วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

13.อนันต์ โคตรสมบัติ จอมโหดแห่งบรบือ

น.ช.อนันต์ โคตรสมบัติ อายุ 47 ปี หมายเลขประจำตัว 399/39 คดีก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ความผิดต่อชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 91, 217, 218, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ หมายเลขคดีดำที่ 2264/38 หมายเลขคดีแดงที่ 2132/39 ศาลจังหวัดมหาสารคาม เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม

วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2538 เวลา 19.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.บรบือ ได้รับแจ้งเหตุฆ่ากันตายรวมทั้งมีเหตุเพลิงไหม้บ้าน ที่หมู่บ้านยาง ตำบลยาง อำเภอบรบือ จึงรีบนำกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยรถดับเพลิงทันที

เมื่อไปถึงพบว่าบ้านหลังดังกล่าวได้ถูกพระเพลิงเผามอดหมดทั้งหลังแล้ว ตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบศพนางขน จอดนอก ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว นอนเสียชีวิตอยู่ภายในกองเถ้าถ่าน สภาพศพถูกไฟไหม้ดำเกรียมไปทั้งตัว ศรีษะถูกตัดขาดออกจากร่าง และมีบาดแผลฉกรรจ์ที่ศรีษะอีก 2 แผล เป็นที่น่าสยดสยองแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังทราบว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกแทงเข้าที่ท้อง 2 แผล และได้เสียชีวิตในระหว่างนำส่งโรงพยาบาลอีก 1 ศพ ทราบชื่อว่านายสุวรรณ สันโดษ ราษฎรหมู่บ้านยางซึ่งอยู่ใกล้บ้านนางขนที่เกิดเหตุ

ส่วนคนร้ายที่ก่อเหตุฆ่าโหดและวางเพลิงเผาบ้านนั้น ชาวบ้านได้ช่วยกันล้อมจับไว้ได้พร้อมอาวุธมีดปลายแหลมยาวประมาณ 2 ฟุต 1 เล่ม อาวุธปืนลูกซองสั้นเบอร์ 12 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนลูกซอง 3 นัด ทราบชื่อว่านายอนันต์ โคตรสมบัติ ราษฎรหมู่บ้านยางเช่นเดียวกัน ซึ่งนายอนันต์ยังอยู่ในสภาพมึนเมาพูดจาไม่รู้เรื่อง จึงควบคุมตัวไว้เพื่อทำการสอบสวนต่อไป

จากการสอบปากคำชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ทราบว่า เห็นนายอนันต์กินเหล้าจนเมามายเต็มที่ แล้วถือมีดเล่มที่ใช้ก่อเหตุเดินโซเซไปตามถนนในหมู่บ้าน เมื่อผ่านหน้าบ้านของนางขน นายอนันต์ได้ใช้มีดฟันต้นหม่อนที่นางขนปลูกไว้ นางขนซึ่งนั่งอยู่บนระเบียงบ้านเห็นดังนั้น ได้ตะโกนต่อว่านายอนันต์ทันที นายอนันต์เมื่อถูกต่อว่าก็แสดงอาการไม่พอใจ ถือมีดเดินบุกขึ้นไปบนบ้านพร้อมกับฟันเข้าที่ศรีษะนางขน 2 ครั้งซ้อน จนนางขนล้มตัวลงนอนกับพื้น

เมื่อนายสุวรรณซึ่งเป็นเพื่อนบ้านเห็นดังนั้น ได้วิ่งขึ้นไปห้ามปรามเพื่อช่วยชีวิตนางขน แต่นายอนันต์กลับหันมาแทงสวนเข้าที่ท้องนายสุวรรณ 2 ครั้ง นายสุวรรณจึงกระโดดระเบียงบ้านหนีลงมา ชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์จึงรีบนำนายสุวรรณส่งโรงพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตเป็นการด่วน แต่นายสุวรรณทนพิษบาดแผลไม่ไหวขาดใจตายในระหว่างทาง

นายอนันต์ยังไม่หยุดความโหดเพียงเท่านั้น ได้นั่งลงที่ข้างร่างของนางขน พร้อมกับใช้มีดเล่มดังกล่าวเชือดไปที่คอนางขนจนหลุดออกจากบ่า แล้วใช้มือจิกผมโยนศรีษะนางขนเข้าไปภายในบ้าน จากนั้นได้จุดไฟเผาบ้านของนางขนจนไฟลุกขึ้นมา แล้วเดินลงจากบ้านเพื่อที่จะหลบหนี แต่ชาวบ้านได้ล้อมจับตัวไว้ได้ เมื่อค้นในตัวยังพบอาวุธปืนอีก 1 กระบอก จึงได้ช่วยกันควบคุมตัวไว้จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ

หลักจากนายอนันต์สร่างเมา ได้ให้การรับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยให้การว่าไม่มีเจตนาที่จะฆ่านางขนและนายสุวรรณรวมทั้งวางเพลิงเผาบ้านนางขนแต่อย่างใด ก่อนเกิดเหตุตนได้กินเหล้าเข้าไปมากจนเมาขาดสติ จากนั้นได้เดินเรื่อยเปื่อยไปตามถนนในหมู่บ้าน เมื่อผ่านบ้านนางขนตนรู้สึกว่าต้นหม่อนเกะกะขวางตาจึงใช้มีดฟันทิ้ง แต่นางขนได้ตะโกนด่าลงมาทำให้ตนโกรธ จึงขึ้นไปบนบ้านแล้วใช้มีดฟันหัวนางขนเพื่อเป็นการสั่งสอน

ขณะเดียวกันนั้นเห็นนายสุวรรณวิ่งขึ้นมาบนบ้านคิดว่าจะเข้ามาทำร้ายตน จึงใช้มีดแทงสวนเข้าไปจนนายสุวรรณต้องกระโดดบ้านหนี หลังจากนั้นตนได้เกิดความมันเขี้ยวขึ้นมา จึงได้ใช้มีดเชือดคอนางขนจนขาดออกจากบ่า แล้วจุดไฟเผาบ้านนางขนจนไหม้หมดทั้งหลัง พอเดินลงมาจากบ้านของนางขน ได้ถูกชาวบ้านเข้าล้อมจับตัวไว้ได้ เมื่อสร่างเมาแล้วถึงได้สำนึกผิดในสิ่งที่ได้ทำลงไป ตนยินยอมชดใช้กรรมที่ทำไว้แต่โดยดี

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมสำนวนการสอบสวนและพยานหลักฐานต่างๆ ส่งมอบให้อัยการเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีนายอนันต์ ต่อศาลจังหวัดมหาสารคาม และได้ขออำนาจศาลฝากขังนายอนันต์ไว้ที่เรือนจำจังหวัดมหาสารคาม

ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายอนันต์โดยไม่มีการลดหย่อนโทษให้ เนื่องจากนายอนันต์ได้จำนนต่อพยานหลักฐาน ถึงแม้นายอนันต์จะให้การรับสารภาพ ก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาแต่อย่างใด อีกทั้งการกระทำของนายอนันต์ยังเป็นการกระทำที่ทารุณโหดร้ายต่อผู้อื่นอีกด้วย

หลังจากนั้นได้ส่งตัวข.ช.อนันต์มาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง ข.ช.อนันต์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนโทษ ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น ข.ช.อนันต์ได้ยื่นฎีกาต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนโทษอีก ผลการพิจารณาของศาลฎีกา ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ น.ช.อนันต์ได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์ และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2542 หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับว่า ในวันนี้จะมีการประหารชีวิตนักโทษจำนวน 5 ราย และข้าพเจ้าได้ตรวจสอบว่าเป็นความจริงแล้ว จึงไปทำการจัดเตรียมกุญแจมือและมีดคัตเตอร์สำหรับตัดด้ายดิบ ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะใช้งาน และไปทำการสวดมนต์ไหว้พระ ทำจิตใจให้สงบ รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษทั้ง 5 รายมาดำเนินการตามขั้นตอนการประหารชีวิต

เวลา 16.10 น. หลังจากได้รับรายชื่อนักโทษที่จะต้องเข้าไปเบิกตัว และทำการจัดแบ่งหน้าที่ในการดูแลเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดได้เข้าไปที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตึกขังได้ไขกุญแจเปิดประตูตึก ข้าพเจ้าซึ่งรับหน้าที่ดูแลน.ช.สมคิด วรรณโชติ ได้แยกไปรับตัวน.ช.สมคิดที่ห้องขัง จึงไม่เห็นอาการของน.ช.อนันต์แต่อย่างใด แต่ทราบจากพี่เลี้ยงที่ดูแลน.ช.อนันต์ในภายหลังว่า น.ช.อนันต์มีอาการสั่นกลัว สีหน้าตกใจ และมีน้ำตาไหลซึมออกมา แต่ก็ยินยอมเดินออกมาจากห้องขังแต่โดยดี

