพอดี ปกติแล้วเจ้าหน้าที่ของเรือนจำส่วนใหญ่จะกลับบ้านกันเลย ไม่ค่อยได้แวะดูการประหารชีวิต เนื่องเพราะได้เห็นการประหารชีวิตอยู่เป็นประจำจนดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อรู้ว่าจะประหารชีวิตน.ช.เดชาผู้ก่อคดีข่มขืนน้องนุ่น จึงได้เข้ามามุงดูอยู่รอบนอกหมวดผู้ช่วยเหลือฯจำนวนมาก

น.ช.เดชาเห็นดังนั้นได้พูดขึ้นดังๆว่า “ หัวหน้าและพี่ๆทุกคน ผมจะถูกประหารในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าแล้ว ผมขอยืนยันให้ทุกคนได้รับรู้ไว้ ผมไม่ได้ทำน้องนุ่นลูกของผมจริงๆ ถึงอาจจะไม่ใช่ลูกแท้ๆของผมก็จริง แต่ผมเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะจนมีความรู้สึกว่าน้องนุ่นคือลูกของผมเอง แล้วผมจะไปทำอย่างนั้นได้ยังไง พอน้องนุ่นตายตำรวจก็มาจับผมไป บีบคั้นให้ผมรับสารภาพ เมื่อผมปฏิเสธก็ซ้อมผมบ้าง ใช้กระบองไฟฟ้าจี้ผมบ้าง แล้วผมจะไปทนได้ยังไง ผมจึงจำต้องรับสารภาพออกมาทั้งๆที่ผมไม่ได้เป็นคนทำ

ผมไม่เชื่อว่าความยุติธรรมจะมีเหลืออยู่ในโลก มีเพื่อนนักโทษอีกหลายคนที่ติดคุกโดยไม่ได้ทำความผิด บางคนร้ายแรงถึงโทษประหารเหมือนผม เมื่อผมตายไปแล้วความจริงปรากฏขึ้นมาว่า ใครเป็นคนทำน้องนุ่น ผมอยากรู้ว่าใครจะมาเป็นผู้ชดใช้ชีวิตให้ผม สำหรับหัวหน้าทุกคนผมรู้ว่าต้องทำตามหน้าที่ ผมยินยอมเข้าหลักประหารแต่โดยดี คิดเสียว่าเป็นกรรมเก่าของผมก็แล้วกัน”

หลังจากน.ช.เดชาพูดจบ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมเห็นว่าน.ช.เดชาไม่มีอาการที่ไม่น่าไว้วางใจ จึงได้สั่งให้ข้าพเจ้าไขกุญแจมือออกให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร และฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง ได้เข้ามาพิมพ์ลายนิ้วมือและตรวจสอบประวัติบุคคลตามระเบียบ น.ช.เดชาได้หันมาพูดกับข้าพเจ้า “ หัวหน้าครับไหนๆผมก็จะตายแล้ว ผมขออะไรหัวหน้าสักอย่างจะได้ไหม”

ข้าพเจ้าถามกลับไป “ เดชาจะขออะไร ถ้าไม่เป็นการผิดระเบียบของเรือนจำ ผมจะจัดการให้” น.ช.เดชา “ ผมขอเหล้าเพรียวๆสักแก้วได้ไหมครับ สมัยก่อนผมต้องดื่มทุกวันจนมาเกิดเรื่องขึ้น วันนี้ขอดื่มทิ้งทวนอีกสักครั้งเถอะครับ”

ข้าพเจ้า “ แหมเดชาเข้าใจขอจังนะ ความจริงแล้วสำหรับตัวผมเอง ยินดีที่จะให้เดชาได้ดื่มสักแก้ว เพราะตัวผมเองก็ดื่มบ้างเป็นบางครั้ง แต่เหล้ามันเป็นของผิดระเบียบ คงไม่มีใครยอมให้ผมเอาเข้ามาให้แน่ เดชาอยากกินอะไรที่มันไม่ผิดระเบียบไหม ผมจะได้ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยจัดหามาให้”

น.ช.เดชาถอนหายใจออกมา “ เฮ้อ! น่าเสียดายจัง ถ้าอย่างนั้นผมขอกาแฟแก่ๆสักแก้ว แล้วก็ทุเรียนก้านยาวสักลูกได้ไหมครับ” ข้าพเจ้า “ เรื่องกาแฟไม่มีปัญหา แต่ทุเรียนเดี๋ยวจะขอให้เจ้าหน้าที่ไปหามาให้ ผมไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่านะ”

ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังนายหนึ่งได้พูดขึ้น “ เรื่องทุเรียนเดี๋ยวผมจัดการเอง แม่ยายผมขายทุเรียนอยู่ที่ตลาดนนท์นี่เอง รับรองว่าผมจะให้คัดอย่างดีมาให้เลย” เมื่อกล่าวจบเจ้าหน้าที่นายนั้นรีบออกไปจัดการทันที น.ช.เดชายิ้มขึ้นมาได้แล้วกล่าวว่า “ ให้มันได้ยังงี้ซิ ก่อนตายขอให้ผมได้มีความสุขบ้างเล็กๆน้อยๆก็ยังดี ผมขอขอบคุณทุกคนมาก”

หลังจากพิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งให้ยกฎีกาจากสำนักนายกฯให้น.ช.เดชาฟัง แล้วให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น ต่อจากนั้นได้ให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมาย ซึ่งน.ช.เดชาไม่ขอทำพินัยกรรม แต่ได้เขียนจดหมายถึงพ่อและแม่ ในเนื้อความของจดหมายมีอยู่ข้อความหนึ่งเขียนว่า “ ความยุติธรรมไม่มีในโลกนี้ ถ้าชาติหน้ามีจริงขอเกิดมาเป็นลูกพ่อกับแม่ใหม่”

เมื่อเขียนจดหมายเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าได้ยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้ ซึ่งมีแกงจืดเต้าหู้หมูสับ น้ำพริกกะปิและผักต้ม ข้าวเปล่า น้ำเปล่า กาแฟแก่ๆ และทุเรียนก้านยาว น.ช.เดชาได้หยิบทุเรียนขึ้นกินทันทีด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกับยกกาแฟขึ้นดื่มไปด้วย โดยไม่แตะต้องอาหารอย่างอื่น

หลังจากกินทุเรียนไปได้ 2 พูใหญ่ๆ น.ช.เดชาได้หันมาพูดกับข้าพเจ้า “ อิ่มแล้วครับหัวหน้า ผมขอขอบคุณทุกคนอีกครั้ง ผมพร้อมแล้วเอาผมไปยิงได้เลยครับ เวลาหัวหน้าดื่มเหล้าอย่าลืมเทส่งให้ผมบ้างนะครับ “ ข้าพเจ้าจึงบอกไป “ เดี๋ยวคืนนี้ผมกลับถึงบ้าน ผมจะจัดการส่งไปให้ทั้งแบนเลยคอยรับด้วยนะ” น.ช.เดชาได้พูดติดตลกขึ้น “ อย่าลืมจ่าหน้าผู้รับให้ดีๆนะหัวหน้า เดี๋ยวเหล้าจะไม่ถึงผม”

จากนั้นได้นำไปฟังพระเทศน์ ซึ่งน.ช.เดชาได้ตั้งใจฟังอย่างสงบ เสร็จแล้วจึงนำไปสู่ห้องประหารทันที ตลอดทางที่เดินไปนั้น น.ช.เดชาคอยย้ำแต่คำว่า “ ผมไม่ได้ทำน้องนุ่นจริงๆครับ ผมไม่ได้ทำ” เมื่อถึงศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ ข้าพเจ้าได้นำน.ช.เดชาแวะเข้ากราบไหว้ ซึ่งน.ช.เดชาได้คุกเข่าพนมมืออธิฐานในใจอยู่พักหนึ่ง แล้วลุกขึ้นให้นำตัวไปห้องประหารต่อ พอถึงศาลาเย็นใจ ได้ให้นั่งที่เก้าอี้ขาว ข้าพเจ้าเป็นผู้หยิบดอกไม้ธูปเทียนส่งให้ โดยมีพี่เลี้ยงอีกนายทำการผูกตา เสร็จแล้วช่วยกันประคองนำเข้าสู่ห้องประหาร เมื่อเข้าไปแล้วได้นำเข้าสู่หลักประหารหลักที่หนึ่ง ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกสองนายช่วยกันผูกมัด ทำการตั้งเป้าตาวัว เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหาร ข้าพเจ้าได้กล่าวขออโหสิกรรมอีกครั้งหนึ่ง น.ช.เดชาได้กล่าวว่า “ผมขออโหสิกรรมให้ทุกคน รวมทั้งตำรวจที่จับผมมาด้วย ผมไม่ขอมีเวรกรรมกับใครอีก แต่ผมขอยืนยันครั้งสุดท้ายว่าผมไม่ได้ทำน้องนุ่น”

พลเล็งปืนได้เข้าทำหน้าที่บรรจุกระสุนและตั้งศูนย์ปืน เมื่อได้ที่แล้วเพชฌฆาตมือหนึ่งเข้าตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้ง จากนั้นได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบความพร้อม หัวหน้าชุดฯจึงทำการโบกธงลง เพชฌฆาตทำการเหนี่ยวไกยิงทันที “ ปัง ปัง ปังๆๆๆๆๆ” ใช้กระสุนในการประหารทั้งสิ้น 8 นัด ทำการประหารเมื่อเวลา 17.45 น.

หลังเสียงปืนได้เงียบลง ข้าพเจ้าได้ยินเสียง “ ครอก ครืด ครอกๆ” ประมาณ 3-4 ครั้งแล้วเงียบไป เมื่อครบ 3 นาทีข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดู ปรากฏว่าน.ช.เดชาได้สิ้นใจเรียบร้อยแล้ว จึงได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ และได้รับคำสั่งให้นำร่างน.ช.เดชาลงจากหลักประหาร ต่อจากนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วต่อไป

หลังประหารเสร็จ ข้าพเจ้าได้แวะซื้อเหล้าติดมือกลับบ้าน 1 แบน เวลา 22.00 น.ข้าพเจ้าได้จุดธูปอธิฐานให้น.ช.เดชามารับเหล้าแบนนี้ไป พร้อมกับเปิดฝาขวดเทเหล้าใส่แก้วตั้งไว้หน้าบ้าน รุ่งเช้าวันต่อมาปรากฏว่าเหล้าแบนนี้ได้หายไปเหลือเพียงแก้วเปล่า ข้าพเจ้าได้พูดขึ้นว่า “ สงสัยเดชาคงมาหิ้วเหล้าไปแล้ว” เพื่อนข้างบ้านได้ยินข้าพเจ้าพูดอย่างนั้น จึงได้ส่งเสียงตอบออกมาว่า “ ไม่ใช่เดชาหรอก เมื่อเช้ามืดเห็นสามล้อถีบมาลาไปเรียบร้อยแล้ว”
ขออภัยเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวพาดพิงถึง

ขออภัยต่อครอบครัวของด.ญ.สุกัญญา สุวรรณสุก(น้องนุ่น)มา ณ ที่นี้ด้วย

ขออโหสิกรรมต่อดวงวิญญาณนายเดชา สุวรรณสุกอีกครั้งหนึ่งด้วย

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

6.พันธุ์ สายทอง ผู้มีนางเอกในดวงใจ

น.ช. พันธุ์หรือแหล่ สายทอง อายุ 34 ปี หมายเลขประจำตัว 374/39 คดีข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปี และฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2530 มาตรา 3 และ มาตรา 289(5) (7) มาตรา 92 หมายเลขคดีดำที่ 4017/39 หมายเลขคดีแดงที่ 3787/39 ศาลอาญาธนบุรี เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลบางพลัด จังหวัดกรุงเทพมหานคร

วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2539 เวลาประมาณ 12.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจของ สน.บางพลัดได้รับแจ้งเหตุพบศพเด็กนักเรียนหญิง ภายในห้องน้ำของโรงเรียนวัดรวก ซอยจรัญสนิทวงศ์ 57 แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุและทราบว่าเด็กหญิงผู้เสียชีวิตชื่อ ด.ญ.สุพรรษา เชิดชู หรือน้องอ้อม อายุ 5 ปี เป็นนักเรียนของโรงเรียนวัดรวก ชั้นอนุบาล 1 สภาพศพนั่งพิงผนังห้องน้ำด้านนอก ช่วงล่างเปลือยเปล่ามีร่องรอยถูกข่มขืนที่บริเวณอวัยวะเพศ รวมทั้งมีคราบอสุจิและขนเพชรติดอยู่ ที่ลำคอมีรอยเขียวช้ำคล้ายถูกบีบอย่างแรง ที่ไหล่ขวาพบขนรักแร้ติดอยู่ 1 เส้น บริเวณใบหน้าและเสื้อนักเรียนที่สวมใส่อยู่เปียกชื้นไปด้วยน้ำ

ภายในห้องน้ำห้องที่ 3 พบกระโปรงและกางเกงในของเด็กถูกถอดทิ้งไว้ข้างโถส้วม รองเท้านักเรียนถูกถอดไว้ปากประตูห้องน้ำ โดยนักเรียนชายชั้นป.4 จำนวน 2 คนเป็นผู้พบศพ และได้รีบไปแจ้งให้อาจารย์ทราบ เมื่ออาจารย์มาถึงเห็นเด็กนอนนิ่งอยู่ภายในห้องน้ำ เข้าใจว่าเด็กยังไม่สิ้นใจ จึงรีบอุ้มออกมาเพื่อทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น แต่เมื่อทราบในภายหลังว่าเด็กได้สิ้นใจไปแล้ว จึงได้วางเด็กไว้ข้างผนังห้องน้ำพร้อมกับรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ

จากการสอบสวนหาพยานที่เห็นเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุ ปรากฏว่ามีนักเรียนชายหลายคนเห็นผู้ชายอายุประมาณ 30 ปี ท่าทางมีพิรุธ แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวสลับน้ำเงิน สวมกางเกงยีนส์ขายาวเดินป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้สถานที่เกิดเหตุ และมีนักเรียนชายชั้นป.4ยืนล้างหน้าอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำ เห็นชายแต่งตัวดังกล่าวโผล่หน้าออกมาจากห้องน้ำที่เกิดเหตุ

เมื่อชายคนนั้นเห็นเด็กนักเรียนชายมองไปทางตนก็รีบผลุบหน้าหลบกลับเข้าไปในห้องน้ำตามเดิม ด้วยความสงสัยอยากรู้ตามประสาเด็ก จึงเดินเข้าไปเพื่อจะไปดูที่ห้องน้ำห้องดังกล่าว

แต่เมื่อเดินเข้าไปเกือบจะถึงห้องน้ำ ประตูห้องน้ำก็เปิดผางออกมาอย่างแรงคล้ายถูกถีบ ด้วยความตกใจเด็กนักเรียนชายจึงหงายหลังล้มลงกับพื้น เมื่อลุกนั่งขึ้นได้ชายคนนั้นเดินออกมาจากห้องน้ำตรงเข้ามายังตน สังเกตุเห็นที่ใต้คางมีรอยแผลเป็นอย่างเด่นชัด พร้อมกันนั้นชายคนดังกล่าวได้ร้องขึ้นดัง ๆ ว่า “เฮ้ย” และทำท่าคล้ายจะเข้ามาทำร้ายตน ด้วยความตกใจกลัวนักเรียนชายคนนั้นจึงรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไปทันที โดยจำหน้าชายคนดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ หลังจากนั้นอีกไม่นานจึงมีผู้ไปพบศพของน้องอ้อมนอนอยู่ในห้องน้ำห้องเดียวกันกับที่เห็นชายคนนั้นโผล่ออกมา

หลังจากที่มีข่าวว่าพบศพเด็กนักเรียนหญิงภายในห้องน้ำของโรงเรียนวัดรวก มีพยานคนหนึ่งซึ่งเปิดร้านขายของใกล้เคียงกับโรงเรียนวัดรวกที่เกิดเหตุ เห็นชายแต่งกายเช่นเดียวกับที่นักเรียนชายของโรงเรียนวัดรวกเห็นและได้เดินเข้ามานั่งที่หน้าร้านของตน ซึ่งชายคนดังกล่าวนั้นตนรู้จักดีว่าชื่อ “พันธุ์หรือแหล่” จึงได้เข้าไปพูดคุยด้วย ในระหว่างที่คุยกันอยู่นั้นสังเกตุเห็นนายพันธุ์มีอาการลุกลี้ลุกลน และเสื้อผ้าเปียกน้ำ จึงสอบถามว่าไปทำอะไรมาหรือเปล่า แต่นายพันธุ์ไม่ได้ตอบคำถาม กลับขอบุหรี่ตนสูบหนึ่งมวนแล้วเดินออกจากร้านค้าของตนไป โดยไม่ทราบว่าเดินไปทางไหน ภายหลังได้ทราบว่ามีเหตุการณ์ข่มขืนฆ่านักเรียนอนุบาลหญิงในโรงเรียนวัดรวก ตนจึงสงสัยว่านายพันธุ์อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากนายพันธุ์เพิ่งพ้นโทษออกมาจากเรือนจำ รวมทั้งมีประวัติเสพยาเสพติดอีกด้วย

