วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

9.เก้า ปั้นหยัด ผมเมาไปหน่อย

น.ช.เก้า ปั้นหยัด อายุ 29 ปี หมายเลขประจำตัว 667/39 คดีพรากผู้เยาว์ ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปี ฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน ซ้อนเร้นศพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 199, 277 วรรค 2, 277 ทวิ(2), 289(6), 317 วรรค 3, 91, 90, 78 หมายเลขคดีดำที่ 2045/39 หมายเลขคดีแดงที่ 3459/39 ศาลจังหวัดนครปฐม เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

วันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2539 เวลาประมาณ 15.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.เมืองนครปฐม ได้รับแจ้งจากนางทองแดง บุญส่ง อยู่บ้านไม่มีเลขที่ ริมคลองชลประทาน หมู่ที่ 9 ตำบลบางแขม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ว่าลูกสาวตนชื่อด.ญ.วนิตา บุญส่ง อายุ 10 ขวบ ได้หายออกจากบ้านไป สงสัยว่าจะจมน้ำในคลองชลประทาน ขอให้ช่วยค้นหาให้ด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบไปตรวจสอบที่คลองดังกล่าว พร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยของมูลนิธิสุขศาลาเพื่อค้นหาศพ

เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันลงงมค้นหาภายในคลองชลประทานทันที และได้พบรองเท้าของด.ญ.วนิตาลอยอยู่ในคลองดังกล่าว จึงเชื่อว่าด.ญ.วนิตาจะต้องจมน้ำอยู่ภายในคลองดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่เมื่อใช้เวลาดำน้ำค้นหาเป็นเวลาถึง 2 ชั่วโมงกว่า ปรากฏว่าพบเพียงเสื้อผ้าของด.ญ.วนิตาจมอยู่ในคลองเท่านั้น แต่ไม่พบศพแต่อย่างใด คาดว่าอาจลอยห่างออกไปไกลจากจุดเกิดเหตุแล้ว จึงต้องรอให้ศพลอยขึ้นมาเองต่อไป

จากการสอบสวนนางทองแดงมารดาของด.ญ.วนิตาทราบว่า ก่อนที่ด.ญ.วนิตาจะหายตัวไป ได้ใช้ให้ออกไปชื้อไข่เพื่อนำมาทำกับข้าวมื้อเย็น ซึ่งร้านค้าที่ขายกับข้าวนั้น จะต้องเดินข้ามสะพานไม้เพื่อข้ามคลองชลประทานดังกล่าว ระหว่างที่เดินข้ามเด็กอาจจะพลัดตกลงไปในคลองแล้วจมน้ำก็เป็นได้

วันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2539 เวลา 01.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.เมืองนครปฐมได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า เห็นชายท่าทางน่าสงสัยเดินเข้าออกบริเวณบ้านร้าง ห่างจากจุดที่คาดว่าด.ญ.วนิตาจมน้ำเสียชีวิตประมาณ 300 เมตร ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวมีคนแอบเข้าไปเสพยาเสพติดกันเป็นประจำ เนื่องจากเป็นที่เปลี่ยวห่างจากบ้านคนอื่นอีกด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบของสภ.อ.เมืองนครปฐมจึงรีบไปตรวจสอบที่บ้านหลังดังกล่าวทันที

เมื่อไปถึงพบว่าที่ห้องน้ำซึ่งแยกออกจากตัวบ้านประมาณ 2 เมตร และอยู่ใกล้กับคลองชลประทาน มีเสียงคนอาบน้ำอยู่ภายใน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเคาะประตูเรียกให้ออกมาเพื่อตรวจสอบ

เมื่อประตูห้องน้ำเปิดออกมา พบว่าคนที่อยู่ภายในเป็นชายหนุ่มนุ่งผ้าขาวม้าเพียงผืนเดียวเท่านั้น พอเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้นได้พยายามวิ่งหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ได้ตามจับตัวไว้ได้ เมื่อเข้าไปตรวจสอบภายในห้องน้ำ ปรากฏว่าพบศพเด็กผู้หญิงนอนเปลือยกายอยู่ภายในห้องน้ำ มีร่องรอยข่มขืนที่บริเวณอวัยวะเพศจนฉีกขาด คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4-5 ชั่วโมง