เมื่อพี่เลี้ยงนำนักโทษประหารทั้งหมดเข้ามาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง ได้แยกย้ายกันพิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษประหารทั้งหมด เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนฯนายหนึ่งถามน.ช.อนันต์ว่า “ทำไมคดีของอนันต์ถึงได้โหดร้ายจังเลย ฆ่าคนเสร็จแล้วยังตัดคอเขาจนขาด แถมยังเผาบ้านเขาทิ้งอีกด้วย แล้วยังฆ่าคนที่มาช่วยห้ามปรามเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งศพ พวกเขาไปทำอะไรให้หรือ”

น.ช.อนันต์ตอบว่า “ไม่มีใครทำอะไรให้ผมเจ็บแค้นหรอกครับ วันนั้นผมเมามากไปหน่อย ปกติแถวละแวกหมู่บ้านที่ผมอยู่นั้น ไม่มีใครกล้ายุ่งหรือขึ้นเสียงกับผมได้หรอกครับ หมามันยังไม่กล้าเห่าผมเลย ผมเตะกระเด็นหมด ใครพูดผิดหูหรือแปลกหน้าเข้ามาผมตบฟันร่วง จะเรียกว่าผมเป็นขาใหญ่คุมแถวนั้นก็ว่าได้ วันเกิดเหตุผมเมามากไปหน่อย ล่อเหล้าเข้าไปตั้งแต่เช้าจนเย็น เห็นอะไรขวางหูขวางตาผมใช้มีดฟันดะไปหมด พอผมฟันต้นไม้ที่หน้าบ้านคนตายซึ่งก็เป็นญาติห่างๆของผมเอง ผมโดนคนตายตะโกนด่าต่อหน้าชาวบ้าน ทำให้ผมรู้สึกเสียศักดิ์ศรีนักเลง ประกอบกับตอนนั้นผมกำลังเมาเต็มที่ จึงเข้าไปฟันหัวเพื่อล้างอายและเป็นการสั่งสอนเท่านั้น แต่ผมลงมือหนักไปหน่อย คนตายได้ล้มฟุบลงไปและมีมันสมองไหลออกมา

จังหวะนั้นมีคนพรวดพลาดเข้ามาหาผม ผมตกใจคิดว่าเขาจะเข้ามาทำอะไรผม เลยใช้มีดแทงสวนเข้าไปจำไม่ได้ว่ากี่ที จนคนนั้นตกจากบ้านลงไป ผมมารู้ทีหลังว่าคนที่ถูกแทงนั้นไปตายที่โรงพยาบาลอีกศพ ช่วงนั้นผมมันบ้าเลือดซะแล้ว เลยใช้มีดตัดคอญาติของผมโยนทิ้งแล้วจุดไฟเผาบ้านเขาซ้ำอีกที พอผมหนีลงมาจากบ้านก็ถูกชาวบ้านซึ่งเป็นญาติกับผมล้อมจับ ผมมีลูกซองสั้นพกอยู่อีกหนึ่งกระบอก ทีแรกผมคิดจะต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด แต่ทุกคนที่เข้ามาจับผมนั้น รู้จักคุ้นเคยกับผมกันทั้งนั้นผมเลยทำไม่ลง

ที่ผมแปลกใจที่สุดคือ ผมให้การรับสารภาพมาตั้งแต่ต้น ให้ความร่วมมือกับตำรวจและศาลมาตลอด ทำไมถึงได้ตัดสินประหารชีวิตผมสถานเดียว น่าจะลดโทษให้ผมบ้าง ถ้าผมไม่รับสารภาพหรือผมต่อสู้ขัดขืนการจับกุมก็ว่าไปอย่าง ผมเห็นคนอื่นเขารับสารภาพยังได้รับการลดโทษให้เลย แล้วทำไมทีของผมผมถึงไม่ได้”

เจ้าหน้าที่นายนั้นพูดว่า “ถ้าผมเดาไม่ผิด คดีของอนันต์น่าจะเป็นการจำนนต่อพยานหลักฐานมากกว่านะ เมื่อเป็นการจำนนต่อพยานหลักฐานแล้ว จะรับสารภาพหรือปฏิเสธก็มีค่าเท่ากัน เพราะแค่พยานหลักฐานก็สามารถดำเนินคดีกับอนันต์ได้แล้ว การรับสารภาพของอนันต์จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาเลย”

น.ช.อนันต์พูดว่า “คงจะเป็นอย่างที่หัวหน้าว่านั่นแหละครับ เพื่อนๆในห้องขังก็บอกผมแบบนี้เหมือนกัน โถกู ! เพราะเหล้าตัวเดียวแท้ๆไม่น่าเลย หัวหน้าเชื่อไหมครับ อยู่ข้างนอกผมเป็นคอเหล้าขาวระดับเซียนเลยทีเดียว แถวบ้านผมหาตัวจับกับผมได้ยาก ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาลองของกับผมหรอกครับ ดีไม่ดีโดนผมเตะกระเด็นไปอีกต่างหาก ผมเคยใหญ่แถวละแวกบ้าน แต่พอมาอยู่ในคุกเหมือนกับหมาตัวหนึ่งเท่านั้น ศักดิ์ศรีนักเลงหายไปหมดเลย”

เจ้าหน้าที่นายนั้นปลอบว่า “จะอยู่ในคุกหรือนอกคุกก็คือคนเหมือนกัน แต่ว่าในคุกคือคนที่เข้ามาชดใช้กรรมเท่านั้น เมื่อพ้นโทษออกไปยังสามารถกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีได้ อาจจะดีกว่าคนที่ไม่เคยติดคุกบางคนด้วยซ้ำไป แต่ของอนันต์แย่หน่อยที่ไม่มีโอกาสได้แก้ตัว จะยังไงอนันต์ก็ยังเป็นคนที่รู้จักสำนึกผิดในสิ่งที่ได้ทำไป เพราะฉะนั้นอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับหมาอีก จะตายก็ตายอย่างมีศักดิ์ศรีจริงไหม”

น.ช.อนันต์ตอบว่า “ขอบคุณครับหัวหน้าที่ช่วยเตือนสติผม ตกลงครับผมจะทำใจให้พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความตาย แม้จะทำใจได้ยากซักหน่อย ผมเคยฝ่าดงมือดงตีนมานับไม่ถ้วน เลือดตกยางออกมาไม่รู้เท่าไร จะฝ่าความตายแค่ครั้งเดียวในชีวิตทำไมจะทำไม่ได้ เฮ้อ ! พูดได้แต่ทำใจได้ยากเหลือเกินครับ ความตายนี่มันช่างน่ากลัวจริงๆนะครับ”

หลังจากพิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษทั้งหมดเสร็จ เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นักโทษทั้งหมดฟังทีละคนเนื่องจากเป็นคนละคดีกัน เสร็จแล้วให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น จากนั้นได้ให้ทั้งหมดทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายตามสะดวก ซึ่งทุกคนได้เขียนจดหมายอำลาญาติพี่น้องของตัวเอง

จากนั้นพี่เลี้ยงทั้งหมดได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษทั้งหมดกิน ซึ่งไม่มีใครแตะต้องอาหารแต่อย่างใด พี่เลี้ยงที่ดูแลน.ช.อนันต์ได้ถามว่า “อนันต์อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม เดี๋ยวจะได้ช่วยจัดหามาให้ ของกินแถวตลาดนนท์มีขายแทบทุกอย่าง”

น.ช.อนันต์ตอบว่า “ผมกินไม่ลงหรอกครับ แต่ถ้าจะทำบุญไปให้ผม ผมขอเป็นพวกลาบ น้ำตก ส้มตำ และข้าวเหนียวนะครับ ถ้าได้ซกเล็กยิ่งแจ๋ว แต่ผมกลัวว่าพระแถวนี้จะฉันท์ซกเล็กไม่เป็นน่ะซิครับ” พี่เลี้ยงนายนั้นจึงบอกว่า “ไม่เป็นไรแล้วจะหาถวายพระที่เป็นคนทางอีสานให้” น.ช.อนันต์พูดว่า “ผมขอขอบคุณหัวหน้ามากครับที่กรุณาผม ผมหมดลายเสียแล้วครับ”

หลังจากอาหารมื้อสุดท้าย ได้นำทั้งหมดไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ ซึ่งทุกคนต่างตั้งใจฟังอย่างสงบ พระรูปนั้นได้เทศนาถึงเรื่องการสำนึกในผลกรรมที่ได้ทำไว้ และแนะนำการทำจิตใจให้สงบไม่หวาดกลัวต่อความตายที่จะมาถึง ในระหว่างการเทศนานั้นทุกคนต่างมีน้ำตาไหลซึมออกมา แล้วทั้งหมดจึงถวายดอกไม้ธูปเทียนและปัจจัยที่เรือนจำได้จัดไว้ให้ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีทางศาสนา

จากนั้นข้าพเจ้าได้นำน.ช.สมคิดไปทำการประหารก่อนเป็นรายแรก และให้ที่เหลืออีก 4 คนรออยู่ที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ เมื่อทำการประหารน.ช.สมคิดเสร็จแล้ว พี่เลี้ยงจึงนำน.ช.อนันต์และน.ช.สุรศักดิ์ไปทำการประหารเป็นชุดที่สอง โดยข้าพเจ้ารอรับตัวอยู่ที่ศาลาเย็นใจ

เมื่อพี่เลี้ยงนำตัวน.ช.อนันต์และน.ช.สุรศักดิ์มาถึง ข้าพเจ้าส่งดอกไม้ธูปเทียนให้ทั้งคู่ พี่เลี้ยงอีก 2 นายนำผ้าดิบมาผูกปิดตา แล้วช่วยกันประคองทั้งคู่เข้าสู่ห้องประหาร โดยนำน.ช.อนันต์เข้าสู่หลักประหารหลักที่หนึ่ง น.ช.สุรศักดิ์เข้าสู่หลักประหารหลักที่สอง ทำการผูกมัดตัวทั้งคู่ให้ติดกับหลักประหาร ตั้งเป้าตาวัวให้ตรงกับจุดที่ตั้งของหัวใจ เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหารทั้งสอง ข้าพเจ้าทำการขออโหสิกรรมต่อนักโทษประหารทั้งสองอีกครั้ง แล้วแจ้งความพร้อมให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

พลเล็งปืนเข้ามาทำหน้าที่บรรจุกระสุน ตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว เพชฌฆาตมือหนึ่งและสองเข้าตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้ง เมื่อพร้อมแล้วธงแดงได้สะบัดลงทันที เสียงปืนได้คำรามขึ้นมาทันที “ปัง ปัง ปังๆๆๆๆๆๆๆๆ” ใช้กระสุนในการประหารน.ช.อนันต์ทั้งสิ้น 11 นัด ทำการประหารเมื่อเวลา 18.35 น. โดยเพชฌฆาตมือหนึ่งเป็นผู้ทำการประหาร

หลังเสียงปืนสงบ ได้ยินเสียงร้องโอดโอยดังมาจากหลักประหาร “โอย โอย ปวดเหลือเกิน โอย” เมื่อเข้าไปตรวจดูปรากฏว่าเป็นเสียงของน.ช.สุรศักดิ์ ส่วนน.ช.อนันต์ได้สิ้นใจไปแล้ว จึงได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ เพชฌฆาตมือสองจึงเข้าทำหน้าที่อีกครั้ง

หลังเสียงปืนสงบลง ยังคงได้ยินเสียงร้องครางดังแผ่วๆมาจากหลักประหารอีก เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปตรวจดู น.ช.สุรศักดิ์ยังคงไม่สิ้นใจ จึงแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ เพชฌฆาตมือสองเข้าทำหน้าที่อีกครั้ง เมื่อเสียงปืนเงียบลง ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูอีกครั้ง ปรากฏว่าน.ช.สุรศักดิ์ได้สิ้นใจไปแล้ว หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างทั้งคู่ลงจากหลักประหาร แล้วนำไปเก็บไว้ในห้องเล็ก จากนั้นข้าพเจ้าได้ไปรอรับตัวน.ช.อำนาจและน.ช.สมพรที่ศาลาเย็นใจ เพื่อนำตัวทั้งคู่เข้าสู่หลักประหารเป็นชุดต่อไป

ขออโหสิกรรมต่อนายอนันต์ โคตรสมบัติ มา ณ ที่นี้

ขอให้วิญญาณของนางขน จอดนอก และนายสุวรรณ สันโดษ จงหมดสิ้นเวรกรรมต่อนายอนันต์ โคตรสมบัติด้วย




วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

12.สมคิด วรรณโชติ หนี 10 ปี ยังไม่พ้น

น.ช.(จ.ส.ต.)สมคิด วรรณโชติ อายุ 52 ปี หมายเลขประจำตัว 514/39 คดีฆ่าเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(2)(4) หมายเลขคดีดำที่ 1665/36 หมายเลขคดีแดงที่ 1991/39 ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2526 เวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.เคียนซา นำกำลังเข้าจับกุมบ่อนการพนันชนไก่ที่ตำบลเขาตอก และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 18 คน ซึ่งบ่อนดังกล่าวทราบว่าเป็นของจ.ส.ต.สมคิด วรรณโชติ เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสภ.อ.เคียนซานั่นเอง โดยก่อนที่จะเข้าทำการจับกุม ทางผู้บังคับบัญชาของจ.ส.ต.สมคิด ได้เรียกตัวมาว่ากล่าวตักเตือนขอให้เลิกเปิดบ่อนดังกล่าว เพราะจะทำให้ชาวบ้านมองภาพพจน์ของตำรวจในแง่ไม่ดี เนื่องจากช่วงนั้นในเขตอำเภอเคียนซาเป็นพื้นที่สีแดง มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสเข้ามาปลุกระดมมวลชนอยู่ แต่จ.ส.ต.สมคิดดื้อรั้นแอบเปิดบ่อนการพนันชนไก่จนได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าทำการจับกุมบ่อนดังกล่าว

หลังจากได้มีการจับกุมผู้ต้องหาเล่นการพนันชนไก่มาแล้ว จ.ส.ต.สมคิดได้พยายามติดต่อขอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้งหมดแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงได้กล่าวคำอาฆาตไว้ว่า ถ้าพบตำรวจชุดที่เข้าจับกุมบ่อนไก่ชนเมื่อไร จะฆ่าให้ตายหมดทุกคนแล้วได้ออกจากโรงพักไป

เวลา 16.00 น. ขณะที่ส.ต.อ.สมพร ยูงทอง ชาวจังหวัดพัทลุงซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่เข้าจับกุมบ่อนการพนันชนไก่ กำลังขับขี่รถจักรยานยนต์กลับโรงพัก ปรากฏว่าได้พบกับจ.ส.ต.สมคิดในระหว่างทาง จ.ส.ต.สมคิดได้เรียกให้หยุดรถแล้วใช้อาวุธปืนคาร์บินยิงเข้าใส่จำนวน 3 นัด จนส.ต.อ.สมพรถึงแก่ความตายในทันทีแล้วจ.ส.ต.สมคิดได้หลบหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับและพยายามติดตามจับกุมตัว เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายของบ้านเมืองต่อไป

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536 หลังเกิดเหตุเป็นระยะเวลา 10 ปีกับอีก 10 วัน ขณะที่อดีตผู้บังคับบัญชาของจ.ส.ต.สมคิด ซึ่งได้ย้ายมาประจำอยู่ที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กำลังออกตรวจที่บริเวณท้องสนามหลวง พบจ.ส.ต.สมคิดกำลังซื้ออาหารให้นกพิราบอยู่ จึงเข้าทำการจับกุมตัวแล้วนำตัวไปส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.เคียนซาดำเนินคดี ซึ่งจ.ส.ต.สมคิดได้ให้การปฏิเสธข้อหาทั้งหมด

ต่อมาจ.ส.ต.สมคิดได้รับการประกันตัวออกไปเพื่อต่อสู้คดี และไปอาศัยอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ภายหลังนายประกันซึ่งเป็นพี่สาวของจ.ส.ต.สมคิด เกรงว่าจ.ส.ต.สมคิดจะหนีประกันและทำให้ต้องสูญเงินประกัน จึงได้ขอถอนประกันและนำตัวจ.ส.ต.สมคิดส่งมอบให้สภ.อ.เคียนซาเพื่อดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ส่งมอบสำนวนการสอบสวนให้อัยการ เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีจ.ส.ต.สมคิดต่อศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้ตัดสินให้ประหารชีวิต และได้ส่งข.ช.สมคิดมาควบคุมไว้ที่เรือนจำกลางบางขวาง

ข.ช.สมคิดได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น ข.ช.สมคิดได้ยื่นฎีกาต่อศาล

ผลการพิจารณาของศาลฎีกา ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ น.ช.สมคิดได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์ และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2542 เวลา 10.00 น. ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับว่า ในวันนี้จะมีการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดจำนวนทั้งสิ้น 5 ราย ขอให้เตรียมตัวและสิ่งของที่จะต้องใช้ให้พร้อม

ในครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้รับแจ้ง ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นการล้อเล่นในระหว่างเพื่อนเจ้าหน้าที่ด้วยกัน เนื่องจากในช่วงนั้นอยู่ระหว่างกลางพรรษา ปกติแล้วจะไม่ทำการประหารชีวิตนักโทษในช่วงนี้ แต่เมื่อสอบถามกลับไปที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง ก็ได้รับคำยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง ข้าพเจ้าจึงไปจัดเตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้ในการดำเนินการประหารชีวิตในส่วนของข้าพเจ้า แล้วไปทำการสวดมนต์ไหว้พระ บูชาท้าวเวชสุวรรณตามความเชื่อของข้าพเจ้า พร้อมกับทำจิตใจให้สงบ รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษทั้งหมดมาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

เวลา 16.10 น. หลังจากได้รับทราบรายชื่อนักโทษที่จะต้องเข้าไปเบิกตัวคือ น.ช.สมคิด วรรณโชติ น.ช.อนันต์ โคตรสมบัติ น.ช.สุรศักดิ์ ยิตซัง น.ช.อำนาจ เอกพจน์ และน.ช.สมพร เชยชื่นจิตร จึงได้ทำการจัดแบ่งหน้าที่ในการเบิกตัวและดูแลนักโทษทั้งหมด โดยข้าพเจ้ารับหน้าที่ในการดูแลน.ช.สมคิด

เมื่อพี่เลี้ยงทั้งหมดเข้าไปถึงหมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 เจ้าหน้าที่ประจำตึกขังได้ไขกุญแจเปิดประตูตึก เสียงต่างๆภายในตึกขังได้เงียบลงทันที

เมื่อข้าพเจ้าเดินเข้าไปภายใน มีเสียงของนักโทษถามมาว่า “ประหารกลางพรรษาเลยหรือครับ จะไม่ให้พวกผมเหลือถึงอภัยเลยหรือยังไงครับ”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ผมเองก็ไม่คิดว่าจะมีการประหาร แต่เมื่อมีคำสั่งมาให้ดำเนินการ พวกผมก็จำเป็นเหลือเกินที่จะต้องทำตามหน้าที่ ผมรู้ว่าทุกคนรู้สึกยังไง ผมและเจ้าหน้าที่ทุกคนไม่มีใครอยากให้เป็นอย่างนี้หรอก”

พี่เลี้ยงทั้งหมดต่างแยกย้ายไปยืนหน้าห้องของนักโทษที่ตนต้องดูแลรับผิดชอบ ซึ่งข้าพเจ้าไปหยุดอยู่ที่ห้องของน.ช.สมคิด

ข้าพเจ้าส่งเสียงเรียกออกไป “สมคิด วรรณโชติ ออกมารอที่ประตูห้องด้วย”

น.ช.สมคิดได้ลุกยืนขึ้นพร้อมกับพูดว่า “ลาก่อนทุกคน” เสียงตอบรับว่า “ไปสู่ที่ชอบนะจ่า” “ลาก่อนจ่า” “จ่าหมดกรรมแล้ว” “เข้มแข็งไว้นะจ่า” ฯลฯ

เมื่อนำนักโทษทั้งหมดออกมาจากห้องขังแล้วมีเสียงร้องขึ้น “โอ้โห ! ทำไมถึงประหารมากมายขนาดนั้นครับ ทีเดียวตั้ง 5 คน อย่างนี้ถ้าไม่ตายกันหมดก็คงเหลือน้อยละครับ” พี่เลี้ยงรีบนำนักโทษประหารทั้งหมดมาที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯทันที

เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง ได้แยกย้ายกันพิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษทั้งหมด โดยเริ่มที่น.ช.สมคิดก่อน

สารวัตรโกมลแสดงความเคารพ “สวัสดีครับจ่า ในฐานะที่จ่าเคยเป็นตำรวจมาก่อน ผมขอแสดงความเสียใจด้วย”

น.ช.สมคิดยกมือไหว้ตอบ “ขอบคุณครับสารวัตร คดีผมไม่น่าจะถึงประหารเลยนะครับ เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว”

ข้าพเจ้าถามว่า “เรื่องเป็นมายังไงเกิดมานานแค่ไหน”

น.ช.สมคิดตอบว่า “เป็นสิบปีแล้วครับ ผมหนีไปได้ตั้งนานผมไม่น่าถูกจับหรอกครับ แต่ก่อนผมเป็นตำรวจอยู่ที่สภ.อ.เคียนซา ตอนหลังผมมาเปิดบ่อนชนไก่ ผู้ใหญ่ในโรงพักที่ไม่ชอบหน้าผม แกล้งส่งคนไปจับกุมบ่อนของผม ผมมาขอร้องเขาดีๆแล้วไม่ให้เอาเรื่อง แต่เขาไม่ยอมยังบอกผมอีกว่าเขาทำตามหน้าที่ ทั้งที่จริงแล้วเจตนาจะแกล้งผมมากกว่า

เย็นวันนั้นผมมาเจอตำรวจคนที่ตายขี่รถมาพอดี และเป็นหนึ่งในพวกที่เข้าจับบ่อนไก่ของผม ผมจึงเรียกให้หยุดพร้อมกับต่อว่า แต่ตำรวจคนนั้นบอกว่าทำตามคำสั่ง ผมโมโหขึ้นมาเลยยิงใส่เข้าไปจนตาย เสร็จแล้วผมหนีรอดมาได้

ผมต้องออกจากตำรวจหนีคดีมาเป็น 10 ปี จนเรื่องเงียบไปตั้งนานแล้ว มาตอนหลังผมไปธุระที่สนามหลวง เผอิญไปเจอกับนายตำรวจซึ่งเคยอยู่โรงพักเดียวกับผมเข้า และไม่ชอบหน้าผมมาก่อน จึงจับตัวผมส่งไปดำเนินคดี

หัวหน้าลองคิดดูก็แล้วกัน พยานที่เห็นเหตุการณ์ไปอยู่ไหนกันหมดแล้วก็ไม่รู้ แต่ตำรวจพวกนั้นปั้นพยานขึ้นมาเอาเรื่องกับผมจนได้ ผมถามหน่อยเถอะนะหัวหน้า คดีเกิดมาตั้ง 10 ปี ใครจะมาจำเหตุการณ์ทั้งหมดได้ แต่นี่ให้การซัดผมเหมือนเพิ่งเกิดเหตุใหม่ๆ

ผมคิดว่าน่าจะสู้คดีได้ ผมจึงปฏิเสธข้อหาไป แต่พวกเขาแน่กว่าผม ไม่รู้ไปขุดพยานหลักฐานที่ไหนมาเล่นงานผมจนเป็นยังงี้ อีกแค่ไม่ถึง 10 ปีเท่านั้น คดีก็จะหมดอายุความแล้ว ถ้าไม่แกล้งจับบ่อนของผมก่อน ไม่เกิดเรื่องหรอกครับ”

หลังจากพิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นักโทษทั้งหมดฟังทีละราย และให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น เสร็จแล้วได้ให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายตามสะดวก ซึ่งน.ช.สมคิดได้เขียนจดหมายถึงครอบครัว 1 ฉบับ

จากนั้นได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษทั้งหมดกิน แต่น.ช.สมคิดปฏิเสธที่จะกินอาหาร ขอเพียงกาแฟ 1 แก้วเท่านั้น

น.ช.สมคิดพูดว่า “ถ้าหัวหน้าจะกรุณาผมละก็ ช่วยทำบุญส่งไปให้ผมบ้างนะครับ ขอเป็นอาหารปักษ์ใต้นะครับ แล้วช่วยโทรบอกที่บ้านให้ผมด้วย บอกว่าผมสั่งให้สวดศพแค่ 3 วันพอแล้วเผาเลย ผมขอแค่นี้แหละครับ” ข้าพเจ้ารับปากที่จะจัดการให้

หลังอาหารมื้อสุดท้าย ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดนำนักโทษประหารทั้ง 5 ราย ไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ที่ได้นิมนต์มา ซึ่งทั้งหมดต่างตั้งใจฟังกันอย่างสงบ เสร็จแล้วข้าพเจ้าได้นำน.ช.สมคิดไปทำการประหารเป็นรายแรก โดยให้นักโทษอีก 4 รายนั่งรอที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ

ระหว่างทางที่เดินไปห้องประหารน.ช.สมคิดได้พูดกับข้าพเจ้าว่า “ระบบราชการของไทยนะครับหัวหน้า ถ้าไม่เล่นพักเล่นพวกไม่ประจบเจ้านาย อย่าหวังที่จะก้าวหน้าเลยครับ ผมเป็นตำรวจเก่ารู้เห็นอะไรมาเยอะ บ่อนซ่องถ้าไม่เคลียร์ผู้ใหญ่ก่อนอย่าหวังว่าจะไปรอด อย่างบ่อนไก่ชนของผมไม่ได้ไปเคลียร์ผู้ใหญ่ก่อนเลยต้องโดนจับ