เมื่อทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบหาตัวผู้ต้องสงสัยในทันที โดยเชื่อว่าน่าจะเป็น “นายพันธุ์ สายทอง” ซึ่งมีประวัติเคยถูกจับกุม และถูกจำคุกมาแล้วหลายครั้งเช่น คดีลักทรัพย์ ซ่องโจร ยาเสพติด ครั้งหลังสุดเพิ่งพ้นโทษออกมาจากเรือนจำเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2539 ก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่วัน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้กระจายกำลังกันออกตามหาตัวนายพันธุ์ เพื่อนำตัวมาทำการสวบสวนหาข้อเท็จจริงคลี่คลายคดีนี้ให้ได้ เนื่องจากเป็นคดีสะเทือนขวัญประชาชนเป็นอย่างมากเพราะผู้ตายเป็นเด็กอายุเพียง 5 ขวบและเหตุเกิดภายในโรงเรียนอีกด้วย

ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันที่ 6 กรกฎาคม 2539 หลังเกิดเหตุได้เพียงหนึ่งวัน เจ้าหน้าที่ตำรวจของสน.บางพลัดก็ได้รับการติดต่อประสานงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ชนะสงคราม ขอให้ไปดูตัวผู้ต้องสงสัยซึ่งถูกจับกุมได้ในข้อหาซ่องโจร เมื่อตอนเช้าของวันเดียวกันนี้ โดยสงสัยว่าอาจจะเป็นคนร้ายในคดีข่มขืนฆ่าเด็กนักเรียนหญิง ซึ่งทางสน.บางพลัดต้องการตัวอยู่

เมื่อรับทราบดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจส.น.บางพลัดจึงได้นำพยานที่เป็นเด็กนักเรียนชายของโรงเรียนวัดรวกซึ่งจำหน้าคนร้ายได้ ไปทำการชี้ตัวผู้ต้องสงสัยที่สน.ชนะสงคราม เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. โดยให้นายพันธุ์ยืนปะปนอยู่กับคนอื่นที่มีรูปร่างใกล้เคียงกันประมาณ 10 คน เด็กนักเรียนที่จำหน้าคนร้ายได้ต่างสามารถชี้ตัวนายพันธุ์ได้อย่างถูกต้องทุกคน โดยไม่ได้มีการชี้นำจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด หลังจากได้ให้พยานชี้ตัวแล้ว เวลาประมาณ 00.30 น. ของวันที่ 7 กรกฎาคม 2539 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวนายพันธุ์ไปทำการสอบสวนที่สน.บางพลัดท้องที่เกิดเหตุ

เมื่อนำตัวนายพันธุ์มาถึงสน.บางพลัด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไปทำการสอบสวนในทันทีพร้อมกับทำการเก็บตัวอย่างขนเพชรและเชื้ออสุจิส่งไปพิสูจน์ทางการแพทย์ เพื่อเปรียบเทียบกับที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุและที่ตัวน้องอ้อม ผลการสอบสวนในเบื้องต้นนายพันธุ์ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาโดยอ้างว่า วันเกิดเหตุในช่วงเช้าตนได้เข้าไปกราบไหว้พระภายในวัดรวกพร้อมกับขอข้าววัดกิน จนกระทั่งเวลาประมาณ 11.00 น.เศษ จึงเดินออกมาจากวัดและได้พบคนรู้จักพร้อมกับได้แวะพูดคุยด้วยอยู่พักหนึ่ง(หมายถึงเจ้าของร้านค้า) แล้วเดินต่อไปหาเพื่อนที่ท้องสนามหลวงแต่ไม่พบ จึงเดินต่อไปที่วัดสังเวชและได้ไปอาศัยหลับนอนภายในวัด เวลาประมาณ 20.00 น. จึงได้ตื่นขึ้นมาแล้วเดินออกมาจากวัด เห็นมีรถกระบะจอดอยู่ที่หน้าวัดสังเวชคันหนึ่ง จึงขึ้นไปนอนต่อบนกระบะของรถ

เวลาประมาณ 01.00 น.เศษของวันที่ 6 กรกฎาคม 2539 เจ้าของรถได้มาไล่ตนให้ลงจากรถ จึงเดินต่อเพื่อที่จะไปยังหลังวัดตรีทศเทพ แต่มาถูกตำรวจนอกเครื่องแบบจับกุมในระหว่างทางเสียก่อนโดยถูกแจ้งข้อหาซ่องโจร ต่อมาเวลาประมาณ 19.00 น. ตำรวจสน.ชนะสงครามได้มาถามชื่อตนอีกครั้งและบอกว่าตนน่าจะใช่คนร้ายในคดีข่มขืนและฆ่าเด็กที่โรงเรียนวัดรวกตามที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ หลังจากนั้นจึงได้มีการนำเด็กมาชี้ตัว ซึ่งเด็กเหล่านั้นตนไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน จึงขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

หลังจากที่นายพันธุ์ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาในการสอบสวนครั้งแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ให้พยานทำการชี้ตัวคนร้ายอีกครั้งต่อหน้านักข่าวและช่างภาพจำนวนมาก โดยให้ยืนปะปนกับคนอื่นอีก 6 คน พยานที่เป็นนักเรียนชายก็สามารถชี้ตัวได้อย่างถูกต้องอีกเหมือนเดิม จึงทำการสอบสวนเพิ่มเติมแต่นายพันธุ์ก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธเช่นเดิม

เช้าวันรุ่งขึ้น (8 กรกฎาคม 2539) นายพันธุ์ได้ขอให้การใหม่ ซึ่งในครั้งนี้นายพันธุ์ได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้เหตุผลว่ารู้สึกสำนึกผิดในสิ่งที่ได้ทำลงไป พร้อมกับได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดและสาเหตุในการทำครั้งนี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ทำการสอบสวนทราบ

เดิมทีนั้นพื้นเพเดิมนายพันธุ์เป็นคนอำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา ต่อมาได้ย้ายตามครอบครัวมาอยู่ที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 57 ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับที่เกิดเหตุ ในช่วงวัยรุ่นได้ถูกจับกุมครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2527 ขณะนั้นอายุได้ 19 ปี ระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่นั้น ยามว่างนายพันธุ์ชอบที่จะหยิบหนังสือดาราภาพยนต์มาดูเล่น ในช่วงนั้นมีนางเอกสาวที่กำลังโด่งดังเป็นอย่างมากชื่อ “สุพรรษา” ซึ่งทุกครั้งที่นายพันธุ์หยิบหนังสือดาราขึ้นมาดูก็จะเฝ้ามองแต่รูปของนางเอกสาวผู้นี้ ครั้งใดที่เกิดมีอารมย์ทางเพศขึ้นมา เวลาสำเร็จความใคร่ให้ตัวเองก็จะนึกถึงแต่นางเอกสาวผู้นี้มาตลอด

ในวันที่เกิดเหตุร้ายภายในโรงเรียนวัดรวก นายพันธุ์ให้การว่าหลังจากได้เข้าไปกราบไหว้พระและขออาศัยข้าววัดกินจนอิ่มดีแล้ว ได้เดินเข้าไปภายในโรงเรียนวัดรวกเพื่อไปปัสสาวะ ซึ่งในตอนแรกนั้นไม่ได้มีเจตนาที่จะก่อเหตุร้ายใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ในระหว่างทางที่เดินไปห้องน้ำอยู่นั้น เห็นน้องอ้อมเดินมาจะไปทางห้องน้ำเช่นกัน ซึ่งนายพันธุ์รู้สึกว่าน้องอ้อมเป็นเด็กที่น่ารักดี เมื่อได้เหลือบมองไปเห็นป้ายชื่อที่ปักหน้าอกของน้อมอ้อมเขียนว่า “สุพรรษา” ทำให้นายพันธุ์เกิดมีอารมย์ทางเพศขึ้นมาทันที จึงตามไปและเดินเตร่รอบริเวณหน้าห้องน้ำ

เมื่อเห็นจังหวะปลอดคนจึงได้เข้าไปแอบซุ่มรออยู่ที่บริเวณทางเข้าห้องน้ำ เมื่อน้องอ้อมเดินออกมาจากห้องน้ำ นายพันธุ์ก็ตรงเข้าไปใช้มือขวาปิดปากและใช้มือซ้ายอุ้มน้องอ้อมเข้าไปภายในห้องน้ำที่เกิดเหตุซึ่งเป็นห้องที่ 3

เมื่อเข้าไปในห้องน้ำแล้วก็จับให้น้องอ้อมนอนหงายลงกับพื้น แล้วใช้มือขวาเลื่อนไปกดไว้ที่ลำคอเพื่อไม่ให้มีเสียงร้องออกมาได้ โดยใช้ตัวคร่อมน้องอ้อมไว้ เสร็จแล้วใช้มือซ้ายดึงกระโปรงและกางเกงในของน้องอ้อมออกวางไว้ภายในห้องน้ำแล้วจึงได้ถอดรองเท้าของน้องอ้อมออก จากนั้นได้ใช้มือซ้ายปลดซิปกางเกงยีนส์และรูดกางเกงในของตัวเองลงไว้เหนือเข่า แล้วทำการข่มขืนน้องอ้อมในทันที ซึ่งเด็กก็พยายามดิ้นรนอยู่ตลอด จนกระทั่งนายพันธุ์ได้สำเร็จความใคร่ ในเวลานั้นน้องอ้อมเริ่มดิ้นน้อยลง

เมื่อนายพันธุ์ปล่อยมือขวาออกจากลำคอของน้องอ้อมก็ไม่มีเสียงร้องออกมาแล้ว แต่ว่ามือและเท้าของน้อมอ้อมยังขยับสั่นไหวอยู่บ้างเล็กน้อย นายพันธุ์กลัวว่าน้องอ้อมจะฟื้นและร้องขึ้นมา จึงใช้มือวักน้ำในอ่างมารดที่จมูกและปากของน้องอ้อมเพื่อให้หายใจไม่ออกและถึงแก่ความตายในที่สุด

หลังจากแน่ใจว่าน้องอ้อมได้สิ้นใจแล้ว นายพันธุ์ได้โผล่หัวออกมาดูภายนอกห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวหลบหนี แต่ได้พบกับเด็กนักเรียนชายซึ่งยืนอยู่ที่ก๊อกน้ำและมองมาทางนายพันธุ์พอดี จึงรีบหลบกลับเข้าไปในห้องน้ำ สักครู่เห็นเด็กคนนั้นเดินมาที่ห้องน้ำ ด้วยความกลัวว่าเด็กคนนั้นจะเข้ามาเห็นศพของน้องอ้อมและร้องโวยวายขึ้นมา จึงใช้เท้าถีบประตูออกไปอย่างแรงและออกมาทำท่าขู่จะทำร้ายจนเด็กนักเรียนคนนั้นต้องวิ่งหนีไป

หลังจากนั้นจึงเดินเราะรั้วโรงเรียนออกมาทางเดียวกับที่ได้เดินเข้าไปแล้วรีบเดินหนีผ่านลานวัดออกมาจนถึงร้านค้าของคนรู้จักกัน แต่เจ้าของร้านแสดงท่าทางสงสัยเนื่องจากเห็นเสื้อผ้าของนายพันธุ์เปียกน้ำและถามขึ้นมา จึงทำเป็นขอบุหรี่สูบมวนหนึ่งแล้วรีบหลบหนีออกมา โดยตั้งใจว่าจะหลบไปหาเพื่อนเก่าที่บางลำพู แต่ได้แวะนอนพักที่วัดสังเวชก่อน จนกระทั่งมาถูกตำรวจส.น.ชนสงครามจับกุมตัวได้ในข้อหาซ่องโจร

เมื่อนายพันธุ์ได้รับสารภาพออกมาแล้ว วันรุ่งขึ้น(9 กรกฎาคม 2539)เวลาประมาณ 09.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายพันธุ์ไปชี้ที่เกิดเหตุและทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งในวันนั้นมีช่างภาพและนักข่าวรวมทั้งประชาชนที่ทราบข่าวไปดูการทำแผนกันเป็นจำนวนมาก ในระหว่างที่ทำแผนอยู่นั้น ประชาชนที่โกรธแค้นพยายามที่จะเข้าไปรุมประชาฑัณฑ์นายพันธุ์กันให้ได้ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ป้องกันเอาไว้ จนกระทั่งการทำแผนได้เสร็จสิ้นอย่างทุลักทุเล

เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำกลับมาคุมขังไว้ที่สน.บางพลัด เพื่อสวบสวนเพิ่มเติมและรอผลพิสูจน์ทางการแพทย์ ซึ่งผลพิสูจน์ทางการแพทย์ปรากฏออกมาว่า น้องอ้อมเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ มีร่องรอยถูกข่มขืนและมีเลือดออกรวมทั้งพบเชื้ออสุจิ ตรวจสอบเปรียบเทียบทางพันธุกรรมแล้วปรากฏว่าตรงกันกับของนายพันธุ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสรุปสำนวนประกอบพยานหลักฐานต่าง ๆ ส่งมอบให้อัยการเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลให้พิจารณาความผิดของนายพันธุ์ต่อไป

ในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ที่สน.บางพลัดเพื่อรอการสั่งฟ้องต่อศาลอยู่นั้น มีผู้ต้องหาบางคนที่ถูกขังร่วมกับนายพันธุ์ ได้พบเห็นนายพันธุ์แอบเข้าไปสำเร็จความใคร่ในห้องน้ำหลายครั้ง และมีนายตำรวจบางนายของสน.บางพลัดได้มีโอกาสพูดคุยกับนายพันธุ์ สอบถามถึงสาเหตุที่ได้ทำลงไป นายพันธุ์ก็ยังคงยืนยันว่าเป็นเพราะหลงรักนางเอกสาวที่ชื่อสุพรรษาอยู่เช่นเดิม เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำนายพันธุ์ไปฝากขังไว้ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี

หลังจากที่คดีนี้ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลอาญาธนบุรี ผลการพิจารณาตัดสินของศาลชั้นต้น ได้ทำการตัดสินให้ประหารชีวิตนายพันธุ์ สายทอง เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2539 โดยไม่มีการลดหย่อนโทษให้แต่อย่างใดเนื่องจากจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐาน

หลังจากที่ถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิต นายพันธุ์ได้ถูกส่งตัวมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง ข.ช.พันธุ์ได้ใช้สิทธิ์ในการขอยื่นอุทธรณ์ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ ผลการตัดสินของศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิต

ข.ช.พันธุ์จึงได้ใช้สิทธิ์ในการขอยื่นฎีกาตามระยะเวลาที่กฏหมายกำหนดให้อีก ผลการตัดสินของศาลฎีกายังคงยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ให้ประหารชีวิตเช่นเดิม กลายมาเป็นนักโทษเด็ดขาดรอการประหารชีวิต

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณาของทุกศาลแล้ว น.ช.พันธุ์ ได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์ในระยะเวลาที่กฎหมายให้ ซึ่งในระหว่างรอผลการพิจารณาหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯ ทางเรือนจำกลางบางขวางได้คุมขัง น.ช.พันธุ์ ไว้ภายในหมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาหนังสือถวายฎีกาฯของน.ช.พันธุ์แล้ว มีความเห็นว่านักโทษเด็ดขาดรายนี้ กระทำความผิดและมีประวัติการกระทำผิดซ้ำซาก ไม่มีความเข็ดหลาบ ได้รับพระราชทานอภัยโทษออกมาไม่นานก็กลับไปกระทำผิดอีก โดยไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ไม่กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี ในทางกลับกันยังก่อคดีสะเทือนขวัญฆ่าข่มขืนเด็กอายุไม่ถึง 13 ปี ซ้ำอีก ด้วยพฤติกรรมที่โหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมดังกล่าว ซึ่งเป็นภัยต่อสังคมและประชาชนยากที่จะแก้ไขให้กลับตัว จึงได้เสนอให้ยกฎีกา

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2542 หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับทราบแล้วว่า วันนี้จะมีการทำการประหารชีวิตนักโทษจำนวน 2 ราย ข้าพเจ้าจึงได้ไปจัดเตรียมในส่วนรับผิดชอบของข้าพเจ้า จนกระทั่งเวลา 16.00 น. เมื่อข้าพเจ้าทราบรายชื่อนักโทษประหารและได้ทำการจัดแบ่งกำลังเสร็จเรียบร้อย จึงได้เข้าไปทำการเบิกตัวที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 เมื่อเวลา 16.10 น.