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตามตัวมารดาของด.ญ.วนิตามาดูศพเด็กคนดังกล่าว เมื่อนางทองแดงเห็นศพได้ปล่อยโฮออกมาทันที พร้อมกับยืนยันว่าศพดังกล่าวคือด.ญ.วนิตาลูกสาวตนเอง

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจสอบภายในตัวบ้านร้างหลังนั้น พบว่าบนเตียงนอนมีรอยคราบเลือดและมีขนเพชรตกอยู่จำนวน 2 เส้น คาดว่าชายคนดังกล่าวน่าจะข่มขืนด.ญ.วนิตาบนเตียงก่อน เสร็จแล้วจึงอุ้มร่างไร้วิญญาณไปที่ห้องน้ำเพื่อชำระตัว และเตรียมที่จะอำพรางศพ โดยอาจจะโยนศพลงคลองเพื่อให้ดูว่าเป็นการจมน้ำตายเอง หรือหาที่ซุกซ่อนศพในที่รกเพื่อป้องกันคนพบเห็น แต่เผอิญมีชาวบ้านสงสัยแล้วแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบจนพบเหตุการณ์ดังกล่าว

จากการสอบปากคำชายคนดังกล่าวซึ่งยังอยู่ในอาการมึนเมายาเสพติด ทราบชื่อว่านายเก้า ปั้นหยัด อาศัยอยู่ที่ ตำบลพังตุ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โดยนายเก้าให้การว่ามีอาชีพเป็นช่างเชื่อม ได้เดินทางมาหาญาติซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ก่อนถูกจับกุมได้แอบเข้ามาเสพยาเสพติดภายในบ้านร้างจนเมาเคลิ้มได้ที่ และได้อ่านหนังสือโป๊จนเกิดอารมณ์ทางเพศ เมื่อเดินเข้าไปที่ห้องน้ำเพื่อสำเร็จความใคร่ให้ตนเอง ได้พบศพเด็กนอนตายเปลือยกายอยู่ก่อนแล้ว เมื่อตนเห็นดังนั้นจึงได้ลงมือชำเราศพเด็กคนนั้นจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง แล้วอาบน้ำชำระตัวเตรียมที่จะหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเรียกตรวจสอบและจับกุมตนไว้ได้เสียก่อน โดยตนไม่ได้เป็นผู้ฆ่าเด็กแต่อย่างใด

จากการสอบปากคำพยานใกล้ที่เกิดเหตุจำนวนหลายรายให้การตรงกันว่า ในช่วงเย็นที่ผ่านมา เห็นนายเก้าเล่นน้ำอยู่ในคลองชลประทานเป็นเวลานาน โดยเล่นอยู่ใกล้กับสะพานไม้ข้ามคลองจุดที่คาดว่าด.ญ.วนิตาตกน้ำเสียชีวิต แต่ชาวบ้านไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เนื่องจากคลองดังกล่าวเป็นคลองสาธารณะใครจะลงไปอาบก็ได้ และช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ช่วยกันงมหาด.ญ.วนิตา นายเก้าก็ได้หายตัวไปจากบริเวณดังกล่าวแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ แล้วชาวบ้านได้แห่กันออกมาดูตัว ทุกคนต่างยืนยันว่าใช่คนเดียวกับที่ลงไปเล่นน้ำในคลองดังกล่าว ก่อนที่ด.ญ.วนิตาจะหายตัวไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า ขณะที่ด.ญ.วนิตากำลังเดินข้ามคลองเพื่อไปซื้อของให้แม่อยู่นั้น นายเก้าซึ่งเล่นน้ำอยู่คนเดียว คงจะเห็นด.ญ.วนิตาเดินมาตามลำพัง จึงแอบเข้าไปข้างสะพานไม้แห่งนั้น แล้วดึงร่างเด็กให้ตกน้ำลงมา พร้อมกับจับกดน้ำไว้เพื่อป้องกันคนเห็นจนเด็กขาดใจตาย แล้วจึงถอดเสื้อผ้าเด็กออกทิ้งไว้ในน้ำ ก่อนลากร่างไร้วิญญาณไปขึ้นที่บ้านร้างหลังดังกล่าวแล้วจึงลงมือข่มขืนศพ เมื่อเสร็จกิจแล้วได้อุ้มร่างของเด็กไปที่ห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย และคงเตรียมที่จะทำการซ่อนเร้นศพเพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง เนื่องจากกลัวว่าจะมีคนเข้ามาเห็นการกระทำของตนเอง แต่ว่าตำรวจได้เข้ามาพบเสียก่อนทำให้ซุกซ่อนศพไม่ทัน ชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ได้ฮือเข้าประชาทัณฑ์นายเก้าจนสะบักสะบอม เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องช่วยป้องกันและรีบนำตัวไปทำการสอบสวนที่สภ.อ.เมืองนครปฐมต่อไป

