วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

10.อุทัย กัญชนะกาญน์ ผมแค่ชีวิตเดียว คุ้ม

น.ช.อุทัย,อนุรักษ์,ทัย กัญชนะกาญน์,กัญชนะกาญจน์,กัญจนกาญจน์ อายุ 38 ปี หมายเลขประจำตัว 55/41 คดีร่วมกันฆ่าฯ,ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา(มือปืน) ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289, 93 หมายเลขคดีดำที่ 6617/35 หมายเลขคดีแดงที่ 10097/38 ศาลจังหวัดระนอง เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2535 เวลา 08.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.กระบุรี ได้รับแจ้งเหตุยิงกันตายบนถนนเพชรเกษม ในเขตตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิตเป็นชายทราบชื่อว่านายเอียด พรหมนุช มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ศรีษะ คอและหัวไหล่รวมทั้งสิ้น 4 นัด โดยมีรถจักรยานยนต์ของนายเอียดล้มคว่ำอยู่

จากการสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุทราบว่า ขณะที่นายเอียดขับขี่รถจักรยานยนต์มาตามถนนจนถึงที่เกิดเหตุ ได้มีคนร้ายเป็นชาย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมาเข้าประกบ จากนั้นคนที่นั่งซ้อนท้ายได้ชักอาวุธปืนขึ้นมาจ่อยิงใส่นายเอียดจำนวน 4 นัดซ้อน จนรถจักรยานยนต์ของนายเอียดเสียหลักล้มคว่ำลง แล้วคนร้ายทั้งสองได้เร่งเครื่องรถจักรยานยนต์ ขับหลบหนีออกไปจากที่เกิดเหตุทันที โดยมีพยานเห็นคนร้ายทั้งสองเปลี่ยนไปขึ้นรถกระบะยี่ห้อนิสสันสีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนขับหลบหนีไป

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสะกัดจับรถกระบะคันดังกล่าวได้ที่ถนนเพชรเกษม ขณะกำลังมุ่งหน้าไปสู่จังหวัดชุมพร โดยพบทะเบียนรถคันดังกล่าวถูกถอดซ่อนไว้ใต้เบาะที่นั่ง ภายในรถมีชาย 2 คนนั่งมาด้วยกัน ทราบชื่อว่านายอุทัย กัญชนะกาญน์ และนายศรีพัฒน์ กัญชนะกาญน์ จากการตรวจค้นภายในรถไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ทั้งสองให้การปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นการฆ่ากันแต่อย่างใด จึงนำตัวทั้งสองคนไปสอบสวนที่โรงพัก พร้อมให้พยานที่เห็นเหตุการณ์มาชี้ตัวเพื่อยืนยันตัวคนร้ายอีกครั้งหนึ่ง

จากการสอบสวนหาสาเหตุการฆ่านายเอียด เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่านายเอียดมีหน้าที่ดูแลบ่อนการพนันทางฝั่งประเทศพม่าให้ข้าราชการอำเภอกระบุรีผู้หนึ่ง ต่อมาข้าราชการของอำเภอกระบุรีอีกคน ได้เปิดบ่อนการพนันขึ้นทางฝั่งพม่าเช่นกัน แต่สู้บ่อนที่นายเอียดดูแลอยู่ไม่ได้ จึงขอร้องให้ข้าราชการเจ้าของบ่อนคนเก่าปิดบ่อนการพนันไปเสีย เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาเล่นที่บ่อนแห่งใหม่ แต่ได้รับการปฏิเสธคำขอร้องอย่างสิ้นเชิง

ก่อนที่นายเอียดจะถูกยิง 2 วัน มีรถกระบะยี่ห้อนิสสันสีดำคันหนึ่ง จอดดักนายเอียดที่ร้านกาแฟภายในตลาดทับหลี โดยชายคนหนึ่งได้เข้ามานั่งที่ร้านกาแฟ เมื่อนายเอียดเดินเข้ามาภายในร้าน ชายคนนั้นทำท่าคล้ายจะชักอาวุธออกจากหน้าท้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งเห็นผิดสังเกต ได้วิทยุขอกำลังมาเพื่อตรวจสอบชายคนดังกล่าว แต่ชายคนนั้นไหวตัวรีบขึ้นรถให้พวกขับหลบหนีออกไปเสียก่อน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนายนั้นสามารถจำหน้าชายคนดังกล่าวได้