หัวหน้าเห็นไหมครับ บ่อนใหญ่ๆทำไมถึงเปิดมาได้จนทุกวันนี้ ไม่เห็นมีใครเข้าไปจับ ผมกล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่า มีผู้ใหญ่บางคนรับเงินจากบ่อนพวกนี้ บางครั้งเข้าไปเล่นเองด้วยซ้ำไป แล้วคอยจ้องจับบ่อนเล็กบ่อนน้อยเพื่อเอาผลงาน แล้วบ่อนไก่เล็กๆอย่างของผม จะเอาเงินที่ไหนไปประเคนให้ได้”

เมื่อถึงศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ ได้แวะให้น.ช.สมคิดกราบลาแล้วพาเดินต่อไปที่ห้องประหาร น.ช.สมคิดได้พูดขึ้นอีก “สมัยที่ผมเป็นตำรวจ ผมเคยจับคนเข้าคุกมามาก ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องมาติดคุกซะเอง แถมยังโดนประหารอีกด้วย เรื่องของเรื่องมันเป็นเพราะผลประโยชน์ การเป็นตำรวจนั้น มีผลประโยชน์มาล่อใจมากมายไปหมด อยู่ที่ว่าใครจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยหรือไม่เท่านั้น บางครั้งภาระทางครอบครัวก็บีบคั้นให้ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ตราบใดที่สวัสดิการไม่ดีพอ เงินเดือนราชการผมไม่เห็นว่าจะพอกินพอใช้ซักที ทำงานเป็น 10 ปีจะเก็บเงินซื้อรถสักคันก็ยังยาก คนที่ร่ำรวยเห็นมีแต่ระดับผู้บริหาร มดงานอย่างพวกเราอย่าไปหวังเลย จริงไหมครับหัวหน้า”

ข้าพเจ้ายอมรับว่าน.ช.สมคิดพูดได้น่าคิดสมชื่อจริงๆ

เมื่อมาถึงศาลาเย็นใจ ได้ให้น.ช.สมคิดนั่งที่เก้าอี้ขาว น.ช.สมคิดได้ยกมือไหว้ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงที่อยู่ตรงนั้นทุกคน “หัวหน้าครับผมขอลาก่อนนะครับ ผมขออโหสิกรรมให้หัวหน้าทุกคนครับ”

ข้าพเจ้ารับไหว้และพูดว่า “ขอให้จ่าไปดีนะครับ พยายามทำจิตใจให้สงบเข้าไว้ ให้นึกถึงพระและสิ่งดีงามที่จ่าเคยทำไว้ ผมต้องขอโทษจ่าด้วย ผมต้องทำตามหน้าที่”

ข้าพเจ้าส่งดอกไม้ธูปเทียนให้น.ช.สมคิด พี่เลี้ยงอีกนายทำการผูกตา แล้วช่วยกันประคองตัวเข้าสู่ห้องประหาร

ภายในห้องประหาร ข้าพเจ้านำน.ช.สมคิดเข้าไปที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง ทำการผูกมัดตัวให้ติดกับหลักประหาร ตั้งเป้าตาวัวให้ตรงกับหัวใจ เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหารเพื่อให้ซับเลือดที่จะไหลเจิ่งนองลงมา ทำการขออโหสิกรรมอีกครั้ง “พุทธัง อเจตนานัง ธรรมมัง อเจตนานัง สังฆัง อเจตนานัง สิ่งที่พวกกระผมทำไปในวันนี้ มิมีเจตนาที่กระทำ เป็นการกระทำตามหน้าที่ ขอให้อโหสิกรรมด้วย” แล้วแจ้งความพร้อมให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

พลเล็งปืนเข้ามาทำหน้าที่บรรจุกระสุน ทำการตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว เสร็จแล้วได้ยึดตัวปืนให้ติดกับแท่น เพชฌฆาตมือหนึ่งเข้ามาตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าได้ที่ดีแล้ว เพชฌฆาตได้ส่งเสียงสั้นๆว่า “พร้อม” ธงแดงได้สะบัดลงทันที เสียงปืนได้คำรามขึ้น “ปัง ปัง ปัง ปังๆๆๆๆ” รวมกระสุนที่ใช้ในการประหารทั้งสิ้น 8 นัด ทำการประหารเมื่อเวลา 18.10 น.

เมื่อครบ 3 นาที ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูร่างของน.ช.สมคิดที่หลักประหาร ปรากฏว่าได้สิ้นใจไปแล้ว หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างน.ช.สมคิดลงจากหลัก แล้วให้นำไปเก็บไว้ในห้องเล็ก เสร็จแล้วข้าพเจ้าออกไปรอรับตัวน.ช.อนันต์ และน.ช.สุรศักดิ์ ที่ศาลเย็นใจ เพื่อนำตัวเข้าทำการประหารชีวิตเป็นชุดต่อไป

หลังจากประหารจ.ส.ต.สมคิด วรรณโชติไปได้ไม่นาน ข้าพเจ้าได้ฝันไปว่าจ.ส.ต.สมคิดได้มาหาข้าพเจ้า ในฝันจ.ส.ต.สมคิดได้พูดกับข้าพเจ้าว่า “หัวหน้าครับผมคือสมคิด วรรณโชติ ผมหิวจังเลยครับ หัวหน้ากำลังมีโชค อย่าลืมทำบุญเผื่อให้ผมด้วยนะครับ”

เมื่อข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาในตอนเช้าจึงรีบไปหาซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 2 คู่ ปรากฏว่าข้าพเจ้าถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัวของงวดนั้น ได้เงินมาทั้งสิ้น 3,940 บาท จึงรีบไปหาซื้ออาหารปักษ์ใต้ พร้อมด้วยเครื่องสังฆทานและปัจจัยจำนวนหนึ่งไปถวายแด่พระสงฆ์ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้จ.ส.ต.สมคิด และเหล่านักโทษประหารทั้งหมดซึ่งข้าพเจ้าเป็นผู้ที่นำคนเหล่านั้นไปสู่ความตาย

ขออโหสิกรรมต่อจ.ส.ต.สมคิด วรรณโชติ และขอให้จงไปสู่ภพภูมิที่ดีด้วย

ขอชมเชยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับกุมตัวจ.ส.ต.สมคิด แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานแล้วก็ไม่ปล่อยให้ผู้ที่ทำความผิดหนีรอดไปได้


ห้องเก็บศพนักโทษประหารด้วยการยิงเป้า

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

11.นพดล แขกเต้า ผู้ถูกทนายทิ้งคดี

น.ช.นพดล,เจ้าดล แขกเต้า อายุ 30 ปี หมายเลขประจำตัว 923/41 คดีอาวุธปืน ปล้นทรัพย์ ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4), 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรค 1, 72 วรรค 3 หมายเลขคดีดำที่ 1709/40 หมายเลขคดีแดงที่ 3699/40 ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอพูนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ในช่วงปีพ.ศ.2536-2537 ได้เกิดคดีปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์หลายคดีติดต่อกัน ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งทุกคดีคนร้ายจะก่อเหตุในลักษณะคล้ายคลึงกัน จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกันที่ก่อเหตุทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่จะปล้นร้านขายยางพารา เมื่อปล้นแล้วจะต้องมีการฆ่าเจ้าทรัพย์ทุกครั้ง

การปล้นที่อุกอาจที่สุดคือ การเข้าปล้นที่ร้านไพศาลอีเล็คทรอนิคและฆ่าคนในร้านตาย โดยร้านดังกล่าวตั้งอยู่กลางตัวเมือง ซึ่งคนร้ายไม่มีความยำเกรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแม้แต่น้อย เจ้าหน้าที่จึงพยายามสืบหาตัวคนร้ายกลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฏหมายอย่างเร่งด่วน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสืบทราบว่า คนร้ายกลุ่มนี้มีด้วยกันทั้งหมด 10 กว่าคน จึงออกทำการกวาดล้างจับกุมมาดำเนินคดีได้เกือบหมด มีหลบหนีไปได้ 2-3 คน และถูกฆ่าทิ้งเหวที่เขาต่อ ริมถนนสายสุราษฎร์ธานี-ตะกั่วป่า 1 ศพ สำหรับหัวหน้าแก๊งนี้ทราบชื่อว่า นายนพดล แขกเต้า ซึ่งได้ก่อคดีปล้นฆ่าไว้ทั้งสิ้นกว่า 10 คดีและสามารถหลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงออกหมายจับและพยายามติดตามจับกุมตัว เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2538 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุฆ่ากันตายที่ถนนสายพุนพิน-คีรีรัฐนิคม เมื่อไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้ตายเป็นทหารถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ร่างกายหลายนัด โดยภรรยาที่นั่งมาด้วยได้รับบาดเจ็บ จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือเป็นการด่วน