เมื่อนำตัวมาถึงสภ.อเมืองนครปฐมแล้ว ได้ทำการสอบปากคำนายเก้าอีกครั้งทันที ซึ่งนายเก้ายังคงยืนยันว่าตนได้ข่มขืนศพเด็กจริง แต่ข่มขืนภายในห้องน้ำเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ได้เข้าไปข่มขืนบนเตียงนอนซึ่งอยู่ในบ้านแต่อย่างใด และขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ฆ่าเด็กคนดังกล่าว ส่วนคนที่ฆ่าเด็กนั้นอาจจะเป็นพวกที่เข้ามาเสพยาก่อนตนที่อยู่ในละแวกนั้นก็ได้ หลังจากที่คนฆ่าได้หลบหนีไปแล้วตนถึงได้เข้าไปพบศพเด็กทีหลัง ซึ่งเด็กได้นอนตายอยู่ในห้องน้ำก่อนแล้ว ตนเมายาเสพติดไปหน่อย จึงหน้ามืดข่มขืนศพเด็กไปดังกล่าว

เพื่อความแน่ชัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยอีก 2 คน ซึ่งชาวบ้านแจ้งว่าทั้งสองชอบแอบเข้าไปเสพยาเสพติดที่บ้านร้างหลังนั้นเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถอนขนเพชรของผู้ต้องสงสัยทั้งหมด ส่งไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับขนเพชรที่เก็บได้บนเตียงนอน และตรวจสอบคราบเลือดที่พบบนเตียงว่าใช่ของด.ญ.วนิตาหรือไม่ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันหาตัวคนร้ายตัวจริงอีกครั้งหนึ่ง

ผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ออกมาว่า สาเหตุการเสียชีวิตของด.ญ.วนิตาเนื่องมาจากการจมน้ำ ส่วนคราบเลือดที่ตรวจพบบนเตียงนอนนั้น เป็นคราบเลือดของด.ญ.วนิตาอย่างแน่นอน ขนเพชรของผู้ต้องสงสัยทั้งสามที่ส่งไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับของคนร้ายที่ตกอยู่บนเตียงนอนนั้น ปรากฏว่าตรงกับของนายเก้าเพียงคนเดียวเท่านั้น โดยอีกสองคนไม่มีส่วนใกล้เคียงแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อหาพรากผู้เยาว์ ข่มขืนกระทำชำเรา ฆ่าและซ่อนเร้นศพต่อนายเก้า และได้ขออำนาจศาลฝากขังนายเก้าไว้ที่เรือนจำจังหวัดนครปฐม พร้อมกับรวบรวมสำนวนการสอบสวนและพยานหลักฐานต่างๆ ส่งมอบให้อัยการเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีนายเก้า ต่อศาลจังหวัดนครปฐม

ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น เชื่อว่านายเก้ากระทำผิดจริงตามฟ้อง เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่คนที่มีสติดีโดยทั่วไป เมื่อไปพบศพคนนอนตายอยู่ในสภาพเช่นนั้น ยังจะมีอารมณ์ใคร่และสามารถชำเราศพได้อีก ทั้งที่รู้ว่าเป็นศพที่ถูกฆ่าตายมาก่อนแล้ว นอกจากตนเองจะเป็นผู้ลงมือฆ่าเองเท่านั้น จึงพิพากษาให้ลงโทษขั้นสูงสุดคือประหารชีวิต และได้ส่งตัวข.ช.เก้ามาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง

ข.ช.เก้าได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนโทษ ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น