เมื่อข้าพเจ้าไปถึงห้องควบคุมนักโทษประหาร เจ้าหน้าที่ประจำตึกขังได้ไขกุญแจเปิดตึกซึ่งข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องเพลงและเสียงพูดคุยดังออกมาจากภายใน แต่เมื่อเสียงกุญแจได้ดังขึ้นเสียงร้องเพลงและเสียงพูดคุยที่ข้าพเจ้าได้ยินเมื่อสักครู่ก็เงียบหายไปทันที มีแต่ความเงียบเข้ามาแทนที่

เมื่อเปิดประตูตึกแล้ว ข้าพเจ้าได้เดินเข้าไปภายในโดยที่พยายามเดินให้เบาที่สุด แต่เพราะความเงียบที่เกิดขึ้นทำให้เสียงเดินของข้าพเจ้าดังก้องขึ้นมา บรรดานักโทษประหารที่อยู่ในห้องขังโดยเฉพาะนักโทษเด็ดขาดที่กำลังรอผลการถวายฎีกาทูลเกล้าฯ ต่างก็หลบสายตาของข้าพเจ้า เนื่องเพราะทราบว่าถ้าหากพวกข้าพเจ้าไขกุญแจเปิดตึกขังเข้าไปเวลานี้เมื่อใด จะต้องมีนักโทษประหารอย่างน้อยหนึ่งคน ถูกพาไปทำการประหารชีวิต ต่างคนต่างก็ภาวนาอย่าให้เป็นตนเลย ซึ่งข้าพเจ้าก็เข้าใจและเห็นใจนักโทษประหารที่ถูกคุมขังทุกคน แต่เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำข้าพเจ้าจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

หลังจากข้าพเจ้าเดินเข้าไปในตึกขังแล้ว ข้าพเจ้าได้ไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของน.ช.พันธุ์ ซึ่งภายในห้องนั้นมีนักโทษเด็ดขาดที่รอผลการถวายฎีกาทูลเกล้าอยู่ประมาณ 3-4 ราย และต่างก็หน้าซีดไปตามกัน กลัวว่าตนจะเป็นผู้ที่ถูกข้าพเจ้าขานชื่อเรียกออกมา เมื่อประตูห้องขังได้เปิดออกข้าพเจ้าได้มองหาน.ช.พันธุ์และเห็นนั่งหลบอยู่มุมห้อง จึงขานชื่อเรียกออกไป “พันธุ์ ออกมานี่เถอะ” เมื่อน.ช.พันธุ์ได้ยินเสียงเรียกของข้าพเจ้าก็มีอาการตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยอมลุกขึ้นเดินออกมาแต่โดยดี

ทันทีที่น.ช.พันธุ์พ้นจากประตูห้องขัง ข้าพเจ้าได้เข้าล็อกที่แขนข้างขวาและพี่เลี้ยงอีกนายเข้าล็อกที่แขนข้างซ้าย แล้วรีบพาเดินออกมาจากตึกขังทันทีเพื่อนำไปที่หมวดผู้ช่วยเหลือและประสานงานเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนก่อนการประหารชีวิต

ระหว่างทางที่พาเดินมานั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่าน.ช.พันธุ์มีเหงื่อออกมาก และมีกลิ่นตัวแรงเหมือนคนที่ไม่เคยอาบน้ำมานาน น.ช.พันธุ์ได้เอ่ยปากขอบุหรี่สูบ พี่เลี้ยงอีกนายจึงได้ส่งให้ น.ช.พันธุ์เมื่อได้บุหรี่ไปแล้วก็สูบอัดควันเข้าปอดอย่างแรงหลายครั้งติดกัน

ข้าพเจ้าได้ถามน.ช.พันธุ์ว่า “พันธุ์ผมถามจริง ๆ เถอะนะ ได้ข่มขืนฆ่าน้องอ้อมหรือเปล่า” น.ช.พันธุ์ได้หันมามองข้าพเจ้าทำท่าเหมือนนึกอะไรอยู่สักครู่แล้วตอบออกมาว่า “จริง” ข้าพเจ้าจึงถามไปอีก “แล้วเด็กตัวแค่นั้นทำไปได้ยังไง” น.ช.พันธุ์ได้แต่ส่ายหัวไม่พูดอะไรอีก

เมื่อนำ น.ช.พันธุ์มาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯพร้อมน.ช.สำรวยแล้ว น.ช.พันธุ์ได้แต่นั่งเงียบดวงตาเหม่อลอยและสูบบุหรี่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในเวลานั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรได้ทำการพิมพ์ลายนิ้วมือน.ช.สำรวยก่อน และน.ช.สำรวยกำลังเล่าสาเหตุที่ทำให้ต้องถูกประหารชีวิตอยู่ ซึ่งทุกคนต่างสนใจฟัง(อยู่ในเรื่อง สำรวย โตสุข เขาขอให้ผมช่วยราชการ)

หลังจากพิมพ์ลายนิ้วมือของน.ช.สำรวยเสร็จ เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวจึงเข้ามาทำการพิมพ์ลายนิ้วมือน.ช.พันธุ์ ในระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้ถามน.ช.พันธุ์ขึ้นว่า “พันธุ์ คุณได้ข่มขืนเด็กจริงไหม” น.ช.พันธุ์ยังคงตอบว่า “จริง” แต่สักพักน.ช.พันธุ์ได้พูดขึ้นมาอีก “ไม่จริง ไม่รู้เรื่อง”

ข้าพเจ้าได้ยินดังนั้นจึงพูดไปว่า “จริงหรือไม่จริงกันแน่พันธุ์ บอกความจริงมาเถอะ เพราะถึงอย่างไรก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วตอนนี้” น.ช.พันธุ์ซึ่งนั่งตาลอยพูดขึ้นว่า “จริง ไม่จริง จริง ไม่รู้เรื่อง ไม่จริง จริง” วนเวียนไปมาอยู่อย่างนี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ว่าน.ช.พันธุ์ได้เกิดอาการสติแตกขึ้นมาแล้ว จึงขอให้ทุกคนหยุดถามและพยายามพูดปลอบใจเพื่อป้องกันไม่ให้น.ช.พันธุ์คลุ้มคลั่งขึ้นมา พี่เลี้ยงอีกนายเห็นดังนั้นจึงจุดบุหรี่ส่งให้สูบอีกมวนหนึ่ง น.ช.พันธุ์จึงสงบเสียงลงได้ และนั่งตาเหม่อลอยเหมือนเดิม

หลังจากเจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ เวรผู้ใหญ่ในวันนั้นได้เข้ามาทำการอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี ให้น.ช.สำรวยและน.ช.พันธุ์ฟัง เสร็จแล้วได้ให้นักโทษประหารทั้งสองเซ็นทราบในคำสั่ง ต่อจากนั้นจึงได้ให้ทำพินัยกรรม ซึ่งน.ช.พันธุ์ปฎิเสธที่จะทำเนื่องจากไม่มีทรัพย์สินอะไร แล้วก็เปิดโอกาสให้เขียนจดหมายถึงญาติพี่น้อง ซึ่ง น.ช.พันธุ์ปฏิเสธที่จะเขียนอีกเช่นเดิม

ข้าพเจ้าจึงไปยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้น.ช.พันธุ์ มีแกงเขียวหวานไก่ ข้าวเปล่า ส้มเขียวหวาน น้ำเย็นและบุหรี่กรองทิพย์อีกหนึ่งซอง น.ช.พันธุ์ได้ตักอาหารกินไปประมาณ 4-5 คำ ก็วางช้อนลง แล้วหันมาพูดกับข้าพเจ้า “อยากกินแกงส้มกับเนื้อเค็มทอด” ข้าพเจ้าจึงถามไปว่า “จะกินเลยไหม เดี๋ยวให้เจ้าหน้าที่ช่วยจัดหามาให้ ตลาดอยู่ใกล้แค่นี้เอง” น.ช.พันธุ์ตอบว่า “ยังไม่ต้อง อิ่มแล้ว พรุ่งนี้ก็ได้” ข้าพเจ้าจึงรับปากตอบตกลงว่าจะจัดการหาให้ในวันพรุ่งนี้

หลังกินอาหารมื้อสุดท้ายเสร็จ ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดได้นำน.ช.สำรวยและน.ช.พันธุ์ ไปฟังเทศนาธรรมจากพระวัดบางแพรกใต้ซึ่งได้นิมนต์มาจำนวน1 รูป การเทศนาในวันนั้นกล่าวถึงผลบาปและการทำใจให้สงบละเว้นการอาฆาตจองเวร ซึ่งนักโทษประหารทั้งสองต่างก็ตั้งใจฟังอย่างสงบ เสร็จแล้วได้ให้ถวายดอกไม้ธูปเทียนและปัจจัยซึ่งทางเรือนจำได้จัดเตรียมไว้ให้ แล้วทำการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการทางศาสนา

หลังจากฟังเทศน์เสร็จแล้ว ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดได้พาน.ช.สำรวย และน.ช.พันธุ์ เดินไปยังห้องประหารพร้อมกันทั้งสองคน ซึ่งน.ช.พันธุ์สามารถเดินไปได้ด้วยดี แต่ขอบุหรี่สูบตลอดทางพอเดินมาถึงศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ก็ได้แวะให้นักโทษประหารทั้งสองกราบไหว้ แล้วพาเดินต่อไปจนถึงโรงครัว(แดน 9)

ข้าพเจ้าก็ได้รับทราบคำสั่งจากเจ้าหน้าที่นายหนึ่งที่เดินเข้ามากระซิบบอกว่า “หัวหน้าชุดประหารสั่งให้นำเข้าไปทำการประหารทีละคน เนื่องจากเพชฌฆาตมือสองเพิ่งจะได้ทำการประหารชีวิตในวันนี้เป็นรายแรก ต้องให้ดูขั้นตอนต่าง ๆ อีกครั้งก่อน เพื่อป้องกันการผิดพลาด” โดยสั่งให้ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกสองนายนำน.ช.สำรวยเข้าไปก่อนเป็นรายแรก เมื่อทราบดังนั้น จึงได้ให้น.ช.พันธุ์นั่งรออยู่ที่บริเวณปากทางเข้าห้องประหารซึ่งอยู่หน้าเตาสำหรับหุงข้าวที่ใช้เลี้ยงนักโทษในเรือนจำโดยมีพี่เลี้ยงที่เรียกมาเสริมกำลังทำการดูแลอยู่สองนาย และเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยอีกจำนวนหนึ่งคอยเฝ้าไว้

หลังจากที่ข้าพเจ้านำน.ช.สำรวยไปทำการประหารเสร็จแล้ว โดยใช้หลักประหารหลักที่หนึ่งและเพชฌฆาตมือหนึ่งเป็นผู้ทำการประหาร ข้าพเจ้าจึงกลับมารับตัวน.ช.พันธุ์ตรงจุดที่ให้นั่งรอ แต่ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนำน.ช.พันธุ์เดินไปนั้น ได้มีเจ้าหน้าที่สองนายที่เพิ่งได้รับการบรรจุเข้ามาทำงานใหม่ และได้เห็นการประหารชีวิตน.ช.สำรวยเป็นครั้งแรก เดินคุยเสียงดังกันออกมาจากเส้นทางเข้าสู่ห้องประหารมีใจความว่า “เห็นตอนยิงเมื่อกี้ไหม แหมทำไมเลือดมันถึงเจิ่งนองขนาดนั้น แล้วได้ยินเสียงครางก่อนตายไหม ทำไมฟังแล้วน่ากลัวจังวะ”

เมื่อน.ช.พันธุ์ได้ยินดังนั้นก็แสดงอาการขัดขืน จะไม่ยอมเดินไปที่ห้องประหาร ข้าพเจ้าต้องพยายามพูดปลอบใจและบอกกับน.ช.พันธุ์ว่า “พันธุ์ต้องเข้าใจพวกผมนะ พวกผมทุกคนต้องทำตามหน้าที่ จริง ๆ แล้วไม่มีใครอยากทำอย่างนี้กับพันธุ์หรอก ถ้ายังไงเราไปนั่งคุยกันที่ศาลาที่เห็นข้างหน้าก่อนดีไหม” (หมายถึงศาลาใจเย็น) เมื่อข้าพเจ้าพูดจบ น.ช.พันธุ์ได้หันมาพยักหน้าให้ข้าพเจ้าพร้อมกับพูดสั้น ๆ ว่า “ไป”

เมื่อเข้าไปถึงศาลาเย็นใจ ข้าพเจ้าได้ให้น.ช.พันธุ์นั่งที่เก้าอี้สีขาวแล้วพูดว่า “พันธุ์นั่งพักที่เก้าอี้ตัวนี้ก่อนนะ เออพันธุ์เห็นโบสถ์ที่ตั้งอยู่ข้างหน้าไหม มีพระประธานอยู่ข้างในด้วยนะ พันธุ์ก็นับถือพุทธนี่ ทำไมถึงไม่ยกมือไหว้ล่ะ”

ในตอนนั้นข้าพเจ้าสังเกตุเห็นว่าสายตาของน.ช.พันธุ์แข็งกระด้างและขวาง ๆ พิกล แต่น.ช.พันธุ์ก็ยอมยกมือไหว้ไปทางอุโบสถวัดบางแพรกใต้ ข้าพเจ้าเห็นดังนั้นจึงหยิบดอกไม้ธูปเทียนยัดใส่ในมือของน.ช.พันธุ์ ส่วนพี่เลี้ยงอีกนายได้หยิบผ้าดิบบนโต๊ะขึ้นมาผูกตาให้กับน.ช.พันธุ์ แต่ปรากฏว่าน.ช.พันธุ์ได้ปัดดอกไม้ธูปเทียนออกและสบัดหัวหลบไม่ยอมให้ผูกตาพร้อมกับร้องขึ้น “อย่า อย่าทำ กลัวแล้ว อย่าทำ”

ข้าพเจ้าพยายามพูดปลอบใจอีก แต่ในครั้งนี้ไม่เป็นผล น.ช.พันธุ์ดิ้นรนขัดขืนเรื่อย ๆ พร้อมกับเตะถีบต่อสู้ไม่ยอมให้ผูกตาเพื่อนำตัวเข้าสู่หลักประหาร ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจใช้กุญแจมือของข้าพเจ้าที่เตรียมมาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน สวมข้อมือทั้งสองข้างของ น.ช.พันธุ์ และจับยึดข้อศอกคนละข้างกับพี่เลี้ยงอีกนายโดยมีพี่เลี้ยงอีกนายทำการผูกตาซึ่งไม่สนิทนัก เนื่องจากน.ช.พันธุ์ดิ้นรนตลอดเวลาและพยายามใช้มือทั้งสองข้างซึ่งสวมกุญแจมืออยู่เปิดผ้าผูกตาออก

จากนั้นข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดต้องช่วยกันหิ้วปีกพยายามนำตัวน.ช.พันธุ์เข้าห้องประหาร ตลอดทางน.ช.พันธุ์ได้ต่อสู้ดิ้นรนสุดฤทธิ์ ในเมื่อมือถูกสวมใส่กุญแจมืออยู่ทำอะไรใครไม่ได้ ก็พยายามใช้ปากกัดและถุยน้ำลายใส่ ซึ่งก็หวุดหวิดเกือบโดนกัดไปตาม ๆ กัน เมื่อเข้ามาในห้องประหารได้แล้ว หัวหน้าชุดประหารสั่งให้นำเข้าไปทำการประหารในหลักที่หนึ่งอีก ซึ่งที่หลักประหารนั้นยังมีเลือดของน.ช.สำรวยติดอยู่เต็มไปหมด รวมทั้งที่พื้นก็ยังมีเลือดเจิ่งนองอยู่ ถึงแม้จะมีทรายช่วยซับเลือดไว้แล้วก็ตาม

เมื่อนำเข้ามาถึงหลักประหาร พี่เลี้ยงทั้งหมดได้ช่วยกันอุ้มให้น.ช.พันธุ์ขึ้นนั่งบนแท่นไม้แล้วจับให้มือซึ่งสวมกุญแจมืออยู่ สวมลงไปบนหัวเสาหลักประหารเพื่อให้มือโอบรอบเสาไว้ จังหวะนี้น.ช.พันธุ์สามารถเปิดผ้าผูกตาได้อีก จึงมองเห็นเลือดที่ติดอยู่ที่เสาหลักประหาร ทำให้ดิ้นรนรุนแรงขึ้นไปอีกพร้อมกับร้อง “กลัว กลัว อย่าทำ กลัวแล้ว” ซึ่งข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดต่างช่วยกันใช้ด้ายดิบผูกมัดน.ช.พันธุ์เข้ากับหลักประหารอย่างทุลักทุเล และต้องคอยหลบน้ำลายที่ถุยใส่ตลอด จนกระทั่งสามารถผูกมัดได้สำเร็จ โดยต้องใส่กุญแจมือค้างไว้อย่างนั้น แล้วเอาดอกไม้ธูปเทียนใส่ในอุ้งมือน.ช.พันธุ์เอาด้ายดิบผูกมัดไว้อีกทีหนึ่ง

เสร็จแล้วจึงให้แพทย์มาทำการชี้จุดที่ตั้งของหัวใจ เมื่อได้จุดแล้วข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกสองนายได้ช่วยกันทำการตั้งเป้าตาวัวที่ผ้าม่านให้ตรงกับจุดหัวใจ เมื่อเสร็จแล้วข้าพเจ้าจึงเข้าไปขอขมาลาโทษต่อน.ช.พันธุ์ที่หลักประหาร ซึ่งในขณะนั้นน.ช.พันธุ์ยังคงร้องอยู่ “อย่าทำ กลัวแล้ว อย่าทำ กลัว” แต่เพราะเป็นการทำตามหน้าที่ข้าพเจ้าจึงต้องทำใจ