จากการสอบสวนทราบว่า ขณะที่ผู้ตายและภรรยากำลังขับรถไปตามถนน ได้มีคนร้ายจำนวน 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์เข้าประกบ คนที่นั่งซ้อนท้ายได้ชักอาวุธปืนจ่อยิงไปที่คนตายซึ่งเป็นผู้ขับ จนรถเสียหลักพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้า จากนั้นคนร้ายยังได้แสดงความโหดเหี้ยมจอดรถเดินเข้าไปยิงซ้ำจนแน่ใจว่าตายสนิท แล้วคนร้ายยังได้ปลดทรัพย์สินในตัวผู้ตายก่อนหลบหนีไปอีกด้วย

จากการสอบปากคำพยานถึงรูปพรรณคนร้ายทั้ง 2 คน ทราบว่าคนที่เป็นผู้ลงมือยิงผู้ตายมีรูปร่างลักษณะใกล้เคียงกับนายนพดลมาก เจ้าหน้าที่จึงพยายามติดตามหาตัวมาเพื่อคลี่คลายคดีนี้ให้ได้ และสามารถจับกุมตัวนายนพดลและพวกได้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2538 ซึ่งนายนพดลได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ส่วนพรรคพวกอีกคนยอมรับสารภาพ

เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดส่งมอบให้อัยการ เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีนายนพดลและพวกต่อศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี และได้ขออำนาจศาลฝากขังนายนพดลและพวกไว้ที่เรือนจำจังหวัดสุราษฏร์ธานี

ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้ตัดสินให้ยกฟ้องนายนพดลและให้จำคุกพวกของนายนพดลตลอดชีวิต อัยการได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อดำเนินคดีนายนพดลและพวกต่อศาล โดยฝากขังนายนพดลไว้ในระหว่างอุทธรณ์

ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายนพดลและให้จำคุกตลอดชีวิตพวกของนายนพดลตามศาลชั้นต้น

นายนพดลไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการยื่นฎีกาต่อศาลตามกำหนด จึงเป็นนักโทษเด็ดขาดประหารชีวิต และได้ส่งตัวมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งน.ช.นพดลไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษในระยะเวลาที่กำหนดเช่นเดิม

เมื่อครบกำหนดการยื่นหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯแล้ว จะต้องบังคับคดีให้เป็นไปตามคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ แต่เพื่อให้เป็นที่แน่ชัดเนื่องจากเป็นโทษขั้นสูงสุด ทางกรมราชทัณฑ์ได้ทำหนังสือตรวจสอบไปที่สำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักราชเลขาธิการ ปรากฏว่าไม่ได้มีการยื่นหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯแต่อย่างใด จึงจำเป็นต้องบังคับคดีให้ประหารชีวิตตามคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ นับเป็นนักโทษประหารรายแรกที่ถูกบังคับคดีให้ประหารชีวิตโดยกรมราชทัณฑ์

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2542 ขณะที่ข้าพเจ้านำผู้ต้องขังป่วย ส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลกลางกรมราชทัณฑ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในเรือนกลางคลองเปรม ข้าพเจ้าได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาล ให้ติดต่อกลับไปที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง เรือนจำกลางบางขวางด้วย เมื่อสามารถติดต่อได้แล้ว ข้าพเจ้าได้รับแจ้งว่าในวันนี้จะมีการประหารชีวิตนักโทษจำนวน 1 ราย เมื่อเสร็จธุระที่โรงพยาบาลกลางฯแล้ว ขอให้กลับมาจัดเตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้ให้พร้อมด้วย

เมื่อกลับมาถึงเรือนจำ ข้าพเจ้าได้สอบถามว่าเหตุใดถึงมีการประหารชีวิตติดต่อกัน โดยห่างกันเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น ก็ได้รับคำตอบว่า ในการประหารชีวิตนักโทษรายนี้ เป็นคำสั่งจากกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นการบังคับคดีเนื่องจากไม่ได้ยื่นฎีกาต่อศาลตามกำหนด และเมื่อพ้นกำหนดยื่นฎีกาเป็นนักโทษเด็ดขาดแล้ว นักโทษคนดังกล่าวยังคงไม่ได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามกำหนดอีก จำเป็นที่จะต้องบังคับคดี

ข้าพเจ้าได้ไปทำการจัดเตรียมกุญแจมือและมีดตัดด้ายดิบ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน แล้วไปทำการสวดมนต์ไหว้พระ บูชาท้าวเวชสุวรรณ พร้อมทั้งทำจิตใจให้สงบ รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษมาดำเนินการตามขั้นตอนการประหารชีวิต

เวลา 16.00 น. ข้าพเจ้าได้รับชื่อนักโทษที่จะต้องเข้าไปเบิกตัวคือ น.ช.นพดล แขกเต้า ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนายจึงเข้าไปที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 พร้อมด้วยหัวหน้าฝ่ายควบคุมกลาง และรปภ.อีกจำนวนหนึ่ง เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตึกขังไขกุญแจเปิดประตูตึก นักโทษประหารที่ถูกขังอยู่ห้องนอกสุดได้ถามว่า “หัวหน้าครับ อาทิตย์นี้มีประหารถึง 2 วันเลยหรือครับ” ข้าพเจ้าตอบไปว่า “ใช่ แต่ครั้งนี้เป็นการบังคับคดีเพราะเจ้าตัวไม่ได้ทำหนังสือทูลเกล้าฯไป” นักโทษที่ได้ยินเสียงข้าพเจ้าต่างพูดว่า “เฮ้ยเจ้าดลแน่เลย มีมันคนเดียวที่ไม่ได้ทำหนังสือฯ ไม่น่าประมาทไปไว้ใจคนอื่นเลย อีกไม่นานก็จะมีอภัยมาแล้ว มันต้องได้ลงตู้แน่ๆเลย” (คำว่าตู้ในที่นี้หมายถึงห้องขังนักโทษประหาร ขึ้นตู้หมายถึงถูกตัดสินให้ประหารชีวิต ลงตู้หมายถึงได้รับการลดโทษจากประหารชีวิตเหลือตลอดชีวิต)

เมื่อข้าพเจ้าไปหยุดยืนที่หน้าห้องขังน.ช.นพดล เห็นน.ช.นพดลกำลังใส่เสื้ออยู่ เสร็จแล้วเดินออกมาที่ประตูห้อง รอให้เจ้าหน้าที่ไขกุญแจเปิดประตู เพื่อนนักโทษในห้องและห้องใกล้เคียงต่างส่งเสียง “ไปที่ชอบนะเจ้าดล” “ไม่น่าไปไว้ใจทนายเลย” “เอ็งมันดวงซวยว่ะ ไม่น่าโดนประหารเลย” “เสียใจด้วยเพื่อน” ซึ่งน.ช.นพดลยืนตาแดงกล่ำพยายามกลั้นน้ำตาไว้ เมื่อนำตัวออกมาจากห้องแล้ว ข้าพเจ้าได้สวมกุญแจมือและตรวจค้นตัวตามระเบียบ เสร็จแล้วนำตัวออกจากตึกขังไปที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯทันที

ระหว่างทางข้าพเจ้าถามว่า “ดลรู้ตัวว่าจะถูกประหารหรือเปล่า” น.ช.นพดลตอบว่า “ผมรอวันนี้มาหลายครั้งแล้วครับ เวลาหัวหน้าเข้ามาเบิกตัวเพื่อนๆผมไปประหาร ผมคิดว่าต้องมีชื่อผมอยู่ด้วยทุกครั้ง ผมไม่ได้ยื่นฎีกาและทูลเกล้าฯ ผมรู้ตัวครับว่าต้องตายแน่ เมื่อกี้นี้ผมได้ยินเสียงพูดถึงชื่อผม ผมรู้เลยว่าเวลาของผมมาถึงแล้ว” ข้าพเจ้าถามว่า “แล้วทำไมถึงไม่ยื่นฎีกา” น.ช.นพดลตอบว่า “ผมถูกทนายทิ้งคดีครับ”

เมื่อเข้ามาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร และฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง ได้เข้ามาทำการพิมพ์ลายนิ้วมือและตรวจสอบประวัติบุคคล ข้าพเจ้ายังสงสัยไม่หายจึงถามว่า “ที่บอกว่าถูกทนายทิ้งคดี เรื่องมันเป็นมายังไง ความจริงดลสามารถยื่นฎีกาผ่านเรือนจำไปได้ ไม่ต้องให้ทนายจัดการให้ก็ได้ไม่ใช่หรือ”

น.ช.นพดลพูดว่า “เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ ผมกับเพื่อนรักของผมรับงานมายิงจ่าทหาร แล้วสร้างเหตุการณ์ให้เหมือนกับปล้นทรัพย์แล้วฆ่าเจ้าทรัพย์ มาตอนหลังผมทั้งคู่ถูกจับตัวได้ ผมปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยเพื่อนผมยอมรับว่าทำงานคนเดียว และให้การไปว่าผมไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย แต่ตำรวจได้อายัดตัวผมในคดีอื่นอีก และไม่เชื่อเพื่อนผมว่าผมไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ส่งตัวผมฟ้องศาลเพื่อเอาผิดผม พอดีผมมีเพื่อนเป็นทนายมาช่วยว่าความให้ ผลออกมาปรากฏว่าผมชนะคดี ศาลชั้นต้นยกฟ้องผม ส่วนเพื่อนผมติดคุกตลอดชีวิต