ข.ช.เก้าได้ยื่นฎีกาต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนโทษอีก ผลการพิจารณาของศาลฎีกาได้ตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์และฎีกา เป็นนักโทษเด็ดขาดรอการประหารชีวิต น.ช.เก้าได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์ และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2542 หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับว่า จะมีการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดจำนวน 3 ราย ข้าพเจ้าจึงไปจัดเตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้ในการดำเนินการประหารชีวิต ทำการสวดมนต์ไหว้พระ บูชาท้าวเวชสุวรรณตามความเชื่อของข้าพเจ้า พร้อมกับทำจิตใจให้สงบ รอเวลาเบิกตัวนักโทษประหารทั้งสามมาดำเนินการต่อไป

เวลา 16.10 น. ข้าพเจ้าได้รับแจ้งรายชื่อนักโทษทั้ง 3 ราย ที่จะต้องไปเบิกตัวมาเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการประหารชีวิต และได้จัดแบ่งหน้าที่ในการดูแลนักโทษประหารทั้งสาม โดยข้าพเจ้ารับหน้าที่ดูแลน.ช.เก้าพร้อมกับพี่เลี้ยงอีก 1 นาย แล้วทั้งหมดได้เข้าไปทำการเบิกตัวนักโทษทั้งสามที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตึกขังไขกุญแจเปิดประตู นักโทษประหารที่อยู่ตามห้องขังต่างเงียบเสียงลงทันที ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดเดินเข้าไปภายใน มีนักโทษรายหนึ่งถามว่า “หัวหน้าครับ วันนี้ประหารหลายคนหรือครับ เห็นมากันเยอะไปหมด” ข้าพเจ้าตอบว่า “สามคน แต่รับรองว่าไม่มีห้องนี้แน่นอน” นักโทษรายนั้นจึงถอนหายใจโล่งอก ข้าพเจ้าไปหยุดยืนที่หน้าห้องขังน.ช.เก้า เห็นน.ช.เก้านั่งอยู่ในวงหมากรุกซึ่งเล่นกันอย่างซังกะตาย โดยคนทั้งหมดพยายามไม่เหลือบมองมาที่ข้าพเจ้า แต่รู้แน่แล้วว่าคนใดคนหนึ่งภายในห้องนี้ จะต้องถูกเรียกชื่อให้ออกไปอย่างไม่มีวันได้กลับมาที่ห้องนี้อีกเลย
เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตึกไขกุญแจห้องขัง ข้าพเจ้าได้ขานชื่อขึ้นทันที “เก้า ปั้นหยัด ใส่เสื้อแล้วออกมานี่เดี๋ยวนี้” ข้าพเจ้าเห็นน.ช.เก้าสะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันที พร้อมกับส่ายหัวไปมา วงหมากรุกได้ล้มกระดานลง เพื่อนนักโทษด้วยกันยกมือขึ้นตบไหล่น.ช.เก้า “ไปที่ชอบโว้ยเพื่อน” พร้อมกับมีคนส่งเสื้อให้น.ช.เก้าสวม น.ช.เก้าลุกขึ้นยืนพร้อมกับยกมือไหว้ไปรอบห้อง “ลาก่อนทุกคน” มีเสียงตอบมาว่า “นึกถึงพระไว้เพื่อน” “แล้วจะตามไปทีหลัง” ฯลฯ

เมื่อออกมาพ้นประตูห้อง ข้าพเจ้าได้สวมกุญแจมือน.ช.เก้าและทำการตรวจค้นตัว แล้วนำตัวออกจากตึกขังไปที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯทันที น.ช.เก้าได้พูดกับข้าพเจ้า “ผมนึกไว้แล้วว่าจะต้องถึงคิวผมจนได้ ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลยผม เพราะยาม้าแท้ๆเลย” (สมัยที่น.ช.เก้าถูกจับยังไม่เปลี่ยนชื่อเป็นยาบ้า) ข้าพเจ้าถามไปว่า “เกี่ยวข้องกับยาม้าตรงไหน ของเก้าเป็นคดีข่มขืนฆ่าไม่ใช่หรือ” น.ช.เก้า “ใช่ครับคดีข่มขืน แต่ก่อนเกิดเหตุผมเสพยาม้าเข้าไปจนเมา แล้วผมจึงไปก่อเรื่องขึ้นมา มีหลายคนครับที่ติดคุกเพราะต้นเหตุมาจากยาเสพติด” พร้อมกับร้องขอบุหรี่สูบหนึ่งมวน