หลังจากนั้นพลเล็งปืนจึงเข้าทำหน้าที่บรรจุกระสุนและตั้งศูนย์ปืนให้ตรงจุดเป้าตาวัวเมื่อเล็งได้จุดแล้ว เพชฌฆาตมือสองเข้ามาทำการตรวจดูอีกทีหนึ่ง เมื่อเห็นว่าตรงจุดดีแล้วจึงได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ หัวหน้าชุดประหารจึงโบกธงลง เพชฌฆาตมือสองได้ทำการเหนี่ยวไกลั่นกระสุนออกไปทันที “ปัง ปัง ๆๆๆๆๆๆๆ” โดยทำการยิงเมื่อเวลา 18.45 น. ใช้กระสุนปืนไปทั้งสิ้น 9 นัด

หลังจากได้ทำการยิงไปแล้ว ข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องครางเบา ๆ ประมาณหนึ่งนาทีก็เงียบเสียงไป เมื่อครบ 3 นาที ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูร่างของน.ช.พันธุ์ ปรากฏว่าได้สิ้นใจไปแล้ว ไม่ต้องทำการยิงซ้ำแต่อย่างใด จึงแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ และทำการตัดด้ายดิบไขกุญแจมือออก นำร่างของน.ช.พันธุ์ลงจากหลักประหารโดยจับพลิกให้นอนคว่ำหน้าไว้ เสร็จแล้วจึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือต่อไป

รุ่งเช้าวันต่อมาข้าพเจ้าได้รับคำสั่งให้นำนักโทษกองนอก ไปรับศพของน.ช.พันธุ์ และน.ช.สำรวยซึ่งได้ตัดโซ่ตรวนออกแล้ว และอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหม่ นำบรรจุลงโลงศพแล้วที่บริเวณประตูผีของเรือนจำติดกับวัดบางแพรกใต้ แล้วนำไปเก็บไว้ในช่องเก็บศพนักโทษประหารโบกปูนปิดเขียนชื่อที่ด้านหน้าของช่องเก็บศพ รอญาติมารับไปดำเนินการต่อไป เสร็จแล้วในเวลาเพล ข้าพเจ้าได้นำแกงส้มกับเนื้อเค็มทอดไปถวายพระที่วัดบางแพรกใต้ ตามที่ได้รับปากกับน.ช.พันธุ์เอาไว้ เมื่อไปถึงพระที่วัดได้บอกกับข้าพเจ้าว่า “โยมเชื่อไหม วันนี้มีแต่คนเอาแกงส้มกับเนื้อเค็มทอดมาถวายโดยเฉพาะพวกผู้คุม สงสัยโยมพันธุ์คงจะอิ่มหนำเต็มที่ จะได้หมดสิ้นเวรกรรมไปเสียที” ซึ่งข้าพเจ้าก็หวังอยากจะให้เป็นเช่นนั้น

ในตอนเย็นวันเดียวกันนี้ ได้เกิดเรื่องประหลาดขึ้นซึ่งแล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน เย็นวันนั้นช่วงเวลาใกล้ค่ำ วัยรุ่นผู้ชายซึ่งพักอาศัยอยู่ใกล้กับวัดบางแพรกใต้คนหนึ่ง อยู่ดี ๆ ก็เดินไปหยุดยืนร้องให้ที่หน้าช่องเก็บศพน.ช.พันธุ์ สายทอง จากนั้นก็เดินต่อไปและหยุดยืนที่หน้าบ้านของเพฌฆาตมือสองซึ่งพักอาศัยอยู่ใกล้วัดเช่นกัน แล้วร้องตะโกนขึ้นว่า “ยิงกูทำไม ยิงกูทำไม” แล้วยืนร้องให้

ชาวบ้านแถวนั้นเห็นอาการแปลก ๆ ของวัยรุ่นคนนี้ จึงได้เอาสร้อยพระสวมเข้าที่คอ เมื่อสวมสร้อยพระเข้าไปแล้ววัยรุ่นคนนั้นก็ล้มลงกันพื้น

สักพักจึงลุกขึ้นมามีท่าทางสงสัยพร้อมกับถามว่า “ผมมาอยู่ที่นี้ได้ยังไงเมื่อกี้ยังนั่งอยู่อีกที่นี่นา” ชาวบ้านแถวนั้นเมื่อทราบข่าวต่างก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้น.ช.พันธุ์กันเป็นแถว ซึ่งในช่วงนั้นพระวัดบางแพรกใต้ต่างก็ต้องฉันท์แกงส้มและเนื้อเค็มทอดอยู่หลายวัน หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นมาอีก เป็นอันปิดคดีข่มขืนฆ่าที่โด่งดังไปอีกคดีหนึ่ง

ขอให้ดวงวิญญาณของ ด.ญ.สุพรรษา เชิดชู (น้องอ้อม) จงไปสู่สุคติภพที่ดีด้วยเถิด

ขออโหสิกรรมต่อดวงวิญญาณนายพันธุ์ สายทอง ซึ่งข้าพเจ้าได้กระทำตามหน้าที่

ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางพลัดที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดี

และต้องขออภัยต่อครอบครัวของน้องอ้อมและครอบครัวนายพันธุ์ มา ณ ที่นี้ด้วย

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

5.สำรวย โตสุข เขาขอให้ผมช่วยราชการ

น.ช.สำรวยหรืออ๊อด โตสุข อายุ 41 ปี หมายเลขประจำตัว 638/38 คดีชิงทรัพย์และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 หมายเลขคดีดำที่ 391/37 หมายเลขคดีแดงที่ 973/38 ศาลจังหวัดสิงห์บุรี เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

วันที่ 5 กุมภาพันธุ์ พ.ศ.2537 เวลาประมาณ 08.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.อินทร์บุรี ได้รับแจ้งมีเหตุพระถูกฆ่าตาย ภายในกุฏิวัดราษฎร์บำรุง หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำตาล อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี จึงได้รีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ปรากฏว่ากุฏิที่เกิดเหตุเป็นกุฏิของเจ้าอาวาส ภายในห้องนอนชั้นบนพบศพพระครูวิมล ศรีลาภิรัตน์ อายุ 73 ปี เจ้าอาวาสนอนมรณะภาพอยู่ สภาพศพมีบาดแผลถูกฟันด้วยมีดที่ท้ายทอย ที่ต้นคอ รวม 3 แผล และยังถูกแทงที่หน้าท้องอีก 1 แผล ทุกแผลล้วนแล้วแต่ฉกรรจ์ มีเลือดสาดกระจายเต็มจีวร ใกล้ศพพบมีดเหน็บขนาดกว้าง 3 นิ้ว ยาว 14 นิ้ว เปื้อนเลือดตกอยู่ 1 เล่ม เชื่อว่าน่าจะเป็นอาวุธที่ใช้สังหารพระครูวิมล ศรีลาภิรัตน์ โดยแพทย์ลงความเห็นว่าน่าจะถูกฆ่ามาแล้วประมาณ 9-10 ชั่วโมง

จากการตรวจสภาพที่เกิดเหตุภายในห้องนอน พบว่าข้าวของภายในห้องถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย ย่ามประจำตัวที่ใช้เก็บเงินสดและพระเครื่องราคาเรือนแสนหลายองค์ได้หายไป จากการสอบปากคำด.ช.พงษ์พันธ์ อายุ 14 ปี ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพระครูวิมล ศรีลาภิรัตน์ ให้การว่าปกติแล้วพระครูวิมลฯจะเข้าจำวัดตั้งแต่หัวค่ำ และจะตื่นนอนแต่เช้ามืดเป็นประจำ เมื่อคืนที่ผ่านมาก็เข้าจำวัดตั้งแต่หัวค่ำตามปกติ โดยมีด.ช.พงษ์พันธ์นอนอยู่ที่หน้ากุฏิ จนรุ่งเช้าพระครูวิมลฯก็ยังไม่ตื่น ด.ช.พงษ์พันธ์เห็นผิดสังเกตุ จึงเข้าไปเคาะประตูเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบออกมา ด้วยความเป็นห่วงเนื่องจากเห็นว่าชราภาพมากแล้ว อาจจะเจ็บป่วยอยู่ก็เป็นได้ จึงงัดประตูห้องเข้าไปตรวจสอบ ปรากฏว่าพบพระครูวิมลฯถูกคนร้ายฆ่ามรณะภาพไปแล้ว จึงร้องเรียกพระและคนในวัดมาดูแล้วรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ

จากการสอบสวนและตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าคนร้ายได้ปีนเข้าทางหน้าต่างด้านหลังกุฏิ โดยคาดว่าขณะที่คนร้ายเข้ามาในห้อง พระครูวิมลฯคงจะหลับอยู่ ระหว่างที่คนร้ายค้นหาทรัพย์สินมีค่าอยู่นั้น พระครูวิมลฯคงตื่นขึ้นมาพบและเข้าขัดขวาง จึงถูกคนร้ายกระหน่ำฟันและแทงจนมรณะภาพ เสร็จแล้วลงมือกวาดพระเครื่องและทรัพย์สินมีค่าหลายแสนบาทหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าคนร้ายที่ลงมือสังหารโหดในครั้งนี้ น่าจะเป็นพวกติดยาเสพติดที่พักอยู่ใกล้วัด เพราะรู้ดีว่าพระครูวิมลฯมีทรัพย์สินมีค่าภายในกุฏิ และยังรู้เส้นทางเข้าออกดีอีกด้วย

หลังทราบข่าวการมรณะภาพของพระครูวิมล ศรีลาภิรัตน์ ประชาชนและลูกศิษย์ทั้งในจังหวัดสิงห์บุรีและจังหวัดใกล้เคียง ต่างทยอยกันเข้าเยี่ยมศพกันเป็นจำนวนมาก พร้อมกับช่วยกันสาบแช่งคนร้ายที่ฆ่าได้แม้กระทั่งพระที่แก่ชรา และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำการสืบหาตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

จากการตรวจสอบหาตัวผู้ต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เน้นไปที่กลุ่มผู้เสพยาเสพติดที่พักอาศัยอยู่ในระแวกใกล้วัด โดยได้จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยมาทำการสอบสวนหลายคน ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระจายกำลังกันออกหาข่าวและหลักฐานต่างๆในบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าพบย่ามของพระครูวิมลฯ ถูกทิ้งอยู่ในป่าละเมาะข้างคลองส่งน้ำชลประทาน ห่างจากจุดที่เกิดเหตุประมาณ 2 กิโลเมตร ภายในย่ามมีสมุดฝากเงินของพระครูวิมลฯ ซึ่งมีการเบิกเงินมาจำนวน 10,000 บาท ช้อนส้อม 1 คู่ ขัน 1 ใบและจีวรพระ 1 ชุด

นอกจากนั้นด.ช.พงษ์พันธ์ยังได้ให้การเพิ่มเติมถึงคืนวันเกิดเหตุ โดยให้การว่าเมื่อวันที่ 4 ก.พ.37 พระครูวิมลฯได้เบิกเงินจากธนาคารมาจำนวน 10,000 บาท ตกค่ำได้มีนายสำรวย โตสุข ซึ่งเป็นคนสนิทของพระครูวิมลฯ ได้ขึ้นไปหาในกุฏิ หลังจากนั้นไม่นานนายสำรวยได้กลับลงมา พร้อมกับสะพายย่ามลงมาด้วย 1 ใบ ซึ่งตนก็ไม่ได้สงสัยอะไร เพราะนายสำรวยมาหาพระครูวิมลฯบ่อย เนื่องจากเป็นคนสนิทเจ้าอาวาส และพระครูวิมลฯยังเคยเป็นพระอุปัชฌาย์ให้นายสำรวยอีกด้วย แต่เมื่อเดินผ่านตน นายสำรวยได้บอกตนว่า อย่านำเรื่องที่นายสำรวยมาหาพระครูวิมลฯไปบอกใคร หากไม่เชื่อจะฆ่าให้ตาย จนกระทั่งรุ่งเช้าตนจึงงัดห้องเข้าไปพบศพเจ้าอาวาส เมื่อทราบดังนั้น นายสำรวยจึงเป็นผู้ต้องสงสัยที่สุด และยังพบว่ามีประวัติเสพยาเสพติดอีกด้วย

วันที่ 6 ก.พ.37 เวลา 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังไปจับกุมตัวนายสำรวย โตสุข ได้ที่โรงสีข้าวแห่งหนึ่ง หมู่ที่6 ตำบลน้ำตาล อำเภออินทร์บุรี ขณะที่นายสำรวยกำลังทำงานเป็นกุลีแบกข้าวสารอยู่ แล้วนำตัวไปตรวจค้นที่บ้านพักคนงานหลังโรงสี ปรากฏว่าพบเงินสดจำนวน 10000 บาท ที่คาดว่านายสำรวยขโมยมาหลังก่อเหตุ จึงนำตัวไปสอบสวนที่สภ.อ.อินทร์บุรี ผลการสอบสวน นายสำรวยได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

หลังจากจับกุมตัวนายสำรวยมาแล้ว ถึงแม้จะปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าพระครูวิมลฯ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่ามีพยานหลักฐานพอที่จะส่งฟ้องดำเนินคดีกับนายสำรวยได้ จึงรวบรวมสำนวนการสอบสวนส่งมอบให้อัยการ เพื่อส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดสิงห์บุรี

ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายสำรวย และถูกส่งตัวมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งได้ใช้สิทธิ์ในการต่อสู้คดีชั้นศาลอุทธรณ์ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น ข.ช.สำรวยได้ใช้สิทธิ์ในการสู้คดีชั้นศาลฎีกาตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดอีก

ผลการพิจารณาของศาลฎีกา ยังคงตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ กลายเป็นนักโทษเด็ดขาด

เมื่อคดีถึงที่สุดกลายมาเป็นนักโทษเด็ดขาดแล้ว น.ช.สำรวยได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์ในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ ซึ่งผลการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทยมีความเห็นว่า น.ช.สำรวยเคยบวชเรียนมาก่อน โดยมีพระครูวิมล ศรีลาภิรัตน์ เป็นพระอุปัชฌาย์ แต่กลับไม่ทราบซึ้งในพระธรรมวินัย ไม่กตัญญูรู้คุณต่อพระผู้ดูแลและบวชให้ ไม่สามารถขัดเกลาตัวเองให้เป็นคนดีได้ กลับประพฤติตัวเนรคุณผู้อยู่ในสมณะเพศที่มีวัยชรา ที่ไม่สามารถต่อสู้ได้ ด้วยใจอำมหิต โหดเหี้ยม เป็นภัยต่อสังคม ไม่ควรสนับสนุนให้มีการขอพระราชทานอภัยโทษ จึงเห็นควรยกฎีกา

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2542 เวลาประมาณ 10.45 น. ข้าพเจ้าได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังอย่างเป็นความลับว่า ในวันนี้จะมีการประหารชีวิตนักโทษจำนวน 2 ราย ขอให้เตรียมตัวและอุปกรณ์สิ่งของต่างๆ ที่ต้องใช้ในการประหารชีวิตให้พร้อม โดยยังไม่ได้แจ้งรายชื่อนักโทษที่จะถูกประหารให้ข้าพเจ้าทราบแต่อย่างใด

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไปจัดเตรียมสิ่งของที่ข้าพเจ้าต้องใช้ในการนำนักโทษไปประหาร ซึ่งสิ่งของที่ข้าพเจ้าต้องใช้อยู่เป็นประจำในการทำหน้าที่พี่เลี้ยงคือมีดสำหรับตัดด้ายดิบ(คัตเตอร์) กุญแจมือ ส่วนเจ้าหน้าที่รายอื่นได้ไปจัดเตรียมในส่วนที่ตนรับผิดชอบเช่นบางนายไปจัดเตรียมอาวุธปืนและกระสุน บางนายไปจัดเตรียมผ้าดิบและด้ายดิบเป็นต้น เสร็จแล้วต่างแยกย้ายกันไปทำการสวดมนต์ไหว้พระหรือกระทำพิธีตามความเชื่อของแต่ละคน

เวลา 16.00 น. ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีก 4 นาย(ขอมาเสริมกำลัง 2 นาย) ได้รับทราบรายชื่อนักโทษที่จะถูกทำการประหารชีวิตในวันนี้ ซึ่งมี น.ช.สำรวย โตสุข และ น.ช.พันธุ์ สายทอง เมื่อทราบชื่อนักโทษแล้วก็ได้จัดแบ่งกำลังเป็น 2 ชุด โดยข้าพเจ้ารับหน้าที่ดูแลน.ช.พันธุ์พร้อมกับพี่เลี้ยงอีกหนึ่งนาย เวลา 16.10 น. ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดพร้อมด้วยหัวหน้าฝ่ายควบคุมกลาง ได้เข้าไปทำการเบิกตัว น.ช.สำรวยและน.ช.พันธุ์ ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

เมื่อเข้าไปถึงห้องควบคุมนักโทษประหาร ข้าพเจ้าได้แยกไปเบิกตัวน.ช.พันธุ์ที่อีกห้องหนึ่ง ช่วงนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ได้เห็นอาการของน.ช.สำรวย แต่ฟังจากการบอกเล่าของชุดพี่เลี้ยงที่เข้าไปเบิกตัวน.ช.สำรวยแล้ว มีสภาพอาการความรู้สึกไม่แตกต่างจากนักโทษประหารรายอื่นๆเท่าใด