จนกระทั่งนายเอียดมาถูกยิงเสียชีวิตและเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจนายนั้นมาดูตัวผู้ต้องสงสัยและรถยนต์คันดังกล่าว พร้อมกับยืนยันว่าใช่คนเดียวกับที่เคยเห็นที่ร้านกาแฟ และรถคันดังกล่าวก็ใช่รถคันเดียวกับที่เคยเห็นจอดอยู่ที่หน้าร้านกาแฟเช่นเดียวกัน ส่วนพยานอีกคนหนึ่งที่เห็นคนร้ายในขณะลงมือสังหารนายเอียด ยืนยันว่านายอุทัยเป็นคนเดียวกับมือปืนที่ลงมือสังหารนายเอียด แต่นายอุทัยและนายศรีพัฒน์ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดอยู่เช่นเดิม

จากการตรวจสอบประวัติของนายอุทัยและนายพิพัฒน์ ทราบว่าเคยติดคุกในคดีเจตนาฆ่าคนตายมาแล้วถึง 3 คดีด้วยกันเมื่อปีพ.ศ.2525 และพ้นโทษออกจากเรือนจำเมื่อ 25 ตุลาคม พ.ศ.2532 นอกจากนี้นายอุทัยยังมีหมายจับคดีฆ่าคนตาย ในพื้นที่ของสภ.ต.ราชกรูด อำเภอเมือง จังหวัดระนองอีกคดีหนึ่งด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมสำนวนการสอบสวนและพยานหลักฐานต่างๆ ส่งมอบให้อัยการเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งคู่ต่อศาลจังหวัดระนอง และได้ขออำนาจศาลฝากขังทั้งคู่ไว้ที่เรือนจำจังหวัดระนอง

ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้สั่งให้ยกฟ้องนายอุทัยและนายพิพัฒน์พ้นจากข้อกล่าวหา อัยการได้ยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลอุทธรณ์ และยังคงฝากขังทั้งคู่ไว้ที่เรือนจำจังหวัดระนอง

ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายอุทัยและให้ยกฟ้องนายพิพัฒน์ตามศาลชั้นต้น พร้อมกับส่งตัวข.ช.อุทัยมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง

ข.ช.อุทัยได้ยื่นฎีกาต่อศาล ผลการพิจารณาของศาลฎีกาได้ตัดสินให้ประหารชีวิตตามศาลอุทธรณ์

น.ช.อุทัยได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์ และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 ส่วนคดีฆ่าคนตายอีกคดีหนึ่งนั้น ศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้ประหารชีวิตเช่นเดียวกัน และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2542 หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับว่า ภายในวันนี้จะมีการดำเนินการประหารชีวิตนักโทษจำนวน 3 ราย ข้าพเจ้าจึงไปจัดเตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้ในส่วนของข้าพเจ้า ทำการสวดมนต์ไหว้พระ บูชาท้าวเวชสุวรรณ และทำจิตใจให้สงบ รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษประหารทั้งสาม มาดำเนินการตามขั้นตอนการประหารชีวิตต่อไป

เวลา 16.10 น. เมื่อได้จัดแบ่งหน้าที่ในการดูแลนักโทษประหารทั้งสามแล้ว ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดได้เข้าไปเบิกตัวนักโทษภายในหมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 ซึ่งข้าพเจ้ารับหน้าที่ดูแลน.ช.เก้า จึงไม่เห็นอาการของน.ช.อุทัยแต่อย่างใด ทราบจากพี่เลี้ยงผู้รับผิดชอบน.ช.อุทัยในภายหลังว่า น.ช.อุทัยไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัว มีกำลังใจเข้มแข็ง สามารถเดินได้อย่างปกติ และมีสีหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา

เมื่อนำนักโทษประหารทั้ง 3 รายเข้ามาภายในหมวดผู้ช่วยเหลือฯแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง ได้แยกย้ายกันพิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษทั้งสาม ระหว่างที่พิมพ์ลายนิ้วมือให้น.ช.อุทัยอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้ถามน.ช.อุทัยว่า “คุณอุทัย คุณถูกตัดสินประหารชีวิตถึง 2 คดีเชียวหรือ แล้วรู้สึกว่าจะมีคดีอายัดอีกตั้งหลายคดี” น.ช.อุทัยตอบว่า “ใช่ครับ ผมถูกตัดสินมาถึงสองประหาร แล้วยังมีคดีอายัดที่ยังไม่ได้ฟ้องอีก ถ้ารอให้ตัดสินหมดทุกคดี ผมคงจะมีถึง 5 หรือ 6 ประหารเป็นอย่างต่ำ ก็ผมเป็นมือปืนอาชีพนี่ครับ”