ที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ เจ้าหน้าที่จากกองทะเบียนประวัตอาชญากร และฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังได้มารออยู่ก่อนแล้ว เมื่อนำนักโทษประหารทั้งหมดไปถึง เจ้าหน้าที่ได้แยกย้ายกันพิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษทั้งสาม ผู้อำนวยการส่วนควบคุมได้สั่งให้ข้าพเจ้าไขกุญแจมือให้นักโทษทั้งหมด แต่ปรากฏว่ากุญแจมือที่ข้าพเจ้าสวมใส่ให้น.ช.เก้า สามารถไขออกได้เพียงข้างเดียวเท่านั้น ส่วนอีกข้างนั้นได้ช่วยกันไขอย่างไรก็ไขไม่ออก จึงต้องปล่อยห้อยไว้อย่างนั้น ซึ่งกุญแจมือดังกล่าวเป็นกุญแจมือส่วนตัวของข้าพเจ้า และเป็นกุญแจมือคู่เดียวกับที่ใช้ใส่น.ช.พันธุ์ขณะที่ทำการประหารชีวิต

ขณะที่สารวัตรโกมลกำลังพิมพ์ลายนิ้วมือให้น.ช.เก้า ได้ถามน.ช.เก้าว่า “คุณเก้าคุณข่มขืนแล้วฆ่าหรือฆ่าแล้วข่มขืน” น.ช.เก้าตอบว่า “ผมฆ่าก่อนครับแล้วข่มขืนทีหลัง” ข้าพเจ้าถามว่า “แล้วทำได้ลงหรือ ในเมื่อเห็นอยู่ชัดๆว่าได้ฆ่าตายไปแล้ว” น.ช.เก้าตอบว่า “ตอนนั้นผมเมาไปหน่อยครับ เล่นยาม้าเข้าไปจนลืมตัว ยาเสพติดเป็นต้นเหตุของความชั่วทุกเรื่อง ยามเมาทำอะไรไปก็ได้ทั้งนั้น แต่พอหายเมาแล้วมารู้ตัวว่าได้ทำผิดไป มันก็สายเกินไปซะแล้ว”

หลังจากพิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษประหารทั้งหมดเสร็จ เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้ฟังทีละคน เนื่องจากเป็นคนละคดีกัน แล้วได้ให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายถึงญาติตามสะดวก ซึ่งน.ช.เก้าได้เขียนถึงพ่อและแม่มีใจความว่า “เมื่อพ่อและแม่ได้รับจดหมายฉบับนี้ ลูกคงได้จากโลกนี้ไปแล้ว ลูกก่อกรรมกับเขาไว้ก่อน จึงต้องมาชดใช้กรรมคืนให้เขา พ่อแม่ไม่ต้องเสียใจ เมื่อลูกเป็นคนไม่ดีก็ต้องมาตายอย่างนี้ ขอให้พ่อแม่โชคดีมีความสุข และช่วยเตือนคนอื่นด้วย อย่าให้ทำผิดแบบลูกและให้ดูลูกเป็นตัวอย่างไว้” เสร็จแล้วจึงช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษทั้งสามกิน แต่น.ช.เก้าขอดื่มน้ำอัดลมและสูบบุหรี่เท่านั้น ข้าพเจ้าถามว่า “เก้าอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม” น.ช.เก้าตอบว่า “หัวหน้าช่วยทำบุญให้ผมบ้างนะครับ เอาแกงอะไรก็ได้ที่เป็นไทยๆหน่อยผมชอบเผ็ดๆ”

จากนั้นได้นำทั้งหมดไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ที่ได้นิมนต์มา ซึ่งทุกคนต่างตั้งใจฟังอย่างสงบ เสร็จแล้วได้ให้น.ช.เก้าและน.ช.อุทัยนั่งรออยู่ที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ ส่วนข้าพเจ้านำน.ช.วาดไปทำการประหารชีวิตก่อน เสร็จแล้วได้แจ้งให้พี่เลี้ยงที่มาเสริมกำลัง นำน.ช.เก้าไปส่งที่ศาลาเย็นใจ โดยข้าพเจ้ารอรับตัวอยู่ที่ศาลาแห่งนี้