หลังจากพี่เลี้ยงอีกชุดได้นำน.ช.สำรวยมาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร ได้เข้าไปพิมพ์ลายนิ้วมือของน.ช.สำรวยก่อน ช่วงนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งถามน.ช.สำรวยว่าได้ทำจริงหรือเปล่า น.ช.สำรวยได้ตอบว่า “ไม่จริงครับ ลองคิดดูเถอะครับ ผมจะไปทำได้ยังไง ในเมื่อท่านพระครูมีบุญคุณกับผมมาก และผมก็เป็นชาวพุทธเคยบวชเรียนมาแล้ว ถึงผมจะเคยเสพยาก็จริง แต่ผมไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใคร ผมเกลียดตำรวจครับ ที่ผมโดนมาเป็นอย่างนี้ก็เพราะตำรวจ

พวกพี่ๆที่มาพิมพ์มือผมอย่าได้ไปทำกับใครนะครับ (หมายถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ) สงสารครอบครัวและลูกเมียเขาเถอะครับ ในห้องประหารมีผู้บริสุทธิ์อยู่อีกหลายคน ผมรู้ดีเพราะพวกผมที่อยู่ในห้องประหารจะเปิดใจเล่าเรื่องราวให้กันฟัง ใครทำจริงใครถูกใส่ร้ายพวกผมจะรู้กันหมด”

สารวัตรโกมลจึงพูดไปว่า “ถ้าสำรวยไม่ได้ทำ แล้วเขาจะเอาพยานหลักฐานที่ไหนมาส่งฟ้องสำรวยได้ การดำเนินคดีอาญาไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ตำรวจจะต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอ ไม่เช่นนั้นจะส่งฟ้องดำเนินคดีไม่ได้” น. ช.สำรวยได้ยินดังนั้นจึงระบายเรื่องราวออกมาทันที

“ ในวันที่เกิดเหตุฆ่าท่านพระครูนั้น เมื่อผมรู้เรื่อง ผมเองก็รู้สึกเสียใจอย่างมากไม่ต่างจากคนอื่น และยังสาปแช่งคนที่ฆ่าท่านพระครูของผม เพราะผมมีความสนิทสนมกับท่านพระครูมาก เวลาผมขาดเหลืออะไร ก็มักจะไปขอความช่วยเหลือ ซึ่งท่านก็ได้ให้ผมมาตลอด แถมยังเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ผมอีกด้วย ในคืนวันก่อนเกิดเหตุนั้น ผมได้ไปหาท่านพระครูจริง แต่ผมเพียงแต่ไปขอความช่วยเหลือจากท่านเรื่องเงิน

ตอนขากลับผมเห็นลูกศิษย์ของท่านพระครูนั่งอยู่ที่หน้ากุฏิ ผมไม่อยากให้ใครรู้ว่าผมมารบกวนท่านพระครู เลยขู่เด็กคนนั้นไปไม่ให้บอกใครว่าผมได้มาหาท่านพระครู จนวันต่อมาผมถึงได้รู้ว่าท่านพระครูได้ถูกฆ่าไปแล้ว ถ้าผมทำจริงจะปล่อยเด็กคนนั้นไว้ให้เป็นพยานมัดตัวผมทำไม

ผมเองมีอาชีพเป็นจับกังแบกกระสอบข้าวสารไปวันๆ อยู่ดีๆก็มีตำรวจมาจับผมไป เมื่อไปถึงโรงพัก เห็นมีคนถูกจับมาแล้วอีก 2 คน เป็นพวกขี้ยาแบบผม เมื่อผมถามตำรวจไปว่าจับมาเรื่องอะไร ก็ได้คำตอบมาว่า อั๊วขอให้พวกลื้อมาช่วยราชการหน่อยเดี๋ยวก็รู้เองอย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้ สักพักมีการนำไม้สั้นไม้ยาวมาให้จับ ปรากฏว่าผมจับได้ไม้สั้น ตำรวจจึงนำอีก 2 คนออกจากห้องไป

ต่อมาได้มีการเอาถุงย่าม สมุดฝากเงิน ช้อนส้อม ขันน้ำแล้วก็จีวรพระมาให้ผมดู ถามผมว่าเคยเห็นไหม ผมได้ตอบปฏิเสธไป แต่มีตำรวจคนหนึ่งได้บอกให้ผมหยิบของทั้งหมดขึ้นมาดูให้ดีๆ เสร็จแล้วให้หยิบของทั้งหมดใส่ถุงส่งคืนให้ตำรวจ ผมเองไม่รู้เรื่องอะไรจึงได้ทำตามที่ตำรวจบอก แต่แล้วตำรวจได้ตั้งข้อหาว่าผมเป็นคนฆ่าท่านพระครู โดยมีหลักฐานเป็นเงินสด 10,000 บาท ซึ่งผมไม่รู้ว่าตำรวจไปเอามาจากไหน และลายนิ้วมือของผมที่ติดอยู่กับสิ่งของที่ตำรวจเอามาให้ผมดู ตำรวจได้บอกผมทีหลังว่าเป็นของท่านพระครู พอผมรู้อย่างนั้นจึงได้ปฏิเสธข้อหาไป แต่ตำรวจได้พยายามสอบสวนผมหลายครั้ง และซ้อมผมจะให้ผมรับว่าเป็นคนฆ่าพระครู ผมไม่ได้เป็นคนทำผมจึงไม่ยอมรับ แล้วส่งผมฟ้องศาลซึ่งผมก็ปฏิเสธมาตลอด แต่ศาลเชื่อหลักฐานของตำรวจมากกว่าจึงตัดสินประหารชีวิตผม และถ้าวันนั้นผมจับได้ไม้ยาว ผมคงไม่ต้องมาช่วยราชการจนกลายมาเป็นอย่างนี้หรอกครับ”

หลังจากน.ช.สำรวยเล่าจบ พวกเจ้าหน้าที่ที่ได้ยินเรื่องราวต่างวิจารย์กันไปต่างๆนานา ในส่วนตัวของข้าพเจ้า ไม่อยากจะเชื่อว่าที่น.ช.สำรวยเล่ามานั้นเป็นความจริง เพราะการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย จะต้องรอบคอบในการทำคดี พยานหลักฐานต่างๆจะต้องเพียงพอ ไม่น่าจะเป็นการยัดเยียดข้อหาให้ด้วยวิธีง่ายๆเช่นนี้ แต่ถ้าเป็นจริงอย่างเช่นที่เล่ามา ก็ต้องถือว่าเป็นกรรมเก่าของน.ช.สำรวยก็แล้วกัน

เมื่อเจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษทั้งสองเสร็จ เวรผู้ใหญ่ได้ทำการอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้น.ช.สำรวยและน.ช.พันธุ์ฟัง แล้วให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น ต่อจากนั้นได้ให้ทำพินัยกรรมซึ่งน.ช.สำรวยปฏิเสธที่จะทำ เมื่อเปิดโอกาสให้เขียนจดหมาย น.ช.สำรวยได้เขียนเพียงครึ่งหน้ากระดาษ โดยให้เหตุผลว่าเป็นคนเขียนหนังสือไม่เก่ง หลังจากเขียนจดหมายเสร็จ น.ช.สำรวยได้กล่าวว่า “ ผมขออโหสิกรรมให้พวกหัวหน้าทุกคน และพี่ๆตำรวจที่มาในวันนี้ด้วย ผมรู้ดีว่าทุกคนต้องทำตามหน้าที่ แต่ผมขอสาปแช่งและขออาฆาตผู้ที่ทำให้ผมต้องมาเป็นอย่างนี้ไปทุกชาติ”

พี่เลี้ยงนายหนึ่งได้ปลอบใจและแนะนำให้น.ช.สำรวยเลิกความอาฆาตแค้นเสีย น.ช.สำรวยได้แต่ส่ายหัวไปมา พี่เลี้ยงนายหนึ่งจึงได้ไปยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้น.ช.สำรวย แต่น.ช.สำรวยไม่แตะต้องอาหารแม้แต่น้อย

หลังอาหารมื้อสุดท้าย ได้นำน.ช.สำรวยไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์พร้อมน.ช.พันธุ์ เสร็จแล้วได้นำนักโทษประหารทั้งสองเดินไปที่ห้องประหาร โดยมีพี่เลี้ยง 2 นายเข้าประคองแขนน.ช.สำรวย และได้แวะกราบไหว้ที่หน้าศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์พร้อมน.ช.พันธุ์

แต่เมื่อมาถึงโรงครัว(แดน9) ข้าพเจ้าก็ได้รับคำสั่งให้นำน.ช.สำรวยเข้าไปทำการประหารก่อนเพียงรายเดียว ข้าพเจ้าจึงฝากน.ช.พันธุ์ไว้กับพี่เลี้ยงอีกสองนาย และสับเปลี่ยนหน้าที่มานำน.ช.สำรวยไปห้องประหารแทน

เมื่อเข้ามาถึงศาลาเย็นใจ ได้ให้นั่งที่เก้าอี้สีขาว ข้าพเจ้าได้หยิบดอกไม้ธูปเทียนส่งให้น.ช.สำรวย พร้อมกับบอกน.ช.สำรวยว่า “ สำรวยเห็นโบสถ์หลังนั้นไหม ผมอยากให้สำรวยไหว้พระประธานข้างใน แล้วขอให้สำรวยเลิกการอาฆาตจองเวร ไม่ว่าจะกับใครทั้งสิ้น สำรวยจะได้ไปสู่ภพที่ดี ที่ผ่านมาขอให้สำรวยคิดว่าเป็นกรรมเก่า และได้ชดใช้หมดสิ้นในชาตินี้แล้ว”

น.ช.สำรวยได้ถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือก แล้วพยักหน้า “ ตกลงครับ ผมอโหสิกรรมให้พวกมันทุกคน” พี่เลี้ยงอีกนายได้หยิบผ้าดิบขึ้นผูกตาน.ช.สำรวย เสร็จแล้วข้าพเจ้าได้ประคองให้ลุกขึ้น นำเข้าไปภายในห้องประหาร

เมื่อเข้าไปแล้วได้นำตัวไปที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง จับตัวขึ้นนั่งบนแท่นไม้ ทำการผูกมัดตัวกับหลักประหาร ในระหว่างที่ผูกมัดอยู่นั้นน.ช.สำรวยได้ร้องขึ้นว่า “ทำไมผูกแน่นจังเลย ผมจะหายใจไม่ออกแล้ว” ข้าพเจ้าจึงได้บอกไป “จำเป็นต้องผูกให้แน่นนะสำรวย ผมไม่อยากให้สำรวยทรมาน ขอให้ทนแค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น” เสร็จแล้วจึงกำหนดจุดหัวใจ ยกแผงผ้าม่านมาปิด และทำการตั้งเป้าตาวัว เมื่อได้ที่ดีแล้วจึงเอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหาร และข้าพเจ้าได้กล่าวขออโหสิกรรมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งน.ช.สำรวยนิ่งเงียบไม่ขยับตัวหรือพูดอะไรออกมาอีก

แล้วก็มาถึงหน้าที่ของพลเล็งปืนทำการบรรจุกระสุน และตั้งศูนย์ปืนไปที่เป้าตาวัว เมื่อได้ที่ดีแล้ว เพชฌฆาตที่หนึ่งได้เข้าตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ หัวหน้าชุดได้โบกธงแดงลง เพชฌฆาตที่หนึ่งทำการเหนี่ยวไกปืนทันที “ ปัง ๆๆๆๆๆ “ ใช้กระสุนไปทั้งสิ้น 6 นัด ทำการประหารเมื่อเวลา 18.32 น.

เมื่อครบ 3 นาทีข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดู ปรากฏว่าน.ช.สำรวยได้สิ้นใจไปแล้ว หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำลงจากหลัก แล้วนำไปเก็บไว้ในห้องเล็ก จากนั้นข้าพเจ้าจึงไปรับน.ช.พันธุ์มาทำการประหารต่อ หลังจากประหารน.ช.พันธุ์แล้ว จึงได้ไปนำร่างของน.ช.สำรวยออกมาจากห้องเล็ก จับให้นอนคว่ำหน้าเพื่อความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือต่อไป

ต้องขออภัยต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.อินทร์บุรี ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวพาดพิงถึง ซึ่งข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจะเป็นไปตามนั้น แต่เพื่อความสมบูรณ์ของหนังสือเล่มนี้ จำเป็นต้องนำทุกคำพูดรวมทั้งอาการต่างๆมาบรรยายประกอบ จึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

ขอให้ดวงวิญญาณของนายสำรวย โตสุข จงไปสู่สุคติภพหมดสิ้นการอาฆาตจองเวรใดๆทั้งสิ้น

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

4.สมศักดิ์ พรนารายณ์ นักข่มขืนจากลุ่มน้ำโขง

น.ช.สมศักดิ์ พรนารายณ์หรือศักดิ์สิทธิ์ คำใส อายุ 37 ปี หมายเลขประจำตัว 357/39 คดีข่มขืนกระทำชำเรา และฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(6), 83, 340 วรรคท้าย, 90 หมายเลขคดีดำที่ 3768/38 หมายเลขคดีแดงที่ 691/39 ศาลจังหวัดเลย เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ.2542 เวลาประมาณ 15.40 น. ข้าพเจ้าได้ถืออาหารมื้อเย็น เดินเข้ามาในเรือนจำ เพื่อเตรียมพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เวรยามกลางคืนของวันนั้น ภายในฝ่ายควบคุมผู้ต้องขังแดน 10(ขังเดี่ยว) และได้เข้าไปเซ็นชื่อที่ศาลาฝ่ายควบคุมผู้ต้องขัง

ผู้อำนวยการส่วนควบคุมฯในขณะนั้น ได้สั่งให้ข้าพเจ้านำอาหารไปเก็บไว้ และมอบหมายหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่นายอื่นดูแลไปก่อน แล้วให้รีบออกมาพบที่ฝ่ายควบคุมฯด่วน

เมื่อข้าพเจ้าจัดการตามคำสั่งเป็นที่เรียบร้อย ผู้อำนวยการส่วนควบคุมฯได้พูดกับข้าพเจ้าว่า “ยุทธ วันนี้จะมีการประหารชีวิตนักโทษหนึ่งราย แต่พี่เลี้ยงขาดไปคนหนึ่ง เพราะสมหมายได้ขอลาออกจากหน้าที่พี่เลี้ยงแล้ว ผมดูแล้วคุณน่าจะเหมาะสมในการทำหน้าที่นี้ ยังไงก็ช่วยกันหน่อยนะ”

ข้าพเจ้าตอบกลับไปว่า “หัวหน้าครับ ผมทำไม่เป็นและไม่รู้ขั้นตอน เคยเห็นเขาเอานักโทษไปประหารแค่สามครั้ง และได้ยืนดูห่างๆ ผมเกรงว่าจะทำไม่ได้” ผู้อำนวยการส่วนควบคุมฯจึงบอกว่า “ ไม่เป็นไรยุทธ เดี๋ยวจะให้บานสอนให้ ไม่ยากหรอก” ซึ่งหมายถึงผู้ทำหน้าที่พี่เลี้ยงรุ่นพี่ชื่อ “พี่บาน” ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจตอบตกลงไป

หลังจากนั้นสักครู่ พี่บานได้มาสอนขั้นตอนและวิธีการต่างๆให้แก่ข้าพเจ้า โดยบอกว่า “ยุทธเมื่อเข้าไปเบิกตัวนักโทษที่ห้องขัง พอเจ้าหน้าที่ประจำตึกไขกุญแจ หัวหน้าฝ่ายควบคุมกลางจะเป็นผู้เรียกชื่อนักโทษ ขอให้คุณยืนคอยที่ปากประตูขัง ถ้าเห็นนักโทษเดินมาถึงประตูเมื่อไร ให้ดึงตัวออกมาจากห้องทันที แล้วค้นตัวให้ละเอียด อย่าให้มีอาวุธซุกซ่อนติดตัวไปได้อย่างเด็ดขาด แล้วให้คุณกับพี่เลี้ยงอีกนาย ล็อกแขนคนละข้าง รีบนำตัวออกไปที่หมวดผู้ช่วยเหลือเลยนะ คอยพูดปลอบใจไว้ด้วย ผมจะเดินตามไปด้านหลังคุณเอง หน้าที่คุณวันนี้ให้คอยประกบตัวนักโทษไว้ ทั้งเวลาพิมพ์ลายนิ้วมือและตอนพระเทศน์ เสร็จแล้วให้คุณนำไปที่ห้องประหารเลย ล็อกแขนให้ดีๆด้วย ระวังอย่าให้อาละวาดได้ เวลาอยู่ในห้องประหารให้ใช้เสียงพูดให้น้อยที่สุด คุณคอยดูวิธีมัดตัวนักโทษให้ติดกับหลักไว้ สงสัยอะไรค่อยมาถามผมอีกทีหลังจากประหารเสร็จแล้ว ตกลงนะ” ซึ่งข้าพเจ้าก็พยักหน้ารับทราบ

เวลา 16.10 น. หัวหน้าฝ่ายควบคุมกลางพร้อมด้วยพี่เลี้ยงทั้งหมด และเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัย ได้เข้าไปเบิกตัวนักโทษประหารที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 ซึ่งขณะนั้นข้าพเจ้าได้รับทราบแล้วว่านักโทษที่จะถูกประหารในวันนี้ เป็นนักโทษเด็ดขาดคดีข่มขืนและฆ่าฯ ชื่อ “ สมศักดิ์ พรนารายณ์”