พี่เลี้ยงนายหนึ่งได้ถามว่า “อุทัยเคยฆ่าคนมาแล้วกี่ศพพอจะจำได้ไหม” น.ช.อุทัยตอบว่า “เท่าที่ผมพอจะจำได้คิดว่าไม่ต่ำกว่า 50 ศพ บางคดีเรื่องก็เงียบไปเลย บางคดีตำรวจตามเต็มที่ ผมทำคดีดังๆมาเยอะ งานมันง่ายเงินก็ดี แค่เดินเข้าไปหาเหยื่อแล้วกดโป้งเข้าให้ เสร็จแล้วเก็บตัวสักพักรอเรื่องเงียบ ค่อยออกมาใช้เงินอย่างสบายใจ มือปืนอาชีพอย่างพวกผม ไปหลบอยู่ที่ไหนก็มีผู้ใหญ่คอยช่วยเหลือดูแลตลอดแหละครับ ถ้าไม่พลาดซะอย่างตำรวจทำอะไรไม่ได้ง่ายๆหรอกครับ”

มีเสียงถามมาอีกว่า “แล้วนึกยังไงถึงมาเป็นมือปืนรับจ้าง” น.ช.อุทัยเล่าว่า “ผมเป็นคนไม่ยอมใครมาแต่ไหนแต่ไร ช่วงวัยรุ่นผมไปมีเรื่องกับพวกวัยรุ่นด้วยกัน ผมได้ฆ่าคนตายครั้งแรกในตอนนั้น ผมหนีตำรวจไปหลบอยู่กับผู้ใหญ่คนหนึ่ง แกให้ความช่วยเหลือดูแลผมมาตลอด ทีนี้ผู้ใหญ่คนนี้เป็นคนมีศัตรูเยอะ ผมเลยรับอาสาเด็ดหัวให้เป็นการตอบแทนบุญคุณ บางครั้งมีงานนอกเข้ามา แกก็มอบงานให้ผมไปทำ ซึ่งผมก็ไม่เคยทำงานพลาดแม้แต่ครั้งเดียว พอผมทำงานสำเร็จได้มากเข้า ชื่อเสียงผมก็เริ่มโด่งดังในยุทธจักรมือปืน ต่อมาผู้ใหญ่ที่เคยให้ความช่วยเหลือผมมาถูกยิงตาย ผมไร้ที่พึ่งพาช่วยเหลือ จึงมาถูกตำรวจจับได้ในปีพ.ศ.2525 ในข้อหาฆ่าคนตาย ติดคุกอยู่ประมาณ 7 ปีกว่า ก็ได้รับอภัยโทษออกไปจากเรือนจำ

พอผมพ้นโทษออกมาแล้ว พวกผมได้มาชวนให้ไปหากินอยู่กับซุ้มใหญ่แห่งหนึ่งทางภาคใต้ ช่วงนี้ผมมีงานชุกมาก โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้งจะมีงานมาให้ไม่เคยขาด และได้เงินดีๆทั้งนั้น ผมเคยรับค่าหัวสูงสุดเป็นล้านบาท ผมใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ โรงแรมหรูๆ อาหารดีๆ เด็กเอ๊าะๆ แม้กระทั่งพวกนางแบบสวยๆบางคนผมผ่านมาแล้วทั้งนั้น หัวหน้าเชื่อผมเถอะครับ ไม่มีพยานคนไหนจำหน้ามือปืนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ แค่ถือปืนเดินเข้าไปให้เห็น ต่างคนต่างก็ตัวใครตัวมันกันทั้งนั้น แต่พวกผมมีชื่อและรูปร่างหน้าตาอยู่ในสารบบของตำรวจ เวลามีการฆ่ากันที่ไหน พยานเห็นแค่ข้างหลังของพวกผมเท่านั้น แล้วไปให้การกับตำรวจถึงขนาดและรูปร่างมือปืนที่เห็น ตำรวจก็จะใช้วิธีเดาเอาว่าน่าจะเป็นใครบ้างที่มีรูปร่างอย่างนั้น แล้วรูปร่างอย่างผมที่เป็นมือปืนรับจ้างมันมีคนเดียวที่ไหนกัน บางครั้งตำรวจก็จับผิดจับถูกไปเหมือนกัน