เมื่อมาถึงได้ให้น.ช.เก้านั่งที่เก้าอี้ขาว ข้าพเจ้าส่งดอกไม้ธูปเทียนให้ พี่เลี้ยงอีกนายทำการผูกตา แล้วจึงช่วยกันประคองตัวเข้าสู่ห้องประหาร โดยนำน.ช.เก้าเข้าทำการประหารที่หลักที่สอง เมื่อผูกมัดตัวเสร็จ ทำการตั้งเป้าตาวัว เอาทรายแห้งโรยรอบหลักแล้ว ข้าพเจ้าได้ทำการขออโหสิกรรมต่อน.ช.เก้าอีกครั้ง แล้วจึงแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

พลเล็งปืนได้ทำการบรรจุกระสุน และทำการตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว เพชฌฆาตมือสองได้เข้าตรวจดูศูนย์ปืนอีกครั้ง เมื่อพร้อมแล้วธงแดงได้สะบัดลง “ปัง ปังๆๆๆๆๆๆ” เสียงปืนได้ดังออกมาเป็นชุด โดยใช้กระสุนสำหรับน.ช.เก้า 8 นัด ทำการประหารเมื่อเวลา 18.05 น. เพชฌฆาตมือสองเป็นผู้ทำการประหาร

เมื่อเสียงปืนสงบ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องโอดโอยมาจากหลักประหาร “โอยเจ็บเหลือเกิน โอย ครืดครอกครืด โอย” ข้าพเจ้าเข้าไปตรวจดูที่หลักประหารทันที ปรากฏว่าน.ช.เก้าสะบัดหัวไปมาพร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด “โอย เจ็บ โอย โอย ครืดครอก” ข้าพเจ้าจึงแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ เพชฌฆาตมือสองเข้าประจำตำแหน่ง ธงแดงได้สะบัดลงอีกครั้ง “ปัง ปังๆๆๆ” เสียงปืนดังขึ้นอีก 5 นัด รวมกระสุนที่ใช้ในการประหารน.ช.เก้าทั้งสิ้น 13 นัด หลังเสียงปืนสงบเสียงน.ช.เก้าได้เงียบหายไป

เมื่อครบ 3 นาที ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูที่หลักประหารอีกครั้ง พบว่าน.ช.เก้าได้สิ้นใจไปแล้ว จึงแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ พร้อมกับนำร่างน.ช.เก้าลงจากหลักประหาร แล้วนำร่างน.ช.เก้าไปเก็บไว้ในห้องเล็ก เสร็จแล้วได้แจ้งให้พี่เลี้ยงที่มาเสริมกำลังนำน.ช.อุทัยเข้ามาทำการประหารเป็นรายต่อไป

หลังจากได้ทำการประหารชีวิตนักโทษทั้ง 3 รายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าได้ทดลองไขกุญแจมือข้างที่ไขไม่ออกอีกครั้ง ปรากฏว่าสามารถไขออกได้อย่างง่ายดายในทันที จนกระทั่งบัดนี้ข้าพเจ้าก็ยังไม่ทราบว่า เพราะเหตุใดถึงไม่สามารถไขกุญแจมือออกได้ในช่วงเวลาก่อนการประหาร

ขอให้ด.ญ.วนิตา บุญส่ง จงสู่สุคติ และสิ้นเวรกรรมต่อนายเก้า ปั้นหยัด ซึ่งได้ชดใช้กรรมให้ไปแล้ว

ขออโหสิกรรมต่อนายเก้า ปั้นหยัด ซึ่งข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่ทุกนาย ได้กระทำตามหน้าที่

ขอชมเชยพลเมืองดีที่ช่วยแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ จนสามารถพบตัวคนร้ายในที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะหลบหนีไปได้

ขอชมเชยมูลนิธิสุขศาลา ที่มีความเสียสละต่อส่วนรวม โดยช่วยกันงมหาร่างของด.ญ.วนิตา บุญส่ง แม้จะไม่พบก็ตาม

ขอชมเชยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.เมืองนครปฐม ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง เมื่อได้รับแจ้งเหตุจากชาวบ้านแล้ว ก็ได้รีบไปตรวจสอบจุดต้องสงสัยทันที จนสามารถจับกุมคนร้ายได้อย่างทันท่วงที มา ณ ที่นี้