เมื่อเข้าไปถึงหมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 ข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องเพลงเฮฮาแว่วออกมาจากตึกขัง เนื่องจากขณะนั้นมีข่าวออกมาว่า จะมีการพระราชทานอภัยโทษครั้งใหญ่ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา ในวันที่ 5 ธ.ค. 2542 นี้ และภายในปีเดียวกันนี้ ยังไม่เคยทำการประหารชีวิตนักโทษแม้แต่รายเดียว ทำให้นักโทษประหารที่คดีถึงที่สุดแล้ว มีความหวังที่จะรอดพ้นจากโทษประหารชีวิต

เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตึกขังได้ไขกุญแจเปิดประตูตึก ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดจึงเดินเข้าไปภายใน เสียงร้องเพลงเฮฮาที่ได้ยินอยู่เมื่อสักครู่ ได้เงียบเสียงลงในทันที

เมื่อถึงห้องที่ใช้คุมขังน.ช.สมศักดิ์ เจ้าหน้าที่ทั้งหมคได้หยุดยืนมองเข้าไปภายในห้องนั้น นักโทษประหารที่อยู่ภายในห้องต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มีสีหน้าตกใจและซีดเผือด เจ้าหน้าที่ประจำตึกขังชี้ให้ข้าพเจ้าดูน.ช.สมศักดิ์ ซึ่งเห็นนั่งถอดเสื้ออยู่กลางห้อง เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนมาก หัวหน้าฝ่ายควบคุมกลางได้เอ่ยเรียก “ สมศักดิ์ พรนารายณ์ ออกมานี่”

ข้าพเจ้าซึ่งจับตามองน.ช.สมศักดิ์อยู่ เห็นน.ช.สมศักดิ์สะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันที แล้วถอนหายใจออกมาอย่างแรง
จากนั้นได้ลุกขึ้นยืนและหันหน้าไปพูดกับเพื่อนร่วมห้อง

“ เพื่อนๆผมขอลาก่อน นายเขามาเอาตัวผมไปใช้กรรมแล้ว”

นักโทษประหารภายในห้องนั้นและห้องใกล้เคียง เมื่อได้ยินน.ช.สมศักดิ์กล่าวอำลา ต่างก็ส่งเสียงต่างๆกันไป “ ไปสู่ที่ชอบเถอะเพื่อน” “ ศักดิ์เพื่อนหมดกรรมก่อนพวกเราแล้ว” “ ไม่นานเราคงจะตามไป” “ นึกถึงพระไว้เพื่อน” ฯลฯ

น.ช.สมศักดิ์ได้เอื้อมมือไปรับเสื้อที่เพื่อนนักโทษส่งมาให้ขึ้นสวมใส่แล้วกล่าวว่า “ผมขอให้เพื่อนนักโทษประหารทุกคน รอดพ้นจากโทษประหาร และได้รับอภัยในปีนี้ทุกคน” แล้วเดินออกมาที่ประตูห้อง ข้าพเจ้าคว้าจับที่ข้อมือไว้ได้ ก็รีบดึงตัวน.ช.สมศักดิ์ ให้พ้นออกมาจากห้องในทันที ทำการตรวจค้นตัวแต่ไม่พบสิ่งใด ข้าพเจ้าจึงล็อกที่แขนข้างขวาของน.ช.สมศักดิ์ พาเดินออกมาจากตึกขังในทันที (ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้าก็ทำหน้าที่พี่เลี้ยง ที่ด้านขวามือของนักโทษประหารมาตลอด)

เมื่อข้าพเจ้านำน.ช.สมศักดิ์ออกมาจากตึกขังแล้ว น.ช.สมศักดิ์ได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า “หัวหน้าครับผมขอใส่รองเท้าของผมไปด้วยนะครับ ผมไม่อยากตายเท้าเปล่า ถ้ายังไงหัวหน้าช่วยบอกให้เขาเอาร้องเท้าของผมใส่โลงศพให้ด้วย” ข้าพเจ้าจึงตอบกลับไป “ ไม่มีปัญหาศักดิ์ แล้วจะจัดการให้” เสร็จแล้วจึงนำน.ช.สมศักดิ์ไปที่หมวดผู้ช่วยเหลือ

ระหว่างทางข้าพเจ้าได้พูดกับน.ช.สมศักดิ์ “ ศักดิ์พวกผมและเจ้าหน้าที่ทุกนายทำตามหน้าที่ อย่าได้โกรธเคืองหรือมีเวรกรรมต่อกันเลยนะ” น.ช.สมศักดิ์ตอบว่า “ ครับหัวหน้าผมรู้ และขออโหสิกรรมให้กับทุกคน ผมมันเป็นคนบาป การตายของผมในวันนี้ ไม่รู้ว่าจะชดใช้กรรมเก่าได้หมดสิ้นหรือเปล่า” ข้าพเจ้าถามอีก “ แสดงว่าศักดิ์ทำจริงใช่ไหม” น.ช.สมศักดิ์ “ ครับผมทำจริง”

ภายในหมวดผู้ช่วยเหลือฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร ได้มารออยู่ก่อนแล้ว เมื่อข้าพเจ้านำน.ช.สมศักดิ์มาถึง ได้ให้น.ช.สมศักดิ์นั่งที่เก้าอี้ซึ่งจัดไว้กลางห้อง เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังและกองทะเบียนประวัติอาชญากรเข้ามาทำการพิมพ์ลายนิ้วมือและตรวจสอบประวัติบุคคลตามระเบียบ แต่น.ช.สมศักดิ์ขอเวลาสูบบุหรี่หนึ่งมวนก่อน ซึ่งก็ได้อนุญาตให้ตามคำขอ

ระหว่างที่รอให้บุหรี่หมดมวน สารวัตรโกมลหัวหน้าชุดของกองทะเบียนประวัติอาชญากร ได้ถาม น.ช.สมศักดิ์ว่า “ สมศักดิ์คุณเป็นคนเกิดจังหวัดไหน”

น.ช.สมศักดิ์สูบอัดควันบุหรี่เข้าปอดอย่างแรงแล้วตอบว่า “ สารวัตรครับ ความจริงแล้วผมไม่ใช่คนไทยหรอกครับ ผมเป็นคนลาวฝั่งโน้น”

สารวัตรโกมลร้องขึ้น “ อ้าว ในใบทะเบียนประวัติ บอกว่าคุณเป็นคนไทยไม่ใช่หรือ”

น.ช.สมศักดิ์ตอบ “ใช่ครับสารวัตร แต่ผมปลอมแปลงสัญชาติหลบหนีจากฝั่งลาวเข้ามา” ข้าพเจ้าสงสัยจึงถามขึ้น “ ปลอมยังไงศักดิ์ประวัติถึงได้ออกมาเป็นคนไทยอย่างนี้”

น.ช.สมศักดิ์ “ โถ่หัวหน้าครับ ประเทศไทยนะครับ ขอให้มีเงินจ่ายก็แล้วกัน รับรองว่าสามารถมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และทำบัตรประชาชนได้สบายมาก”

ข้าพเจ้าถามอีก “ แล้วศักดิ์นึกยังไงถึงเข้ามาอยู่ในเมืองไทย แถมยังพูดภาษาไทยได้ชัด จนผมฟังไม่ออกเลยว่าเป็นคนต่างชาติ”

น.ช.สมศักดิ์ “ ภาษาไทยนะครับหัวหน้า คนทางฝั่งบ้านผมส่วนใหญ่จะพูดกันได้แทบทั้งนั้น และผมเคยข้ามมาทางฝั่งไทยบ่อยๆ ได้พูดภาษาไทยอยู่เป็นประจำ ผมจึงพูดได้คล่อง ส่วนสาเหตุที่ต้องหนีข้ามมาฝั่งไทยนั้น เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ”

“ เดิมทีนั้นผมเกิดและโตขึ้นมาทางฝั่งโน้น อาชีพผมก็รับจ้างทั่วไปแม้กระทั่งทำนาทำสวน ข้อเสียของผมคือ ผมเป็นคนมีอารมณ์ทางเพศรุนแรงและต้องการบ่อยมาก ถ้าพอมีเงินอยู่บ้างผมก็จะไปเที่ยวผู้หญิง แต่ถ้าหาเงินไม่ได้แล้วเกิดมีอารมณ์ขึ้นมา ผมก็จะใช้วิธีดักฉุดผู้หญิงตามที่เปลี่ยวแล้วลงมือข่มขืน ซึ่งสมัยที่ผมอยู่ทางฝั่งโน้น ผมได้ข่มขืนผู้หญิงมานับไม่ถ้วน ถ้าครั้งไหนเรื่องแดงขึ้นมา ผมก็จะหนีไปหากินในที่อื่นต่อไป แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงที่ผมข่มขืนมักจะไม่กล้าเอาเรื่อง เพราะกลัวอับอาย

มีอยู่ครั้งหนึ่งผมดักฉุดผู้หญิงมาได้ แล้วจะลงมือข่มขืน แต่ผู้หญิงคนนั้นต่อสู้กับผมเต็มที่ ผมเลยโมโหพลั้งมือฆ่าผู้หญิงคนนั้นตาย เสร็จแล้วผมได้เอาศพไปโยนทิ้งน้ำ แล้วหนีไปอยู่ที่อื่น แต่อย่างว่าแหล่ะครับ ผมอดนิสัยเดิมไม่ได้ เมื่อไปอยู่ที่ใหม่ เวลาผมเกิดมีอารมณ์ขึ้นมาแต่ไม่มีเงิน ผมก็จะใช้วิธีดักฉุดผู้หญิงอีก ในเมื่อเจ้าทุกข์ส่วนใหญ่ไม่กล้าเอาเรื่อง ผมเลยยิ่งได้ใจทำบ่อยขึ้น สุดท้ายผมก็พลั้งมือฆ่าผู้หญิงตายไปอีกคนหนึ่ง ผมเอาศพไปโยนทิ้งน้ำอีกเหมือนเดิม แต่คราวนี้หลังจากญาติคนตายพบศพ ก็ประกาศจะตามล่าคนฆ่าให้ได้ ซึ่งญาติของคนตายค่อนข้างเป็นคนที่มีชื่อเสียงทางฝั่งโน้น ผมรู้ตัวว่าไปไม่รอดแน่ จึงหนีข้ามมาทางฝั่งไทย โดยมีคนรู้จักกันช่วยเหลือพาไปทำงานที่โคราช และช่วยเรื่องปลอมแปลงสัญชาติ ซึ่งตัวผมนั้นมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “ ศักดิ์สิทธิ์ คำใส”

ตอนผมอยู่ที่โคราช เวลาผมเกิดมีอารมณ์ขึ้นมา ผมจะไปเที่ยวผู้หญิงหากินซึ่งหาได้ไม่ยาก และราคาไม่แพงนัก ช่วงนี้ผมไม่ได้ข่มขืนใครอีกเลย ภายหลังผมมาถูกจับในข้อหาลักทรัพย์ และถูกตัดสินให้ติดคุกอยู่ที่เรือนจำโคราช

ตอนที่ติดคุกอยู่นี้ผมได้รู้จักสนิทสนมกับอาของจารุณี(ชื่อเหยื่อรายสุดท้าย) เมื่อพ้นโทษออกมาด้วยกัน ผมยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหนดี อาของจารุณีได้ชวนผมให้ไปอยู่ด้วยกันที่จังหวัดเลย ซึ่งก็คือบ้านของจารุณีนั่นเอง

เมื่อผมเดินทางมาถึงจังหวัดเลย ผมยังไม่ได้เดินทางต่อไปที่เชียงคานในทันที เวลานั้นผมเกิดมีอารมณ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากผมเพิ่งพ้นโทษออกมาวันแรกแต่ไม่มีเงินไปเที่ยวผู้หญิง ผมจึงหลบอาของจารุณีออกไปหาเหยื่อเพื่อระบายอารมณ์ สุดท้ายผมไปพบผู้หญิงคนหนึ่ง มีอาชีพขับขี่รถสามล้อเครื่องรับจ้าง ผมหลอกพาไปข่มขืนในป่าด้านหลังโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผมกลัวว่าผู้หญิงคนนั้นจะจำหน้าผมได้ และทำให้ผมอยู่ในจังหวัดเลยต่อไปไม่ได้ ผมจึงพยายามฆ่าปิดปากผู้หญิงคนนั้น แต่ผมมารู้ทีหลังว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ตาย จึงรีบเดินทางหนีมาพักอาศัยกับอาของจารุณีที่อำเภอเชียงคาน

ที่บ้านของจารุณีตอนที่ผมไปอาศัยอยู่ด้วยนั้น พอดีเป็นช่วงที่จารุณีและพี่สาว ซึ่งทำงานอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ ได้กลับมาเยี่ยมแม่ที่บ้าน พอผมได้พบเห็นหน้าจารุณีเท่านั้น ผมก็นึกชอบจารุณีขึ้นมาทันที เพราะว่าเป็นผู้หญิงที่หน้าตาดีคนหนึ่ง ผมตั้งใจไว้ว่าจะต้องให้เป็นของผมให้ได้ ก่อนที่จารุณีจะกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ

จนกระทั่งคืนวันเกิดเหตุ ผมรู้มาว่าจารุณีจะกลับกรุงเทพฯในวันรุ่งขึ้น ผมจึงคิดหาทางเผด็จศึกให้ได้ พอดีคืนวันนั้นฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก ทุกคนต่างแยกย้ายไปนอนกันแต่หัวค่ำ ตกดึกผมซึ่งยังนอนไม่หลับ สังเกตว่าทุกคนในบ้านได้หลับกันหมดแล้ว จึงลุกขึ้นย่องเข้าไปที่มุ้งของจารุณีซึ่งนอนอยู่คนเดียว

เมื่อไปถึงได้เข้าไปกอดและพยายามถอดเสื้อผ้าออก แต่จารุณีได้ตื่นขึ้นมาทำท่าจะร้อง ผมจึงเอามืออุดปากไว้และขอนอนด้วย แต่จารุณีไม่ยอม พยายามดิ้นรนและจะร้องให้คนช่วย ผมจึงหยิบผ้าขนหนูยัดเข้าไปในปาก และหยิบสายไฟวิทยุที่อยู่ข้างที่นอน พันรัดเข้าที่ลำคอของจารุณีจนนิ่งไป แล้วผมจึงลงมือข่มขืนทันที เสร็จแล้วผมถึงรู้ว่าจารุณีได้สิ้นใจตายไปแล้ว ผมจึงเก็บเสื้อผ้ารีบหนีแต่ก็ไปไม่รอด ผมจึงต้องมาชดใช้กรรมที่ทำไว้ อย่างที่เห็นกันในวันนี้แหละครับ”

สำหรับคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ก.ค. พ.ศ.2538 เวลาประมาณ 07.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.เชียงคาน จังหวัดเลย ได้รับแจ้งเหตุพบศพหญิงสาวถูกข่มขืนและฆ่า ที่บ้านหลังหนึ่งในหมู่ที่ 6 ตำบลบุฮม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าบนที่นอนมุมห้องด้านหลังบ้าน มีร่างของนางสาวจารุณี(ขอสงวนนามสกุล) อายุ 15 ปี นอนหงายเสียชีวิตอยู่ โดยถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม สภาพศพที่พบสวมใส่เสื้อยืดคอกลมสีฟ้า ส่วนกางเกงผ้ายืดสีน้ำเงินขาสั้นและกางเกงชั้นในสีขาวถูกรูดมากองไว้ที่ข้อเท้า ที่บริเวณอวัยวะเพศมีร่องรอยถูกข่มขืนจนฉีกขาด มีเลือดและปัสสาวะไหลเปื้อนเจิ่งนองเต็มที่นอน พบขนเพชรและคราบอสุจิที่ร่างของผู้เสียชีวิต ที่ลำคอมีรอยเขียวช้ำคล้ายถูกรัดอย่างแรง ที่ปากมีผ้าขนหนูอุดไว้แน่น บนที่นอนพบสายไฟฟ้าตกอยู่หนึ่งเส้น คาดว่าเป็นอาวุธที่ใช้รัดคอผู้เสียชีวิต

น้องสาวของน.ส.จารุณี ผู้พบศพคนแรกให้การว่า เวลาประมาณ 05.00 น. แม่ได้มาปลุกให้ตนลุกขึ้นไปหุงข้าว ในตอนนั้นเห็นนายสมศักดิ์ พรนารายณ์ ซึ่งเป็นเพื่อนกับอาของตน เดินถือกระเป๋าเสื้อผ้ารีบร้อนออกไปจากบ้าน โดยไม่บอกกล่าวพูดจาแต่อย่างใด เมื่อไปเปิดมุ้งเพื่อจะปลุกพี่สาวของตน ก็พบว่าได้ถูกฆ่าตายไปแล้ว จึงส่งเสียงร้องเรียกให้คนในบ้านได้รับรู้