คดีที่ผมถูกตัดสินประหารมาทั้งสองคดีนี้ ผมทำจริงคดีหนึ่งแต่อีกคดีหนึ่งผมไม่ได้เป็นคนทำ คนที่ทำมีรูปร่างเหมือนกับผม ตอนที่เกิดคดีขึ้นเป็นช่วงจังหวะที่ผมไปป้วนเปี้ยนแถวจังหวัดระนองพอดี แต่ผมไปรับงานคนละงานกันและยังไม่ทันได้ลงมือยิงเหยื่อ พอดีได้เกิดการยิงกันขึ้นมาก่อน พยานได้บอกรูปร่างมือปืนให้ตำรวจฟัง ตำรวจก็เหมาเอาทันทีว่าต้องเป็นผม แล้วมาสะกัดจับตัวผมได้หลังเกิดเหตุยิงกันแค่ไม่กี่ชั่วโมง หลักฐานต่างๆในรถก็ไม่มี ผมและคู่คดีปฏิเสธข้อกล่าวหาไป ศาลชั้นต้นได้ยกฟ้องพวกผมทั้งคู่ พอมาอุทธรณ์และฎีกาผมกลับถูกให้ประหาร ยังดีที่คู่คดีของผมได้ยกฟ้องไป

หัวหน้าเชื่อไหมครับ คนที่ทำคดีนี้ตอนนี้มันติดคุกอยู่ที่บางขวางนี่แหละ ถูกตัดสินมาตลอดชีวิตติดอยู่ที่แดน 2 แล้วคิดดูซิว่ามันเป็นเรื่องตลกไหมครับ มันติดคุกในคดีที่มันไม่ได้ทำเหมือนกัน แต่อย่างว่าแหละครับ เรื่องอย่างนี้มันอยู่ที่ดวง พวกผมไม่มีใครโทษกันหรอกครับ และผมก็ไม่เคยโกรธตำรวจที่ทำคดีของผม เป็นธรรมดาครับสำหรับตำรวจกับโจรที่ต้องไล่จับกัน หนีได้ก็รอด หนีไม่ได้ก็ถูกจับ ถึงบางคดีผมจะไม่ได้เป็นคนทำ แต่ถ้ามาเปรียบเทียบดูแล้ว ระหว่างชีวิตคนที่ผมฆ่าตั้ง 50 กว่าศพ ส่วนผมแค่ชีวิตเดียวเท่านั้น ผมว่าผมคุ้มมากๆ ผมตายแค่ครั้งเดียวเท่านั้นจะกลัวอะไร ถ้าคดีนี้ไม่ประหารผม คดีอื่นก็ต้องประหารผมอยู่ดีแหละครับ”

พี่เลี้ยงคนเดิมถามอีก “อุทัยฆ่าคนมามากขนาดนี้ไม่กลัวบาปกรรมบ้างหรือ” น.ช.อุทัยหัวเราะแล้วตอบ “บาปหน้าตาเป็นยังไงหรือครับ ผมเองก็นับถือพุทธ แต่ผมไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์อะไรหรอกครับ คนตายไปแล้วก็เป็นอันสิ้นสุด ไม่มีใครย้อนกลับมาเกิดใหม่ได้หรอกครับ ที่จริงคนที่ผมฆ่าบางคน เลวยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น สิ่งไหนที่ผิดกฎหมายมันเอาหมด บางคนต่อหน้าทำตัวดูเป็นนักบุญ แต่เบื้องหลังมันค้าทั้งยา ค้าผู้หญิง บ่อนซ่องเป็นของมันหมด เวลาผมยิงกบาลมัน เห็นสมองมันกระจาย ผมรู้สึกสะใจดีพิลึกครับ เวลาตายมันก็นอนตายเหมือนหมา ไม่เห็นมันจะมีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น ผมยังไม่เคยเห็นผีคนที่ผมฆ่ามาหาผมสักที ไม่มีหรอกครับเรื่องบาปกรรม คนเราสมมุติกันขึ้นมาเองมากกว่า ถ้าคนตายแล้วเกิดใหม่ได้ ป่านนี้คนล้นโลกไปแล้วละครับเชื่อผมเถอะ”

หลังจากพิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นักโทษประหารทั้งหมดฟังทีละคน และให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้นตามระเบียบ เสร็จแล้วได้ให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายตามสะดวก ซึ่งน.ช.อุทัยได้เขียนจดหมายถึงพ่อแม่มีใจความว่า “เมื่อพ่อและแม่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ลูกได้จากโลกนี้ไปแล้ว ขอให้พ่อและแม่ดูแลตัวเองให้ดี ลูกขอลาก่อน ลูกทำผิดมามาก สมควรแล้วที่จะต้องมาถูกประหาร ขอให้พ่อและแม่มาจัดการเรื่องศพของลูกด้วย”

หลังจากเขียนจดหมายเสร็จ พี่เลี้ยงทั้งหมดได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษประหารทั้งสามกิน น.ช.อุทัยปฏิเสธที่จะกินอาหาร ขอเพียงน้ำดื่มเย็นๆเท่านั้น ต่อจากนั้นจึงนำทั้งหมดไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ ซึ่งต่างก็ตั้งใจฟังอย่างสงบ ข้าพเจ้าได้นำน.ช.วาดไปทำการประหารชีวิตก่อนเป็นรายแรก โดยให้น.ช.เก้าและน.ช.อุทัยรออยู่ที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ

เมื่อทำการประหารชีวิตน.ช.วาดเสร็จ ได้นำน.ช.เก้าเข้าประหารเป็นรายที่สอง เสร็จแล้วแจ้งให้พี่เลี้ยงที่มาเสริมกำลัง นำน.ช.อุทัยไปส่งที่ศาลาเย็นใจ โดยข้าพเจ้ารอรับตัวอยู่ที่ศาลาแห่งนี้ เมื่อมาถึงได้ให้นั่งที่เก้าอี้สีขาว ข้าพเจ้าส่งดอกไม้ธูปเทียนให้น.ช.อุทัย พี่เลี้ยงอีกนายทำหน้าที่ผูกตา แล้วช่วยกันประคองตัวน.ช.อุทัยเข้าสู่ห้องประหาร โดยนำน.ช.อุทัยเข้าไปที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง

ในระหว่างที่ข้าพเจ้าทำการผูกมัดตัวอยู่นั้นน.ช.อุทัยพูดด้วยเสียงสั่นๆว่า “ช่วยเร่งให้เสร็จเร็วๆหน่อยเถอะครับ จะได้ตายให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปสักที” ข้าพเจ้าตบไหล่แล้วบอกว่า “นึกถึงพระไว้นะอุทัย” น.ช.อุทัยพูดว่า “ครับหัวหน้า ผมแค่ชีวิตเดียวเท่านั้น คุ้มเหลือเกินครับ” เมื่อมัดตัวเสร็จ ได้ช่วยกันตั้งเป้าตาวัว เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหาร ทำการขออโหสิกรรมต่อน.ช.อุทัยอีกครั้ง แล้วแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

พลเล็งปืนได้เข้ามาทำหน้าที่บรรจุกระสุน ตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว เพชฌฆาตมือหนึ่งได้เข้ามาตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้ง เมื่อพร้อมแล้วธงแดงได้สะบัดลงทันที เสียงปืนได้ดังขึ้นมา “ปัง ปังๆๆๆๆๆๆ” ใช้กระสุนในการประหารน.ช.อุทัยทั้งสิ้น 8 นัด ทำการประหารเมื่อเวลา 18.23 น. โดยเพชฌฆาตมือหนึ่งเป็นผู้ทำการประหารชีวิต

เมื่อครบ 3 นาที ได้เข้าไปตรวจดูร่างน.ช.อุทัยที่หลักประหาร ปรากฏว่าได้สิ้นใจไปแล้ว หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างลงจากหลัก แล้วไปนำร่างของน.ช.วาดและน.ช.เก้าในห้องเล็ก ออกมานอนคว่ำหน้าเรียงกันที่หน้าหลักประหาร เพื่อความสะดวกในการพิมพ์ลายนิ้วมือของเจ้าหน้าที่ต่อไป

ขอให้ดวงวิญญาณทุกดวงที่ตายด้วยมือของนายอุทัย กัญชนะกาญน์ จงสู่สุคติภพและหมดสิ้นเวรกรรมที่มีต่อกัน

ขออโหสิกรรมต่อนายอุทัย กัญชนะกาญน์ มาอีกครั้ง และขอให้ไปสู่สุคติภพหมดสิ้นเวรกรรมที่ได้ทำไว้เช่นกัน