อัยการได้ยื่นอุทธรณ์เอาผิดผมอีก เพื่อนผมที่เป็นทนายไปติดงานอื่นมาว่าความให้ไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนทนายใหม่ มาครั้งนี้ผมถูกตัดสินให้ประหารชีวิต ทนายคนใหม่นี้รับปากผมว่าจะทำหนังสือยื่นฎีกาต่อศาลให้ผม โดยบอกให้ผมอยู่เฉยๆไม่ต้องทำอะไรจะจัดการให้ เมื่อครบกำหนดยื่นฎีกาทางเรือนจำสุราษฎร์ธานีได้แจ้งให้ผมรู้ว่า ผมเป็นนักโทษเด็ดขาดรอการประหารชีวิตแล้ว และเตรียมที่จะส่งตัวผมมาที่บางขวาง ทนายคนนั้นมาขอโทษผมและรับปากว่าจะทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าให้ผมอีก ผมหลงเชื่ออีก อย่างว่าแหละครับผมทำอะไรไม่ถูกในตอนนั้น จึงยอมให้ทนายจัดการให้

เมื่อผมถูกส่งตัวมาที่บางขวาง เจ้าหน้าที่ทะเบียนฯและเพื่อนๆในห้องประหาร ถามผมถึงหนังสือทูลเกล้าฯ ผมได้บอกไปว่าทนายทำให้เรียบร้อยแล้ว ตอนหลังผมถึงมารู้ว่าทนายไม่ได้ทำอะไรให้ผมแม้แต่อย่างเดียว กว่าผมจะรู้ตัวทุกอย่างมันก็สายไปแล้ว ผมหมดสิทธิ์ที่จะถวายฎีกาทูลเกล้าฯ และต้องโดนยิงเป้า 100 เปอร์เซ็นต์ ปาฏิหารย์เท่านั้นที่จะช่วยผมได้ แต่ผมทำใจรอไว้แล้วครับ แล้วก็มาถึงวันของผมจนได้ หัวหน้าจำไว้นะครับ ดูผมไว้เป็นบทเรียน เวลามีเรื่องขึ้นศาลถ้าจะหาทนาย ขอให้ดูประวัติและผลงานของทนายคนนั้นให้ดี บางรายอาจจะแพงไปซักหน่อย แต่ยังดีกว่ามาสูญสิ้นทุกอย่างเหมือนผม ผมขอแช่งให้ไอ้ทนายคนนั้นอย่าได้ตายดีเลย ในเมื่อมันไม่มีความรับผิดชอบในตัวลูกความเช่นผม สำหรับหัวหน้าทุกคนผมอโหสิกรรมครับ ผมรู้ว่าทุกคนต้องทำตามหน้าที่”

หลังจากพิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากกรมราชทัณฑ์ ให้น.ช.นพดลฟังและเซ็นทราบในคำสั่งนั้น เสร็จแล้วได้ให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายฉบับสุดท้าย ซึ่งน.ช.นพดลเขียนจดหมายจำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรกเขียนถึงแม่และน้องสาวมีใจความว่า “จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายฉบับสุดท้าย ขอให้แม่และน้องจงมีแต่ความสุข ลูกได้จากแม่และน้องไปแล้ว ไม่มีโอกาสได้ทดแทนพระคุณของแม่อีกแล้ว ลูกเป็นคนมีกรรม ลูกขอลาก่อน ถ้าชาติหน้ามีจริง ลูกขอกลับมาเกิดเป็นลูกของแม่อีกครั้ง และขอให้น้องดูแลแม่ให้ดีด้วย ต่อไปนี้ไม่มีพี่คอยดูแลอีกแล้ว และบอกแฟนของพี่ด้วย ว่าพี่รักและคิดถึงเสมอ”

จดหมายฉบับที่สองเขียนถึงคนรัก “สุดที่รักของพี่ เราสองคนไม่มีโอกาสที่จะอยู่ร่วมกันแล้ว ฝากดูแลแม่และน้องของพี่ด้วย แม้เราจะไม่มีโอกาสได้อยู่ร่วมกัน แต่น้องจะอยู่ในดวงใจของพี่ตลอดไป ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนๆ ถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้เราสองกลับมาพบกันและได้อยู่เป็นคู่กัน พี่ขอลาก่อน ช่วยทำศพให้พี่ด้วย”

เมื่อเขียนจดหมายเสร็จได้หันมาพูดกับข้าพเจ้า “หัวหน้าครับผมขอรบกวนหัวหน้าสักหน่อยได้ไหมครับ” ข้าพเจ้าถามว่า “มีอะไรจะให้ผมช่วยบอกมาเถอะ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงแล้วละก็ ผมรับปากจะจัดการให้” น.ช.นพดลบอกว่า “เดี๋ยวพอประหารผมเสร็จแล้ว หัวหน้าช่วยโทรไปที่เบอร์นี้ทีนะครับ ขอสายกับน้องสาวผมชื่อ… แต่อย่าเพิ่งให้แม่ผมรู้นะครับ แกเป็นโรคหัวใจผมสงสารแก บอกให้น้องสาวผมชวนแฟนผมมารับศพผมในวันพรุ่งนี้ด้วย แล้วค่อยบอกให้แม่รู้ทีหลัง ผมขอร้องนะครับ ช่วยโทรไปวันนี้เลยนะครับ พรุ่งนี้จะได้เดินทางมาถึงแต่เช้า ผมขอบคุณหัวหน้ามากครับ”

เสร็จแล้วได้ยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้ แต่น.ช.นพดลไม่แตะต้องอาหารแต่อย่างใด ขอเพียงน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง จากนั้นข้าพเจ้าจึงได้นำตัวไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ ซึ่งน.ช.นพดลตั้งใจฟังอย่างสงบ

หลังฟังเทศน์จบ ข้าพเจ้าได้นำตัวเดินไปสู่ห้องประหารทันที และได้แวะกราบไหว้ที่หน้าศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ เมื่อนำตัวมาถึงศาลาเย็นใจ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 17.15 น. ปรากฏว่ามีคำสั่งให้ระงับการประหารชั่วครู่ เนื่องจากกรรมการสักขีพยานยังมากันไม่ถึง จึงต้องให้น.ช.นพดลนั่งรออยู่ที่ศาลาเย็นใจซึ่งตั้งอยู่หน้าห้องประหารนั่นเอง

น.ช.นพดลถามข้าพเจ้า “ในห้องที่เห็นนั่นใช่ไหมที่ผมจะต้องเข้าไปตาย แล้วคนไหนคือเพชฌฆาตที่จะเป็นคนยิงผมครับ” ข้าพเจ้าบอกว่า “ดลอย่าไปสนใจเลยดีกว่า ผมว่าเรามาพูดถึงเรื่องของดลดีกว่า ตอนเขียนจดหมายถึงแฟน ผมเห็นดลทั้งยิ้มทั้งเศร้าให้จดหมาย สงสัยคงจะสวยน่าดู” น.ช.นพดลพูดว่า “ครับแฟนผมสวยมาก ผมตั้งใจว่าจะแต่งงานกับแฟนผมอยู่แล้ว แต่ผมมาถูกจับเสียก่อน ผมรักแฟนคนนี้มาก ผมคิดถึงบ้านคิดถึงแม่คิดถึงน้องรวมทั้งแฟนผมจังเลยครับหัวหน้า เพื่อนผมพยายามกันผมออกจากคดีนี้แล้ว แต่สุดท้ายผมก็ไปไม่รอด ฝากลาเพื่อนผมซึ่งติดอยู่แดน 2 ด้วยนะครับ บอกมันว่าผมรักมันมาก มันคือเพื่อนแท้ของผม ขอบใจมันมากที่ช่วยเหลือผมมาตลอด”

ข้าพเจ้าถามว่า “แล้วดลเคยก่อคดีมากี่ครั้ง” น.ช.นพดลตอบว่า “นับไม่ถ้วนครับ ผมเริ่มเกเรครั้งแรกสมัยที่ผมมาเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯพร้อมกับเพื่อน ผมเคยจี้เคยปล้นมาตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ แม่ผมไม่เคยรู้ คิดว่าผมเป็นเด็กดีเสมอมา พอเรียนจบผมกลับไปอยู่ที่บ้าน เมื่อมีโอกาสผมและเพื่อนจะออกหาเหยื่อเป็นประจำ บางครั้งผมรับงานยิงคนอีกด้วย ในสายตาของแม่และน้องรวมทั้งแฟนผม เห็นผมเป็นคนดีมาตลอด แม้แต่คดีที่ผมถูกประหารนี้ ทุกคนต่างก็เชื่อว่าผมไม่ได้เป็นคนทำ นี่ถ้าแม่ผมรู้ว่าผมทำคดีนี้จริง แม่คงเสียใจในตัวผมอย่างมาก ผมมันเป็นลูกไม่รักดีครับหัวหน้า ผมไม่กล้าที่จะบอกแม่ว่าผมเป็นโจร

คดีนี้ผมรับงานมากับเพื่อนให้ไปยิงทหาร ที่อำเภอพูนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมไปดักรอที่ถนนสายพูนพิน-คีรีรัฐนิคม พอเป้าหมายขับรถมาถึงพร้อมกับเมีย เพื่อนผมขี่รถไล่ตามเข้าประกบ ผมเป็นคนยิงเข้าใส่ตรงคนขับ รถคนตายแฉลบเข้าข้างทางชนเสาไฟฟ้า เพื่อนผมจอดรถให้ผมตามลงไปยิงซ้ำจนแน่ใจว่าตายสนิท ก่อนหนีผมได้เข้าไปปลดของในตัวคนตายและที่เมียซึ่งบาดเจ็บอยู่เป็นของแถม และทำให้เห็นว่าเป็นการปล้นทรัพย์ธรรมดา ผมและเพื่อนหนีรอดมาได้ ต่อมาเพื่อนผมมาถูกจับได้ก่อน แต่ว่าไม่เคยให้การซัดทอดถึงผม ตำรวจรู้ว่าผมมีส่วนร่วมด้วย จึงมาจับผมไป ผมปฏิเสธมาตลอด แม่ผมก็ช่วยวิ่งเต้นสู้คดีให้ ผมไม่น่าทำกับแม่อย่างนี้เลย”

ข้าพเจ้าปลอบใจว่า “ในเมื่อดลสำนึกผิดได้ก็ถือว่าเป็นคนที่ใช้ได้แล้ว ทำไมดลไม่เขียนสารภาพกับแม่ไปตามความจริง ผมว่าแม่ของดลจะต้องให้อภัยอย่างแน่นอน” น.ช.นพดลตอบว่า “ผมไม่กล้าจริงๆครับ ปล่อยให้แม่คิดว่าผมเป็นคนดีต่อไปดีกว่า ภายหน้าเมื่อผมตายไปนานแล้ว และแกมารู้ทีหลังว่าผมเป็นคนไม่ดี แกยังจะทำใจได้มากกว่า เฮ้อ! เมื่อไรกรรมการจะมาสักทีนะ มานั่งรออยู่หน้าห้องประหารมันรู้สึกยังไงก็ไม่รู้ ความจริงบรรยากาศที่นี่ก็น่านั่งอยู่หรอก แต่ผมมานั่งรอความตายอยู่อย่างนี้ ให้บรรยากาศดีแค่ไหนมันก็ไม่มีความสุขหรอกครับ หัวหน้าช่วยเร่งให้เขายิงให้สิ้นเรื่องสิ้นราวทีเถอะครับ มันทรมานใจอย่างไรไม่รู้”

ข้าพเจ้ายอมรับว่าไม่ว่าใครก็ตาม ถ้ารู้ตัวว่าจะต้องตายอย่างแน่นอน แต่แล้วกลับต้องมานั่งรอความตายอยู่ที่ข้างหน้าสถานที่ที่ตัวเองจะต้องเข้าไปจบชีวิต จะต้องมีความทรมานจิตใจเป็นอย่างมาก แม้จะมีผู้ชวนพูดคุยในเรื่องอื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจก็ตาม แต่ใครเล่าครับจะทำใจได้

เวลา 17.50 น. ข้าพเจ้าได้รับแจ้งว่ากรรมการได้มากันพร้อมแล้ว จึงนำน.ช.นพดลไปนั่งที่เก้าอี้ขาว ส่งดอกไม้ธูปเทียนให้ พี่เลี้ยงอีกนายเป็นผู้ผูกตา แล้วช่วยกันประคองตัวเข้าสู่ห้องประหาร โดยนำตัวเข้าสู่หลักประหารหลักที่หนึ่ง ระหว่างที่ข้าพเจ้ากำลังผูกมัดตัวอยู่นั้น น.ช.นพดลได้พูดกับข้าพเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายว่า “หัวหน้าต้องโทรให้ได้ภายในวันนี้นะครับ บอกด้วยว่าผมคิดถึงบ้านคิดถึงทุกคนผมอยากกลับบ้าน อย่าลืมมารับผมกลับบ้านด้วย” ข้าพเจ้าตอบไปว่า “รับรองผมจะจัดการให้ นึกถึงพระไว้นะดล ท่องพุทโธไว้จะได้ไปดี”

เมื่อข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกสองนาย ช่วยกันผูกมัดตัวน.ช.นพดลให้ติดกับหลักประหารเสร็จ ได้ทำการตั้งเป้าตาวัว เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหารเพื่อให้ซับเลือดที่จะไหลเจิ่งนองลงมา เสร็จแล้วได้ทำการขออโหสิกรรมอีกครั้ง แล้วจึงแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

พลเล็งปืนได้เข้าทำหน้าที่บรรจุกระสุนและตั้งศูนย์ปืน เพชฌฆาตมือหนึ่งเข้ามาตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้ง เมื่อพร้อมแล้วหัวหน้าชุดประหารได้โบกธงแดงลงทันที “ปัง ปัง ๆๆๆๆๆ” รวมทั้งสิ้น 7 นัด ทำการประหารเมื่อเวลา 16.00 น. เมื่อเสียงปืนสงบ ได้ยินเสียงร้องครางดังออกมาจากหลักประหาร “โอยยย โอยยย ครอก โอยยย” และมีเสียงตรวนดังโคร้งเคร้ง ข้าพเจ้าเข้าไปตรวจดู เห็นน.ช.นพดลมีอาการเกร็งไปทั้งตัว สะบัดขาไปมา และส่งเสียงร้องครางออกมาตลอด จึงแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

เพชฌฆาตมือหนึ่งได้เข้าทำหน้าที่อีกครั้ง ธงแดงได้สะบัดเป็นครั้งที่สอง “ปัง ปังๆๆๆๆ” เสียงปืนดังขึ้นอีก 6 นัด รวมกระสุนที่ใช้ในการประหารทั้งสิ้น 13 นัด เมื่อครบ 3 นาที ได้เข้าไปตรวจดูที่หลักประหารอีกครั้ง ปรากฏว่าน.ช.นพดลได้สิ้นใจไปแล้ว หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างน.ช.นพดลลงจากหลักประหาร จับให้นอนคว่ำหน้าไว้ เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือได้เข้ามาทำหน้าที่ต่อไป

หลังการประหารเสร็จสิ้น ข้าพเจ้ารีบโทรแจ้งให้น้องสาวของน.ช.นพดลได้รับรู้ ปรากฏว่าเมื่อน้องสาวของน.ช.นพดลรับสาย ข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่ข้าพเจ้ายังคงพูดไปว่า “ขอโทษนะครับ นพดลขอให้ผมโทรมาหาน้องสาวเขา” มีเสียงตอบมาว่า “กำลังพูดอยู่ค่ะ เรื่องพี่ดลทางบ้านรู้แล้วค่ะมีคนโทรมาบอกแล้วขอบคุณมาก” ข้าพเจ้าบอกไปว่า “นพดลให้บอกว่าอย่าเพิ่งให้แม่รู้เรื่องนะครับ” เสียงตอบมาว่า “สายไปแล้วค่ะแม่เป็นคนรับสายคนแรก ตอนนี้แกกำลังร้องไห้อยู่ พรุ่งนี้เช้าหนูจะไปรับพี่เขากลับบ้านนะคะ” เสียงโทรศัพท์ได้วางไป ไม่ทราบว่าใครคือผู้หวังดี แต่ว่าใช้ความหวังดีผิดจังหวะไปซะแล้ว

ขออภัยต่อครอบครัวนายนพดล แขกเต้า ซึ่งข้าพเจ้าได้นำเรื่องราวและคำพูดทั้งหมดของนายนพดลมาเขียนตามความจริง

ขออโหสิกรรมต่อนายนพดล แขกเต้า และต้องขอโทษที่แจ้งให้น้องสาวได้รับรู้ช้าไปหน่อย ซึ่งข้าพเจ้าได้พยายามทำตามคำสั่งเสียแล้ว

ขออภัยต่อผู้ประกอบอาชีพทนายความทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย ข้าพเจ้าได้เขียนตามคำบอกเล่าที่ได้รับฟังมาเท่านั้น ไม่มีเจตนาจะกล่าวหาผู้ใดทั้งสิ้น