ส่วนแม่ของน.ส.จารุณีให้การว่า ปกติแล้วน.ส.จารุณีและพี่สาว จะทำงานก่อสร้างอยู่ที่กรุงเทพฯ ช่วงนี้ได้ลางานกลับมาเยี่ยมบ้าน และจะเดินทางกลับไปทำงานในเย็นวันนี้(4 ก.ค. 38) แต่ก็มาถูกฆ่าตายไปเสียก่อน เวลาเกิดเหตุน่าจะเป็นตอนกลางคืนวันที่ 3 ก.ค. ซึ่งเวลานั้นมีฝนตกลงมาอย่างหนัก จึงไม่มีใครได้ยินเสียงอะไร ส่วนนายสมศักดิ์ที่หายตัวไปนั้น เพิ่งพ้นโทษออกมาจากเรือนจำเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยอาของลูกสาวเป็นผู้พามาขออาศัยอยู่ด้วยชั่วคราว ด้วยความสงสารจึงอนุญาตให้พักอยู่ด้วย ดูจากลักษณะภายนอกแล้วเหมือนกับคนซื่อๆ ไม่น่าที่จะเป็นคนโหดร้ายไปได้ แต่แล้วกลับมาก่อคดีขึ้นในบ้านของตน และผู้เสียชีวิตก็เป็นลูกสาวของตนอีกด้วย ตนอุตสาห์ให้ที่อยู่อาศัย ไม่น่าที่จะมาทำกันอย่างนี้เลย

เมื่อทราบข้อมูลผู้ต้องสงสัยเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ออกติดตามหาตัวนายสมศักดิ์ เพื่อนำตัวมาสอบสวนหาตัวคนร้ายที่แท้จริงให้ได้อย่างเร่งด่วน

วันที่ 5 ก.ค. พ.ศ.2538 เวลาประมาณ 16.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.เชียงคาน ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบผู้ต้องสงสัยน่าจะใช่นายสมศักดิ์ นั่งรอรถโดยสารอยู่ที่ศาลาที่พักผู้โดยสาร บ้านนาจานน้อย หมู่ที่ 2 ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จึงรีบนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบ เมื่อนายสมศักดิ์เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้ามาหาตน ได้ลุกขึ้นพยายามวิ่งหนีแต่ไปไม่พ้นถูกจับกุมได้ และนำตัวมาสอบสวนที่สภ.อ.เชียงคานทันที

ผลการสอบสวนเบื้องต้น นายสมศักดิ์ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างสาเหตุว่าเกิดมีอารมณ์ทางเพศจนหน้ามืดทนไม่ไหว เมื่อเห็นทุกคนในบ้านหลับสนิทหมดแล้ว ประกอกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก น่าจะกลบเสียงอื่นได้ ตนจึงย่องเข้าไปหาน.ส.จารุณีที่มุ้ง แต่ว่าฝ่ายหญิงไม่เล่นด้วย พยายามจะร้องเรียกให้คนช่วยและต่อสู้ดิ้นรน ตนจึงพลั้งมือฆ่าน.ส.จารุณีตาย และยังสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกว่า ตนเป็นผู้ข่มขืนและพยายามฆ่าโชเฟอร์สามล้อเครื่องรับจ้าง ที่ป่าด้านหลังโรงเรียนบ้านนาซำ หมู่ที่ 7 ตำบลนาอาน อำเภอเมือง จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมานี่เองอีกด้วย

หลังจากได้ทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆเสร็จสิ้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งสำนวนการสอบสวนมอบให้อัยการ เพื่อส่งฟ้องนายสมศักดิ์ต่อศาลจังหวัดเลย ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายสมศักดิ์ โดยไม่มีการลดหย่อนโทษให้แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์และจำนนต่อพยานหลักฐาน จึงไม่มีเหตุอันควรปราณีที่จะลดโทษให้

หลังจากถูกศาลตัดสินลงโทษประหารชีวิตแล้ว ได้ถูกส่งตัวมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง และเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อมาเป็น “ข.ช.สมศักดิ์” (ข.ช.ย่อมาจากขังชาย หมายถึงนักโทษที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา) และได้ใช้สิทธิ์ในการขอยื่นอุทธรณ์ ตามระยะเวลาที่กฎหมายได้กำหนดให้

ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น ข.ช.สมศักดิ์ได้ใช้สิทธิ์ในการขอยื่นฎีกาอีก

ผลการพิจารณาของศาลฎีกา ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ จึงกลายมาเป็นนักโทษเด็ดขาด เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อมาเป็น “น.ช.สมศักดิ์” (น.ช.ย่อมาจากนักโทษเด็ดขาดชาย หมายถึงนักโทษที่คดีถึงที่สุดแล้ว บางรายไม่ขอยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ได้ แต่เมื่อพ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดให้แล้ว จะกลายเป็นนักโทษเด็ดขาดทันที)

หลังจากถูกศาลตัดสินเด็ดขาดแล้ว น.ช.สมศักดิ์ได้ทำหนังสือทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์อีก ต่อมาได้มีพระกระแสรับสั่งให้ยกฎีกา เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2542 และมีคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการประหารชีวิต ในวันที่ 30 เม.ย. 2542

หลังจากที่น.ช.สมศักดิ์ได้เล่าเรื่องราวของตัวเองจบลงแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ทำการพิมพ์ลายนิ้วมือ ตรวจสอบตำหนิแผลเป็น และประวัติบุคคลตามที่ได้เคยให้ไว้(ประวัติปลอม) เสร็จแล้วเวรผู้ใหญ่ในวันนั้นได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้น.ช.สมศักดิ์ฟัง และให้เซ็นทราบในคำสั่งตามระเบียบ ต่อจากนั้นได้ให้ทำพินัยกรรม แต่น.ช.สมศักดิ์ไม่มีทรัพย์สินใดๆ

เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดโอกาสให้เขียนจดหมาย น.ช.สมศักดิ์ได้เขียนจดหมายเป็นภาษาลาวจำนวน 2 หน้ากระดาษ พร้อมกับจดที่อยู่ของผู้รับที่ประเทศลาว มอบให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง ดำเนินการจัดส่งให้ถึงผู้รับตามระเบียบต่อไป

จากนั้นข้าพเจ้าได้ยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้น.ช.สมศักดิ์ ซึ่งวันนั้นมีข้าวเปล่า ต้มจืดเต้าหู้หมูสับ ขนมหม้อแกงและน้ำเปล่าอีกหนึ่งขวด น.ช.สมศักดิ์ได้ตักข้าวและกับกินไปประมาณครึ่งจาน แล้วหยิบขนมกินไปอีกครึ่งชิ้น พร้อมกับพูดกับข้าพเจ้าว่า “ ผมยอมรับว่าคนไทยส่วนใหญ่มีน้ำใจดีมาก แต่ผมมันทำตัวไม่ดีเอง ทรยศต่อผู้มีพระคุณ และเนรคุณต่อแผ่นดินที่ผมหนีเข้ามาขออาศัยอยู่ เมื่อผมถูกส่งตัวเข้ามาอยู่ที่เรือนจำแห่งนี้ ก็ไม่เคยมีใครรังแกหรือกลั่นแกล้งผม มีแต่ให้ความสงสารเห็นใจ หากชาติหน้ามีจริง ผมขอเกิดมาเพื่อชดใช้ความผิดและตอบแทนพระคุณผืนแผ่นดินแห่งนี้ด้วยเถิดครับ”

ข้าพเจ้าได้บอกกับน.ช.สมศักดิ์ “ดีแล้วที่ศักดิ์ยังรู้สำนึกในความผิดถึงแม้ว่าจะสายเกินไป อย่างน้อยผมคนหนึ่งที่เป็นคนไทย ขออโหสิกรรมให้แก่ศักดิ์ และขอให้ศักดิ์พ้นบ่วงกรรม อย่าได้มีการอาฆาตจองเวรกับใครอีกเลยนะ” น.ช.สมศักดิ์ “ ขอบคุณครับหัวหน้า”

หลังจากอาหารมื้อสุดท้าย น.ช.สมศักดิ์ได้ขอเวลาสูบบุหรี่อีกหนึ่งมวน เสร็จแล้วข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมด นำน.ช.สมศักดิ์เข้าไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ ซึ่งได้กล่าวถึงผลของบาปบุญ

ต่อจากนั้นข้าพเจ้าได้นำน.ช.สมศักดิ์เดินไปสู่หลักประหาร ตลอดทางข้าพเจ้าได้ชวนพูดคุยและคอยปลอบใจ ซึ่งน.ช.สมศักดิ์แสดงอาการปลงตกยินยอมรับการลงโทษแต่โดยดี สามารถเดินได้อย่างปกติ

เมื่อผ่านที่หน้าศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ พี่บานซึ่งเดินตามมาด้านหลัง ได้บอกให้ข้าพเจ้านำตัวแวะที่หน้าศาลก่อน แล้วนำเดินต่อไปจนใกล้ถึงศาลาเย็นใจ น.ช.สมศักดิ์ก็เกิดอาการเข่าอ่อนทรุดลงไป ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนายต้องช่วยกันประคองตัวเดินจนสามารถไปถึงศาลาเย็นใจได้

เมื่อเข้าไปในศาลาเย็นใจแล้ว ได้ให้น.ช.สมศักดิ์นั่งที่เก้าอี้สีขาว พี่บานได้หยิบดอกไม้ธูปเทียน ส่งให้น.ช.สมศักดิ์พนมมือไหว้ไปทางอุโบสถวัดบางแพรกใต้ แล้วหยิบผ้าดิบขึ้นผูกที่ตาของน.ช.สมศักดิ์ เสร็จแล้วข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนายได้พยุงตัวให้ลุกขึ้น นำตัวเดินไปที่ห้องประหารทันที

ภายในห้องประหาร ข้าพเจ้าได้นำน.ช.สมศักดิ์ไปที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง เมื่อเข้าไปถึงพี่เลี้ยงอีกนายได้บอกให้ข้าพเจ้าช่วยยกตัวน.ช.สมศักดิ์ขึ้นนั่งบนแท่นไม้ และให้ข้าพเจ้าใช้มือขวาจับมือทั้งสองข้างของน.ช.สมศักดิ์ให้พนมมือกำดอกไม้ธูปเทียนไว้ ส่วนมือซ้ายของข้าพเจ้าให้กดหลังดันให้หน้าอกของน.ช.สมศักดิ์อัดติดกับเสาหลักประหาร ตลอดเวลานั้นน.ช.สมศักดิ์ไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนแต่อย่างใด พี่บานได้ส่งสัญญาณให้ข้าพเจ้าดูวิธีการมัดตัวนักโทษให้ติดกับหลัก ซึ่งเมื่อดูแล้วข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ยาก

ต่อจากนั้นได้ให้ข้าพเจ้าช่วยยกแผงผ้าม่านมาตั้งที่ด้านหลังของน.ช.สมศักดิ์ พร้อมกับสอนวิธีตั้งเป้าตาวัวให้ตรงกับหัวใจของนักโทษแก่ข้าพเจ้า เสร็จแล้วใช้ทรายแห้งโรยรอบเสาหลักประหาร เพื่อให้ซับเลือดที่จะไหลเจิ่งนองลงมา

จากนั้นพี่บานได้ให้ข้าพเจ้าทำความเคารพไปที่น.ช.สมศักดิ์ พร้อมกับกล่าวนำ “ พุทธัง อเจตนานัง ธรรมมัง อเจตนานัง สังฆัง อเจตนานัง สิ่งที่พวกกระผมทำไปในวันนี้ มิมีเจตนาที่จะกระทำ เป็นการกระทำตามหน้าที่ ขอให้อโหสิกรรมด้วย” ข้าพเจ้าได้ยินเสียงน.ช.สมศักดิ์ขานรับ “ ครับหัวหน้า”

ต่อมาเป็นหน้าที่ของพลเล็งปืน ซึ่งทำหน้าที่บรรจุกระสุนและตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว เมื่อตรงดีแล้วได้ทำการล็อกตัวปืนยึดติดกับแท่น เพชฌฆาตมือหนึ่งได้เข้ามาตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นว่าศูนย์ปืนตรงดีแล้วได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ หัวหน้าชุดประหารได้โบกธงแดงลงทันที เพชฌฆาตเหนี่ยวไกปืนออกไปเป็นจังหวะ “ ปัง ปัง ปังๆๆๆๆๆ “ รวมทั้งสิ้น 8 นัดด้วยกัน โดยทำการประหารเมื่อเวลา 18.01 น.

หลังจากยิงไปแล้วประมาณ 3 นาที พี่บานได้ชวนข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนายพร้อมด้วยแพทย์ เข้าไปตรวจดูร่างของน.ช.สมศักดิ์ พี่บานได้บอกให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เปิดผ้าผูกตาออก ซึ่งข้าพเจ้าในตอนนั้นรู้สึกเสียวเข้าไปถึงหัวใจ กลัวว่าเมื่อเปิดผ้าผูกตาออก น.ช.สมศักดิ์จะจ้องมองข้าพเจ้าแล้วยักคิ้วให้ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อแพทย์เห็นว่าสิ้นใจแน่แล้ว ไม่ต้องทำการยิงซ้ำ จึงแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

หัวหน้าชุดประหารได้สั่งให้นำร่างของน.ช.สมศักดิ์ลงจากหลักประหาร พี่บานได้เรียกให้ข้าพเจ้าเข้าไปช่วย พร้อมกับสอนวิธีตัดด้ายดิบให้กับข้าพเจ้า และจับพลิกร่างให้น.ช.สมศักดิ์นอนคว่ำหน้าลง จากนั้นเป็นหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง เข้ามาทำการพิมพ์ลายนิ้วมืออีกครั้งหนึ่ง เป็นอันหมดหน้าที่ของพี่เลี้ยง

เมื่อได้ทำการประหารเสร็จสิ้นแล้ว พี่บานได้แนะนำและอธิบายขั้นตอนต่างๆ ให้แก่ข้าพเจ้าอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับบอกว่า “ยุทธถ้ามีการประหารคราวหน้า ให้คุณเตรียมมีดคัตเตอร์สำหรับตัดด้ายดิบมาด้วย เก็บซ่อนให้ดีๆ ระวังอย่าให้ถูกนักโทษแย่งไปได้ และถ้ามีกุญแจมือให้เตรียมมาด้วย เผื่อเกิดมีเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้ช่วยกันได้” ข้าพเจ้ารับทราบแล้วไปเข้าเวรต่อที่ฝ่ายควบคุมแดน 10

หลังจากการทำหน้าที่พี่เลี้ยงครั้งแรกของข้าพเจ้าได้ผ่านไปแล้ว ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า มีกลิ่นคาวของเลือดติดอยู่ที่จมูกของข้าพเจ้าตลอดเวลา เป็นเช่นนี้อยู่ 3-4 วัน จึงได้เล่าให้รุ่นพี่ฟังและได้รับคำแนะนำให้ไปถวายสังฆทาน

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรีบไปดำเนินการทันที และได้เล่าสาเหตุให้พระผู้รับสังฆทานฟัง พระรูปนั้นได้สวดมนต์แผ่ส่วนกุศลไปให้ และได้บอกกับข้าพเจ้าว่า

“ โยม เท่าที่โยมเล่าให้อาตมาฟัง โยมได้ทำตามหน้าที่ อาตมาคิดว่าไม่น่าจะเป็นบาป เพราะถ้าเป็นบาป ทหารตำรวจที่ฆ่าโจรผู้ร้ายเพื่อบ้านเมืองก็คงต้องบาปด้วย สมัยโบราณกษัตริย์ไทยหลายพระองค์ ได้สู้รบเพื่อปกป้องบ้านเมือง และได้ฆ่าข้าศึกตายไปจำนวนมาก ก็คงต้องบาปด้วยเช่นกัน โยมเป็นตัวแทนของประเทศ ทำหน้าที่กำจัดคนที่เป็นอันตรายต่อแผ่นดินให้หมดไป และยังเป็นการทำตามคำสั่งที่ถูกต้องอีกด้วย ขอให้โยมคิดว่าทำเพื่อบ้านเมือง ซึ่งหน้าที่นี้คงมีน้อยคนนักที่จะได้เข้ามาทำ หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศล แล้วโยมจะดีขึ้นเอง”

หลังจากที่ข้าพเจ้ากลับจากวัดในวันนั้น กลิ่นคาวเลือดก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง และตั้งแต่นั้นมาไม่ว่าข้าพเจ้าจะนำนักโทษไปประหารครั้งละกี่รายก็ตาม ไม่เคยมีกลิ่นคาวเลือดติดจมูกของข้าพเจ้าอีกเลย

ขอให้ดวงวิญญาณทั้งหลายของผู้ที่ถูกนายสมศักดิ์ พรนารายณ์ ทำร้าย จงไปสู่สุขติภพ

ขออโหสิกรรมต่อดวงวิญญาณนายสมศักดิ์ พรนารายณ์ อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย




หมายเหตุ...นักโทษคนที่หลักประหาร คือ สมศักดิ์ พรนารายณ์

3.ขั้นตอนและวิธีการประหารชีวิตด้วยการฉีดสารพิษ

ในการดำเนินการประหารชีวิตด้วยการฉีดสารพิษนั้น มีทั้งเหมือนและต่างจากการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าบ้างในบางขั้นตอน

ซึ่งหลังจากที่เรือนจำกลางบางขวางได้รับคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี หรือคำสั่งใดก็ตามที่มีอำนาจถูกต้องตามกฎหมาย ให้ดำเนินการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดที่ถูกศาลตัดสินลงโทษประหาร เรือนจำจะมอบหมายหน้าที่ให้ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังทำการตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักโทษประหารว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับคำสั่งที่ให้ดำเนินการประหารชีวิตหรือไม่ เพื่อป้องกันการประหารผิดคน เช่นเดียวกับการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า แต่จะออกคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการประหารชีวิตด้วยการฉีดสารพิษ ดังนี้

1. หัวหน้าชุดพี่เลี้ยง 1 นาย

2.พี่เลี้ยง 3 นายต่อนักโทษประหาร 1 คน

3.หัวหน้าชุดผู้ไปรับยาและสารพิษ 1 นาย

4.เจ้าหน้าที่รับยาและสารพิษ 3 นาย

5.เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 1 นาย

6.เจ้าหน้าที่ฝ่ายทัณฑปฏิบัติ 2 นาย

7.เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติ 4 นาย

8.ช่างภาพ 1 นาย

9.ผู้ให้สัญญาณการประหารชีวิต 1 นาย (หัวหน้าชุดประหาร)

10.เจ้าหน้าที่ฉีดยาและสารพิษ 3 นาย

จากนั้นจะแจ้งเจ้าหน้าที่ทั้งหมดทราบอย่างเป็นความลับที่สุด และทำการจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษให้มีความพร้อมไว้ในทุกจุดของเรือนจำ เพื่อป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้

เจ้าหน้าที่ชุดประหารเมื่อรับทราบคำสั่งแล้ว จะจัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประหารชีวิต เช่น ตรวจสอบความพร้อมของห้องประหาร เตียงประหาร สายยางสำหรับเดินน้ำยาและสารพิษ ห้องสักขีพยาน ถุงมือยาง อาหารมื้อสุดท้าย ดอกไม้ธูปเทียน ฯลฯ รวมทั้งนิมนต์พระหรือตัวแทนศาสนาอื่นที่นักโทษประหารนับถือไว้ และแจ้งไปที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้จัดส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมดำเนินการด้านการตรวจสอบประวัติบุคคลทั้งก่อนและการประหารชีวิต รวมทั้งทำหนังสือแจ้งกรรมการซึ่งมีหลายหน่วยงานให้รับทราบ เพื่อมาร่วมเป็นสักขีพยาน

เวลาประมาณ 11.00 น. เจ้าหน้าที่รับยาและสารพิษ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จะเดินทางไปรับยาและสารพิษที่กรมราชทัณฑ์ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งมีตัวยาและสารพิษที่จะต้องใช้กับนักโทษประหาร ดังนี้

1.สารโซเดียนเพนโททัล

2.สารแพนคูไรเนียมโบรไมค์

3.สารโพแทสเซี่ยมคลอไรด์

เวลาประมาณ 16.00 น. น. เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยง จะเข้าไปเบิกตัวนักโทษประหารจากห้องควบคุมภายในแดน ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ทำการควบคุมตัวนักโทษประหารไว้สองแดน คือ แดน2 และแดน5 นำตัวไปที่ศาลาเย็นใจ หน้าห้องประหารด้วยการยิงเป้าเดิม เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนก่อนการประหาร การนำตัวนักโทษไปศาลาเย็นใจจะให้นักโทษนั่งรถกอล์ฟโดยมีพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิด และแวะที่ศาลเจ้าพ่อเจตคุปย์เพื่อให้นักโทษกราบไหว้เช่นเดียวกัน

เมื่อถึงศาลาเย็นใจ เจ้าหน้าที่ทะเบียนประวัติผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่จากกองทะเบียนประวัติอาชญากร จะเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ตำหนิแผลเป็น และพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับที่มีคำสั่งให้ประหารชีวิตหรือไม่ เสร็จแล้วจะให้เขียนจดหมายและทำพินัยกรรม ต่อจากนั้นจะเปิดโอกาสให้โทรศัพท์หาญาติได้เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งสมัยที่ใช้วิธีการยิงเป้าจะไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์อย่างเด็ดขาด

หลังจากโทรศัพท์สั่งเสียญาติเสร็จแล้ว ผู้อำนวยการส่วนควบคุมหรือเวรผู้ใหญ่จะเข้ามาอ่านคำสั่งยกฎีกาให้นักโทษประหารฟัง แล้วนำตัวไปนั่งที่เก้าอี้ขาวหันหน้าไปทางวัดบางแพรกใต้ พี่เลี้ยงจะนำดอกไม้ธูปเทียนให้นักโทษประหารกราบไหว้ไปที่อุโบสถของวัด จากนั้นจะนำตัวไปที่ห้องประหารด้วยการฉีดสารพิษซึ่งอยู่ด้านหลังฝั่งขวาของห้องประหารด้วยการยิงเป้า (สถานที่หมดทุกข์) โดยยังไม่ผูกตาของนักโทษ

บริเวณห้องประหารด้วยการฉีดสารพิษ จะมีห้องทาสีขาวขนาดกว้างประมาณ 2 เมตร คูณ 2 เมตร จำนวน 2 ห้องอยู่ในช่องทางก่อนเข้าถึงจุดประหาร ด้านในสุดของทั้งสองห้องจะมีช่องหน้าต่างมองทะลุไปยังอีกห้องหนึ่ง ถ้าประหารเพียงรายเดียวก็จะใช้เพียงห้องเดียว แต่ถ้าทำการประหารมากกว่าหนึ่งรายจะใช้ห้องนี้พร้อมกันทั้งสองห้อง ภายในห้องจะมีอาหารมื้อสุดท้ายวางไว้พร้อมน้ำดื่ม พี่เลี้ยงจะเข้าไปยู่ในห้องนี้กับนักโทษประหารโดยมีการปิดล็อคประตูด้านนอกไว้ พี่เลี้ยงจะเปิดโอกาสให้นักโทษรับประทานอาหารจนอิ่ม และชวนพูดคุยเพื่อให้นักโทษคลายความเครียด

เสร็จจากอาหารมื้อสุดท้าย จะมีพระสงฆ์มานั่งในห้องที่สามารถมองทะลุได้จากช่องหน้าต่างของห้องที่ควบคุมตัวนักโทษประหารไว้ พระสงฆ์จะเทศนาธรรมให้กับนักโทษฟังเป็นครั้งสุดท้าย นักโทษประหารจะถวายดอกไม้ธูปเทียนที่ถือมาให้พระสงฆ์ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการทางศาสนา ในกรณีที่นักโทษประหารนับถือศาสนาอื่น ก็จะให้ประกอบพิธีทางศาสนาที่นับถือภายในห้องนี้เช่นกัน

เมื่อเสร็จขั้นตอนทางศาสนา พี่เลี้ยงจะแจ้งให้หัวหน้าชุดพี่เลี้ยงที่อยู่นอกห้องทราบ หัวหน้าชุดจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฉีดยาและสารพิษ เมื่อทุกอย่างพร้อม หัวหน้าชุดพี่เลี้ยงจะไขกุญแจห้องให้พี่เลี้ยงนำตัวนักโทษเข้าสู่ห้องประหาร ซึ่งพี่เลี้ยงจะนำผ้ามาปิดตาของนักโทษก่อนนำตัวไปยังห้องประหารชีวิต

ภายในห้องที่ใช้ในการประหารชีวิตด้วยการฉีดสารพิษ จะมีเตียงนอนอยู่จำนวน 2 เตียง พื้นเบาะของเตียงเป็นสีดำ ความสูงของเตียงประมาณ 1.20 เมตร มีด้านข้างยื่นออกมาทั้งสองข้างแบบกางเขนนอน ที่เตียงจะมีเข็มขัดสำหรับรัดตัว 5 เส้น ที่กางเขนมีเข็มขัดสำหรับรัดแขนข้างละ 2 เส้น เตียงทั้งสองตั้งห่างกันประมาณ 2.5 เมตร ทั้งสองเตียงนี้มีชื่อเรียกว่า “เตียงประหาร” ที่หัวเตียงจะมีขาตั้งสำหรับแขวนถุงน้ำเกลือ

เมื่อนำนักโทษเข้ามาในห้องประหาร จะให้นักโทษนอนลงที่เตียงประหาร ใช้เข็มขัดรัดตัว 5 จุด ดังนี้

1.รัดที่ศีรษะบริเวณหน้าผาก

2.รัดที่หน้าอก

3.รัดที่หน้าท้อง

4.รัดที่หน้าขา

5.รัดที่ข้อเท้า

จากนั้นเจ้าหน้าที่ฉีดยาและสารพิษจะนำถุงน้ำเกลือมาต่อเข้าที่หลังมือของนักโทษประหาร ทำการปล่อยน้ำเกลือให้เดินเข้าสู่กระแสเลือดของนักโทษ ซึ่งยังไม่มีสารพิษเจือปนแต่อย่างใด

ถ้าประหารเพียงรายเดียว จะใช้เพียงเตียงเดียว แต่ถ้าประหารมากกว่าหนึ่งราย จะใช้เตียงทั้งสองในการประหารชีวิตพร้อมกัน โดยจะนำเข้ามาประหารครั้งละ1-2ราย จนกว่าจะหมดจำนวนที่มีคำสั่งให้ทำการประหารชีวิต

ที่ข้างเตียงประหารจะมีเครื่องตรวจจับสัญญาณเต้นของหัวใจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฉีดยาและสารพิษจะต่อสายติดเข้าที่ร่างกายของนักโทษ ที่จอมอนิเตอร์จะเห็นสัญญาณการเต้นของหัวใจเป็นเส้นกร๊าฟขึ้นลง และเสียงดังเป็นจังหวะ “ปิ๊ป ปิ๊ป ปิ๊ป ปิ๊ป ปิ๊ป” ไปเรื่อยๆ

พี่เลี้ยงและเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆจะทำการขอขมาต่อนักโทษประหารที่นอนอยู่บนเตียง แล้วมายืนรออยู่ที่ข้างห้อง

บริเวณหัวเตียงประหารจะมีห้องหน้าต่างกระจกบานใหญ่หนึ่งห้อง เหนือกระจกจะมีไฟสีเขียวสีเหลืองและสีแดงติดอยู่ ภายในห้องหน้าต่างกระจกจะมีการต่อสายน้ำเกลือจากห้องออกไปที่เตียงประหาร ที่ปลายสายน้ำเกลือด้านหนึ่งจะต่อเข้ากับปุ่มกด และที่ข้างปุ่มกดจะมีหัวอัดไซลิงค์ซึ่งมีไว้สำรองกรณีปุ่มกดขัดข้อง ส่วนปลายสายอีกด้านจะต่อเข้าใต้ถุงน้ำเกลือซึ่งได้ต่อสายไปที่หลังมือของนักโทษไว้แล้วโดยจะปิดทางเดินยาและสารพิษไว้ก่อน ปุ่มกดจะมีด้วยกันทั้งหมด 2 ชุด ชุดละ 3 ปุ่ม ทั้งสามปุ่มนี้จะบรรจุสารพิษปุ่มละชนิด ห้องนี้เรียกว่า “ห้องฉีดสารพิษ”

ที่ปลายเตียงประหาร จะมีห้องกระจกสีทึบอยู่ห้องหนึ่ง ถ้ามองจากห้องประหารออกไปจะมองไม่เห็นอะไร แต่ถ้ามองจากในห้องนี้ออกมาที่ห้องประหารจะสามารถมองเห็นเหตุการณ์ต่างๆภายในห้องประหารได้อย่างชัดเจน ห้องนี้คือห้องของกรรมการและสักขีพยาน

ซึ่งทั้งหมดจะมานั่งดูการดำเนินการประหารชีวิตภายในห้องนี้ตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั่งนักโทษประหารได้สิ้นใจไปเป็นที่เรียบร้อย

เมื่อคณะกรรมการและสักขีพยานพร้อมแล้ว และทำการมัดตัวนักโทษให้ติดกับเตียงประหาร พร้อมกับเดินสายน้ำเกลือเข้าเส้นเลือดที่หลังมือเป็นที่เรียบร้อย ผู้ให้สัญญาณการประหารชีวิตจะสะบัดธงแดงลงเพื่อให้สัญญาณว่าดำเนินการประหารได้

เจ้าหน้าที่ฉีดสารพิษจะปิดทางเดินน้ำเกลือสายที่มาจากถุงน้ำเกลือ แล้วเปิดทางเดินสายที่มาจากห้องฉีดสารพิษแทน จากนั้นจะดำเนินการฉีดสารพิษเข้าไปในสายน้ำเกลือ พร้อมกับไฟทั้งสามสีเหนือหน้าต่างกระจกสว่างขึ้นตามลำดับ ดังนี้
ขั้นตอนที่หนึ่ง เมื่อไฟสีเขียวสว่างขึ้น เจ้าหน้าที่จะกดปุ่มฉีดสารโซเดียมเพนโททัล ชนิดผงละลายน้ำ ปริมาณ 20-25 ซีซี เข้าสู่กระแสเลือดของนักโทษ ยาชนิดนี้จะทำให้นักโทษประหารหลับลึก ไม่รู้สึกตัว

ขั้นตอนที่สอง เมื่อไฟสีเหลืองสว่างขึ้น เจ้าหน้าที่จะกดปุ่มฉีดสารแพนคูไรเนียมโบรไมค์ ชนิดน้ำ ปริมาณ 50 ซีซี เข้าสู่กระแสเลือดของนักโทษ ยาชนิดนี้จะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว และทำให้ระบบการหายใจหยุดทำงาน

ขั้นตอนที่สาม เมื่อไฟสีแดงสว่างขึ้น เจ้าหน้าที่จะกดปุ่มฉีดสารโพแทสเซี่ยมคลอไรด์ ชนิดน้ำ ปริมาณ 50 ซีซี เข้าสู่กระแสเลือดของนักโทษเป็นชนิดสุดท้าย ยาชนิดนี้จะทำให้หัวใจหยุดเต้น ซึ่งมีผลทำให้เสียชีวิตในที่สุด

ในระหว่างที่ยาและสารพิษทั้งสามชนิดเดินเข้าสู่กระแสเลือดของนักโทษ เส้นกร๊าฟที่จอมอนิเตอร์ของเครื่องตรวจจับการเต้นของหัวใจจะแคบลงและทิ้งระยะห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เสียง “ปิ๊ป ปิ๊ป ปิ๊ป ปิ๊ป” จะดังช้าลง ช้าลง ช้าลง จนกระทั่งเส้นกร๊าฟเปลี่ยนเป็นเส้นตรงพร้อมกับเสียงดังยาว “ปี๊ปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปป” ซึ่งหมายถึงเสียงเตือนจากเครื่องว่าหัวใจของร่างกายที่อยู่กับเครื่องตรวจจับการเต้นของหัวใจ ได้หยุดทำงานไปแล้ว

ถ้าเป็นเวลาปกติที่ใช้กับคนไข้ทั่วไป หมอและพยาบาลจะรีบเข้ามาช่วยกันปั๊มหัวใจของคนไข้เพื่อช่วยชีวิตให้พื้นขึ้นมา แต่สำหรับนักโทษประหาร จะปล่อยให้สัญญาณดังอยู่เช่นนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 นาที

เมื่อแน่ใจว่านักโทษประหารได้สิ้นใจไปแล้ว พี่เลี้ยงจะเชิญแพทย์มาตรวจร่างกายของนักโทษเพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อแพทย์ประกาศว่านักโทษประหารได้เสียชีวิตไปแล้ว ผู้ให้สัญญาณการฉีดยาและสารพิษจะสั่งให้พี่เลี้ยงนำร่างของนักโทษลงจากเตียงประหาร เจ้าหน้าที่ฉีดยาและสารพิษจะมาถอดสายน้ำเกลือและสายตรวจวัดชีพจรออกจากร่างกายของนักโทษ เจ้าหน้าที่ทุกนายจะทำการขอขมาต่อร่างของนักโทษประหารอีกครั้ง

พี่เลี้ยงจะช่วยกันปลดเข็มขัดที่รัดตัวของนักโทษออกทุกเส้น แล้วช่วยกันนำร่างของนักโทษลงจากเตียงประหารมาไว้บนถาดอลูมิเนียม จากนั้นจะนำถาดดังกล่าวใส่เข้าไปในช่องเก็บศพที่มีอุณหภูมิเย็นจัดซึ่งตั้งอยู่ในห้องประหารนั่นเอง เสร็จแล้วจะปิดช่องเก็บศพใส่กุญแจล็อคไว้ ทิ้งศพไว้ภายในนั้น 1 คืน

รุ่งเช้าจะมีเจ้าหน้าที่มาเปิดล็อคช่องเก็บศพ นักโทษชั้นดีที่อาสามาจะช่วยกันตัดตรวนออกจากเท้าของร่างนักโทษประหาร แล้วช่วยกันอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ทาแป้งจัดใส่เสื้อผ้าให้ใหม่ พร้อมกับห่อมัดตราสังข์ให้เรียบร้อยก่อนบรรลุลงโลงศพ จากนั้นจะส่งศพออกทางประตูผีที่ใช้มาตั้งแต่ยังมีการยิงเป้า นำศพไปเก็บไว้ที่ช่องเก็บศพนักโทษประหารของวัดบางแพรกใต้ เพื่อรอให้ญาติมารับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป