วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

15.อำนาจ เอกพจน์ ผมทำเพื่อทดแทนบุญคุณ

..อำนาจ,ต้อ  เอกพจน์  อายุ 26 ปี  หมายเลขประจำตัว 394/39  คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย  พยายามฆ่าผู้อื่น  บุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ  มีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคม  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4)(5), 371, 90, 83, 288, 80, 364,365(2)(3)  พระราชบัญญัติอาวุธปืน  เครื่องกระสุนปืน  วัตถุระเบิด  ดอกไม้เพลิง  และสิ่งเทียมอาวุธปืน  ..2490  มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม ,72 ทวิ วรรคสอง  พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม  ..2498  มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23  หมายเลขคดีดำที่ 4220/39  หมายเลขคดีแดงที่ 4815/39  ศาลอาญากรุงเทพฯ  เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ 

                   วันที่ 2 มิถุนายน พ..2539  เวลา 04.00 .  เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.บางซื่อ  ได้รับแจ้งเหตุฆ่ากันตายที่บ้านเลขที่ 28-34  ซอยอารีย์ 3  ถนนพหลโยธิน  แขวงสามเสนใน  เขตพญาไท  กรุงเทพฯ  ซึ่งเป็นบ้านของนายไชยศิริ  เรืองกาญจนเศรษฐหรือเสี่ยตั้งฮั้ว  เจ้าของฉายา เจ้าพ่ออีสานใต้   จึงรีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ  เมื่อไปถึงพบว่าบ้านหลังดังกล่าวตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่  มีบ้านอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันอีก 3 หลัง  เมื่อขึ้นไปห้องนอนซึ่งอยู่ชั้นที่ 3 ของคฤหาสน์หลังใหญ่  พบศพนายไชยศิริ  เรืองกาญจนเศรษฐ  อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีหลายสมัย  เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  สภาพศพถูกฟันด้วยมีดเข้าที่บริเวณซอกคอด้านขวา  แขนซ้าย  ใบหน้า  จมูก  และศรีษะด้านหลัง  รวมแล้วกว่า 10 แผล  แต่ละแห่งล้วนเป็นแผลฉกรรจ์  ในห้องพบเลือดไหลนองเต็มพื้นห้องและกระเซ็นติดตามผนังห้องไปทั่ว  ในที่เกิดเหตุพบมีดเดินป่าแบบสปาต้าเปื้อนเลือดตกอยู่ 1 เล่ม  คาดว่าเป็นอาวุธที่คนร้ายใช้สังหารนายไชยศิริ   

                   ที่บริเวณด้านล่างของตัวบ้านพบทหารสังกัดกองพันสารวัตรทหารที่ 1  และเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบ้านจำนวน 2 นาย  สามารถจับกุมตัวคนร้ายที่สังหารนายไชยศิริได้ 1 คน  สวมเสื้อยืดแขนยาวสีดำ  กางเกงยีนขายาวสีดำ  มีหมวกไหมพรมคลุมหน้า  สวมถุงมือสีดำ  ทราบชื่อในเวลาต่อมาว่า  นายอำนาจ  เอกพจน์  โดยถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 11 ..เข้าที่สะโพกซ้ายทะลุต้นขาซ้าย 1 นัด  ที่บริเวณปากและใบหน้าบวมปูดเต็มไปด้วยเลือด  นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ที่พื้นบ้าน  ตรวจค้นภายในตัวพบปืนพกขนาด .380 ยี่ห้อโคลท์มัสแตง  ทะเบียน กท 2416320  จำนวน 1 กระบอก  มีกระสุนในรังเพลิง 2 นัด  ในซองบรรจุกระสุน 4 นัด  และยังพบกระสุนอีก 1 นัดตกอยู่ที่พื้น  นอกจากนี้ยังพบวิทยุมือถือรับส่งพร้อมหูฟังจำนวน 1 เครื่อง  มีดสปริงพับ 1 เล่ม  ไฟฉายขนาดเล็ก 1 กระบอก

                   จากการสอบสวนในเบื้องต้นทราบว่า  ก่อนเกิดเหตุนายไชยศิริไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของลูกสาว  ซึ่งปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน  จนกระทั่งเวลาประมาณ 02.00 .  จึงกลับไปที่ห้องนอนของตัวเองที่บ้านใหญ่  สักพักภรรยาของนายไชยศิริซึ่งนอนอยู่ที่ชั้น 2 ของบ้านใหญ่  ได้ยินเสียงโครมครามดังมาจากชั้น 3 ที่ผู้ตายนอนอยู่  ภรรยานายไชยศิริจึงวิ่งไปเคาะประตูบันไดทางขึ้นไปห้องนอนชั้น 3  แต่ไม่สามารถเปิดประตูได้  จึงวิ่งไปบอกรปภ.ให้ไปดู  เนื่องจากสงสัยว่าจะเกิดเหตุร้ายกับสามีตน  เมื่อรปภ.ไปถึง  ได้ใช้แชลงงัดประตูบันไดเพื่อขึ้นไปช่วยเหลือ  ในระหว่างที่กำลังงัดประตูอยู่นั้นยังได้ยินเสียงนายไชยศิริตะโกนออกมาว่า มึงมาทำกูทำไมวะ  แล้วเงียบเสียงไป  สักพักมีรปภ.ที่อยู่ชั้นล่างตะโกนขึ้นว่า นั่นไงคนร้าย  กำลังโหนตัวลงจากชั้นสาม  รปภ.ที่อยู่ชั้นบนจึงวิ่งตามลงไป  นายอำนาจซึ่งวิ่งไปถึงกำแพงรั้วด้านซอยอารีย์ 4 เห็นรปภ.วิ่งตามมา  จึงได้ยิงปืนสวนเข้าใส่รปภ. 3 นัดแต่กระสุนไม่ถูกผู้ใด  รปภ.นายหนึ่งจึงยิงใส่นายอำนาจจนหมดแมกกาซีนแต่ก็ไม่ถูกเช่นกัน  นายอำนาจหันกลับมาจะยิงใส่รปภ.อีก  เป็นจังหวะเดียวกับที่รปภ.อีกนายวิ่งมาถึง  จึงยิงปืนเข้าใส่นายอำนาจ 1 นัด  กระสุนเจาะเข้าสะโพกล้มลงทันที  เมื่อเห็นเช่นนั้นรปภ.ทั้งหมดจึงเข้ารุมสกรัมจนนายอำนาจสลบลงไป  แล้วทำการควบคุมตัวไว้ดังกล่าว

                   เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบดังนั้น  จึงรีบนำนายอำนาจส่งโรงพยาบาล  โดยใช้กำลังตำรวจคุ้มกันอย่างหนาแน่น  ป้องกันการถูกฆ่าปิดปาก  หลังจากที่นายอำนาจได้รู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว  เจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวนทันที  เบื้องต้นนายอำนาจอ้างว่าตนเป็นเพียงคนชี้เป้า  ส่วนเพื่อนอีกคนเป็นผู้ลงมือสังหาร  และในช่วงชุลมุนยิงต่อสู้กันอยู่นั้น  มือสังหารได้หลบหนีออกไปได้  ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เชื่อคำให้การแต่อย่างใด  และสาเหตุนั้นเชื่อว่านายอำนาจตั้งใจที่จะฆ่านายไชยศิริโดยตรง  เนื่องจากไม่ได้แตะต้องทรัพย์สินใดๆภายในห้องที่เกิดเหตุ

                   จากการตรวจสอบประวัตินายอำนาจพบว่า  เป็นลูกน้องคนสนิทของนายนิรันดร ลูกชายคนโตของนายไชยศิริ  และเป็นช่างซ่อมโทรศัพท์ภายในคอนโดมิเนียมที่นายนิรันดรเป็นผู้จัดการอยู่  รวมทั้งนายอำนาจยังเคยมาทำการซ่อมโทรศัพท์ที่บ้านนายไชยศิริ 2-3 ครั้ง  และรู้ทางเข้าออกบ้านเป็นอย่างดี  ระยะหลังนายอำนาจกลายเป็นคนสนิทติดตามนายนิรันดรไปทุกแห่ง

                   หลังจากถูกสอบสวนอยู่พักใหญ่  นายอำนาจได้ให้การรับสารภาพอย่างหมดเปลือก  ถึงสาเหตุในการสังหารเจ้าพ่ออีสานใต้ครั้งนี้  โดยให้การว่าผู้บงการสังหารนายไชยศิริ  คือนายนิรันดรลูกชายแท้ๆของนายไชยศิรินั่นเอง  ซึ่งจ้างตนในราคา 200,000 บาท  ก่อนเกิดเหตุเวลา 21.00 .ของคืนวันที่ 1 มิถุนายน 39  นายนิรันทร์เป็นผู้ขับรถนำตนเข้าไปภายในบ้านด้วยการให้ซ่อนตัวอยู่ภายในรถ  แล้วให้เข้าไปหลบอยู่ในห้องนอนนายนิรันดรที่ชั้น 2  ส่วนนายนิรันดรเมื่อนำตนมาซ่อนตัวเสร็จก็รีบขับรถออกไป  ซึ่งตนได้นอนรอเวลาอยู่ที่ห้องนายนิรันดรเป็นเวลานานถึง 6 ชั่วโมง  เพื่อรอให้นายไชยศิริหลับเสียก่อน   จากนั้นตนจึงปีนขึ้นไปห้องนอนนายไชยศิริที่ชั้น 3  ซึ่งเป็นห้องนอนพิเศษติดกระจกกันกระสุนรอบห้อง  เนื่องจากนายไชยศิริเป็นคนมีศัตรูมาก  ต้องระวังตัวเองตลอดเวลา  และสาเหตุที่ใช้มีดสปาต้าในการสังหารเพราะเงียบดีกว่ายิงด้วยปืน  เมื่อเข้าไปในห้องนอนได้แล้ว  นายไชยศิริเกิดรู้ตัวตื่นขึ้นมาเสียก่อน  จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น  โดยนายไชยศิริพยายามหยิบปืนที่หัวเตียงขึ้นมาต่อสู้  ตนจึงฟันใส่ที่ใบหน้าหลายครั้งและได้เชือดคอจนเลือดพุ่งกระฉูด  นายไชยศิริได้ล้มฟุบลง  ตนเห็นดังนั้นจึงรีบหนีออกมาจากห้อง  โดยมีเพื่อนร่วมทีมสังหาร 2 คน  จอดรถรออยู่ที่ริมรั้วบ้านตั้งแต่หัวค่ำ  แต่จังหวะที่ปีนลงมาจากหน้าต่างบ้านถึงกันสาดเพื่อไปยังจุดนัดพบ  รปภ.ของบ้านได้ออกมาพบตนเข้า  จึงเกิดการยิงต่อสู้กันขึ้น  ซึ่งตนถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บมาอย่างที่เห็น

                   เวลา 17.00 .ของวันที่ 2 มิถุนายน 39  เจ้าหน้าที่ตำรวจพบรถเก๋งโตโยต้าคราวน์สีขาว    จอดอยู่ภายในซอยอารีย์ 4  ซึ่งอยู่ติดกับด้านหลังของคฤหาสน์ที่เกิดเหตุ  สภาพรถถูกล็อกประตูทุกบาน  กระจกติดฟิล์มกรองแสงทึบ  จึงลากมาไว้ที่สน.บางซื่อเพื่อทำการตรวจค้นภายในรถ  หลังจากเปิดประตูรถได้แล้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบคันเบ็ดและเครื่องมือตกปลา  วิทยุสื่อสารมือถือ  โทรศัพท์มือถือ  เสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง  ซึ่งสิ่งของทั้งหมดรวมทั้งรถคันดังกล่าว  เป็นของนายนิรันดรลูกชายนายไชยศิริ               

                   วันที่ 3 มิถุนายน 2539  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนขยายผลถึงสาเหตุการสังหารนายไชยศิริ  ซึ่งเชื่อว่านายนิรันดรเป็นผู้บงการสังหารพ่อตัวเอง  โดยสาเหตุเกิดจากการทะเลาะกับผู้เป็นพ่อ  เนื่องจากนายไชยศิริดุด่าเรื่องที่นายนิรันดรไม่สนใจการงาน  และเรื่องที่มีภรรยาเป็นคนต่างชาติ  รวมทั้งเรื่องมรดกที่นายไชยศิริได้ทำพินัยกรรมไว้แล้ว  และจากการสอบสวนเชื่อว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุด้วยกันทั้งสิ้น 3 คน  คือนายนิรันดรผู้บงการ  นายอำนาจมือสังหาร  และนายภุชงค์  แนวจำปา  ลูกน้องนายนิรันทร์อีกคนหนึ่งเป็นผู้ดูต้นทางและพาหลบหนีเมื่องานสำเร็จ

                    เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าทำการตรวจค้นคอนโดฯที่นายนิรันดรและนายอำนาจพักอาศัยอยู่  ผลการตรวจค้นมีดังนี้  ห้องพักของนายอำนาจซึ่งอยู่ที่ชั้นใต้ดินของอาคาร  พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล(เคโมมาย) 1 ทุ่น  ไดนาไมต์ 10 แท่ง  ดินน้ำมัน 1 ก้อน  กระเป๋าสะพายใส่กล้องสีเทา 1 ใบ  ภายในกระเป๋าบรรจุด้วยชุดภาครับสัญญาณวิทยุ 1 ชุด  แผ่นโฟมมีตะปูและลูกปลายติดเทปกาวพันไว้รอบแผ่นโฟม 5 แผ่น  ชุดสัญญาณคลื่นวิทยุ 1 ชุด  วิทยุติดตามตัวมีสายไฟแดง-ดำต่อไว้ 1 เครื่อง  เชื้อประทุไฟฟ้า 88 ดอก

                   ห้องพักนายนิรันดรซึ่งอยู่ชั้นที่ 2  พบดินระเบิดไดนาไมต์ผสมซี 4 มีตะปูผสมอยู่ภายในหนักประมาณ 10 กิโลกรัม 1 ห่อ  ซึ่งบรรจุไว้ในกระเป๋าเจมส์บอนด์ขนาดเล็ก 1 ใบแล้วนำไปบรรจุไว้ในกระเป๋าเจมส์บอนด์ใบใหญ่อีกชั้นหนึ่ง  โลหะลูกปรายบรรจุภายในกระเป๋าเจมส์บอนด์ขนาดเล็กวางไว้ใต้ห่อดินระเบิด 1 ห่อ  เชื้อประทุไฟฟ้า 12 ดอก  นาฬิกาปลุก 1 เรือน  ถุงมือพลาสติก 3 คู่  หน้ากากโฟมกรองอากาศ 8 อัน  กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 1 ใบ

                   บริเวณห้องใต้ถุนอาคารคอนโดฯ  พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล(เคโมมาย) 1 ทุ่น  ไดนาไมต์ 1 แท่ง  เชื้อประทุไฟฟ้า 3 ดอก  ตัวตั้งเวลาพร้อมสวิตช์ 6 ชุด  สวิตช์โยก 7 อัน  สายไฟแดง-ดำ 1 ม้วน  แบตเตอรี่ขนาด 9 โวลต์ 3 ก้อน  ถ่านไฟฉายขนาด 1.5 โวลต์ 11 ก้อน  ลังถ่านชนิด 4 ก้อนเล็ก 4 อัน  ชุดหน่วงเวลา 2 ชุด  ถุงมือยาง 2 คู่  ตะปูเข็ม 1 ห่อ  หลอดไฟฉาย 4 หลอด  หนังสือคู่มือการทำระเบิดแสวงเครื่อง 11 เล่ม  การ์ดอวยพรเป็นเพลงดนตรี 3 แผ่น  ใบคัตเตอร์ 1 เล่ม  ใบสั่งซื้อสินค้า 1 แผ่น 

                   จากการสอบสวนนายอำนาจถึงที่มาของระเบิดจำนวนมาก  ซึ่งสามารถระเบิดตึกทิ้งได้ทั้งหลัง  ทราบว่าเมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนเกิดเหตุ  นายนิรันดรเป็นผู้นำมาจากจังหวัดอุบลฯ  แต่ตนไม่ทราบว่านำมาจากใคร  ตามแผนการสังหารนายไชยศิริที่วางไว้  ถ้าการบุกไปสังหารนายไชยศิริภายในบ้านเกิดการผิดพลาด  นายนิรันดรก็จะใช้ระเบิดที่พบซุกซ่อนในกระเป๋าเจมส์บอนด์  นำไปใส่ใว้ในท้ายรถนายไชยศิริ  ซึ่งระเบิดดังกล่าวจะจุดชนวนระเบิดโดยใช้คลื่นวิทยุติดตามตัวเป็นตัวจุดชนวน  และนายนิรันดรยังได้สอนวิธีการต่อชนวนระเบิดให้ตนอีกด้วย  ซึ่งนายนิรันดรได้พาพวกตนไปทดลองระเบิดบนดาดฟ้าของคอนโดฯ  ซึ่งผลการทดลองประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

                   เมื่อได้หลักฐานดังกล่าวแล้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขออนุมัติออกหมายจับนายนิรันทร์ต่อผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยเขต 4  ซึ่งได้รับการอนุมัติตามที่ขอ  ส่วนนายภุชงค์ยังไม่ได้ออกหมายจับแต่อย่างใด  เพราะต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบก่อน  จึงจะออกหมายจับได้

                   วันที่ 4 มิถุนายน 2539  เวลา 22.00 .  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..ด่านทับตะโก  อำเภอจอมบึง  จังหวัดราชบุรี  รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบศพนายนิรันดร  เรืองกาญจนเศรษฐ์  ผู้บงการฆ่าพ่อบังเกิดเกล้าตัวเอง  ยิงตัวตายที่บ้านหลังหนึ่งบริเวณทุ่งแสด  หมู่ที่ 1  ตำบลจอมอ้น  อำเภอจอมบึง  จังหวัดราชบุรี  จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที  เมื่อไปถึงพบศพชายนอนหงายเลือดท่วมตัว  ในห้องเก็บของชั้นบนของตัวบ้าน  สภาพศพสวมเสื้อยืดคอกลมสีน้ำเงิน  กางเกงขาสั้นหูรูดสีน้ำเงินขลิบขาวและสวมรองเท้าผ้าใบ  พบบาดแผลรอยกระสุนปืนที่ขมับขวา  กระสุนไปตุงที่ขมับซ้าย 1 นัด  ข้างศรีษะด้านขวาพบอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด 6.35 .. บาเรตต้า  ไม่มีหมายเลขทะเบียนตกอยู่ 1 กระบอก  ภายในห้องพบเสบียงอาหาร  เสื้อผ้า  กระเป๋าเงิน  และบัตรเครดิตของธนาคารต่างๆหลายใบ  สมุดเงินฝากอีก 1 เล่ม  จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเบื้องต้น  เชื่อว่าน่าจะใช่ศพนายนิรันดร  จึงรีบนำศพดังกล่าวไปตรวจสอบที่สถาบันนิติเวชเพื่อยืนยันให้แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง

                   เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบพยานในที่เกิดเหตุทราบว่า  นายนิรันดรและนายภุชงค์ได้มาพักที่บ้านหลังดังกล่าวเมื่อเย็นวันที่ 2 มิ..ที่ผ่านมา  ก่อนเกิดเหตุตนได้นั่งดูโทรทัศน์ที่ชั้นล่างกับลูกอยู่  เห็นนายภุชงค์วิ่งร้องไห้ลงมาจากชั้นบน  ละล่ำละลักบอกตนว่านายนิรันดรได้ยิงตัวตายแล้ว  โดยเล่าให้ตนฟังว่านายนิรันดรเกิดอาการเครียดจัดและร้องไห้ตลอดเวลา  จากนั้นได้เอาปืนออกมาและบอกว่าจะขอฆ่าตัวตาย  นายภุชงค์ได้พยายามห้ามและเข้าแย่งปืน  แต่สุดท้ายนายภุชงค์ไม่อาจต้านทานได้  จึงหลบไปอยู่มุมห้องอีกด้านหนึ่ง  หลังนายนิรันดรได้ฆ่าตัวตาย  นายภุชงค์รีบวิ่งลงมาชั้นล่างบอกเล่าให้ตนฟังแล้วก็หายตัวไป  ไม่ทราบว่าไปทางไหน  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ออกติดตามหาตัวนายภุชงค์เพื่อนำตัวมาสอบสวนต่อไป

                   วันที่ 5 มิถุนายน 2539  เวลา 23.50 .  นายภุชงค์  แนวจำปาได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส..เหนือ  โดยขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปรับตัวที่บริเวณสะพานแขวนพระราม 9  เจ้าหน้าที่รีบไปที่จุดนัดพบและพบนายภุชงค์รออยู่กับพี่ชาย  จึงนำตัวกลับมาที่กก.สส..เหนือทันที

                   วันที่ 6 มิถุนายน 2539  เวลา 11.40 .  เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวนายภุชงค์ไปสอบสวนที่สน.บางซื่อ  ซึ่งนายภุชงค์ให้การว่า  วันเกิดเหตุสังหารนายไชยศิรินั้น  นายนิรันดร  นายอำนาจและตน  ได้ร่วมวางแผนกันที่คอนโดฯของนายนิรันดร  โดยนายนิรันดรเป็นผู้เขียนแผนที่ให้นายอำนาจดู  และยังเป็นผู้จัดหาอาวุธมีดที่ใช้สังหาร  ปืนและวิทยุสื่อสาร  รวมทั้งเสื้อผ้าสำหรับพรางตัวอีกด้วย  หลังวางแผนเสร็จนายนิรันดรพานายอำนาจและตนไปที่บ้านหลังเกิดเหตุ  เมื่อไปถึงเป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่ม  หลังจากพานายอำนาจไปหลบซ่อนตัวในบ้านเรียบร้อย  ตนและนายนิรันดรขับรถไปจอดซุ่มรอที่ซอยอารีย์ 4  โดยนัดหมายว่าถ้างานสำเร็จเรียบร้อยแล้ว  ให้นายอำนาจกดคีย์วิทยุ 3 ครั้ง  และถ้าเส้นทางหลบหนีสะดวก  นายนิรันดรก็จะกดคีย์ตอบ 3 ครั้งเช่นกัน

                   จนกระทั่งเวลาประมาณ 03.00 .  ตนได้ยินเสียงสุนัขในบ้านนายไชยศิริเห่าดังขึ้นมา  ตามด้วยเสียงปืนอีกหลายนัด  ทำให้นายนิรันดรทราบว่าแผนการล้มเหลว  จึงหันมาพูดกับตนว่า ภุชงค์ผมแพ้แล้ว  ผมจะต้องฆ่าตัวตาย  แล้วขับรถหนีออกมาทันที  ตลอดทางนายนิรันดรได้พูดแต่เรื่องที่จะฆ่าตัวตาย  เมื่อมาถึงฝั่งธนฯได้จอดรถทิ้งไว้แล้วนั่งแท็กซี่ต่อไปที่นครปฐม  โดยตั้งใจว่าจะหนีลงภาคใต้แล้วเข้าประเทศมาเลเซียต่อไป  แต่เมื่อเดินทางถึงถึงนครปฐมแล้ว  เกิดเปลี่ยนใจไปหลบซ่อนตัวที่จังหวัดราชบุรี  ช่วงที่หลบซ่อนตัวอยู่นั้น  นายนิรันดรและตนคอยติดตามข่าวการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดเวลา  นายนิรันดรอยู่ในอาการเครียดมากมักจะพูดเสมอว่าแพ้แล้วก็ไม่ควรมีชีวิตอยู่

                   จนเมื่อวันที่ 4 มิ.. 39  นายนิรันดรได้อาบน้ำ โกนหนวดเครา  แล้วถามตนว่า ผมหล่อหรือยังภุชงค์  จะตายทั้งทีต้องหล่อหน่อย   ตนจึงพูดว่าถ้าจะฆ่าตัวตายไม่ควรฆ่าในบ้าน  เพราะจะทำให้เจ้าของบ้านเดือดร้อนไปด้วย  นายนิรันดรจึงตัดสินใจจะไปฆ่าตัวตายนอกบ้าน  แต่ขณะที่กำลังจะออกนอกบ้าน  ภรรยาเจ้าของบ้านบอกว่าเห็นรถ 2 คันวิ่งผ่านหน้าบ้านไป  นายนิรันดรกลัวว่าจะเป็นตำรวจ  จึงวิ่งหนีขึ้นไปชั้นบนและเรียกตนให้ขึ้นตามไปด้วย  เมื่อขึ้นไปกันแล้วได้ปิดล็อกประตูห้อง  นายนิรันดรได้พูดกับตนว่า ถึงเวลาที่ต้องฆ่าตัวตายแล้ว  ตนเห็นดังนั้นได้พยายามร้องห้ามปรามอยู่หลายครั้ง  แต่นายนิรันดรได้กล่าวว่า เกิดเป็นคนกลัวตายทำไม  เกิดครั้งเดียวก็ตายครั้งเดียว  เมื่อเป็นผู้แพ้  จะไม่ยอมให้สังคมประจานหรือยอมติดคุกเด็ดขาด  ลำพังแค่ถูกใส่กุญแจมือก็รับไม่ได้แล้วจากนั้นนายนิรันดรได้รำพึงรำพันออกมาอีกว่า ไอ้ต้อ(นายอำนาจ)ไม่น่าพลาดเลย  มันก็เป็นคนฉลาด  ไม่น่าทำพลาดจนถูกเขายิง  ชีวิตกูพลาดเพราะมันคนเดียว  เสร็จแล้วหันมาพูดขอร้องตน กูขอร้องเอ็งเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมว่าเมื่อกูยิงตัวตายไปแล้ว  หากว่ากูไม่ตายทันทีขอให้ช่วยยิงซ้ำ  เพราะจะได้ไม่ทรมาน  แค่นี้มึงทำได้ไหมตนจึงรับปากตกลงไป  จากนั้นได้ให้ตนมานั่งตรงหน้า  ส่วนนายนิรันดรนั่งพิงฝาผนัง  ใช้หมอนปิดหน้า  แล้วเอาปืนจ่อที่ขมับตัวเอง  ตนนั่งก้มหน้าเอามืออุดหูหลับตา  แต่ยังได้ยินนายนิรันดรนับ หนึ่ง-สอง-สาม  แล้วก็มีเสียงปืนดังปังขึ้นมา  เมื่อตนลืมตาขึ้น  เห็นนายนิรันดรนอนดิ้นเลือดเจิ่งนอง  ตนจึงหยิบปืนขึ้นมาจะยิงซ้ำ  แต่นายนิรันดรได้แน่นิ่งไปก่อน  ตนจึงเอาปืนวางไว้ในมือตามเดิม

                   นอกจากนี้นายภุชงค์ยังให้การอีกว่า  เหตุการณ์ระเบิดที่ดิสโก้เธคในโรงแรมปทุมรัตน์  จังหวัดอุบลฯ  ซึ่งเป็นของนายไชยศิริ  เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2538  จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย  บาดเจ็บอีก 8 ราย  เป็นผลงานของนายนิรันดรที่ตั้งใจจะสังหารพ่อ  แต่พลาดไปถูกนักเที่ยวผู้ไม่รู้เรื่องราวตายและบาดเจ็บ  ซึ่งนายนิรันดรเคยพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวให้นายภุชงค์ฟัง  พร้อมกับนำภาพเหตุการณ์ระเบิดมาให้นายภุชงค์และนายอำนาจดูหลายครั้ง  และยังเคยพูดว่า นี่ขนาดระเบิดเพียง 5-6 แท่งเท่านั้น  รัศมีและการทำลายยังมากขนาดนี้  แผนต่อไปจะใช้ระเบิด 55 แท่ง  ร่วมกับระเบิดซีโฟร์  คิดดูจะมีอำนาจขนาดไหน  ต่อมาเมื่อต้นปี 2539 นายนิรันดรยังได้ส่งจดหมายระเบิดไปให้พ่อของตัวเอง  เมื่อนายไชยศิริเปิดออกดู  และได้เกิดการระเบิดขึ้น  แต่ไม่รุนแรงถึงบาดเจ็บ  นายไชยศิริจึงไม่ได้แจ้งความหรือออกข่าวแต่อย่างใด

                   หลังจากที่นายอำนาจและนายภุชงค์ได้รับสารภาพถึงเหตุการณ์สังหารนายไชยศิริมาหมดสิ้นแล้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สรุปสำนวนส่งมอบให้อัยการทำการส่งฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพฯ  เพื่อดำเนินคดีกับทั้งสองต่อไป

                   วันที่ 25 กรกฎาคม 2539  เวลา 14.15   ที่ห้องพิจารณาคดี 903 ศาลอาญากรุงเทพฯ(รัชดา)  คณะผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา  ในคดีที่พนักงานอัยการกองคดีอาญา  กอง 8  เป็นโจทก์ฟ้องนายอำนาจ  เอกพจน์  และนายภุชงค์  แนวจำปา  เป็นจำเลยความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วยความโหดร้ายทารุณ  มีและพกพาอาวุธโดยไม่ได้รับอนุญาต ฯลฯ  โดยตัดสินให้ประหารชีวิตนายอำนาจ  เอกพจน์  และจำคุกตลอดชีวิตนายภุชงค์  แนวจำปา

                   หลังฟังคำพิพากษาของศาล  นายอำนาจถึงกับก้มหน้าร้องไห้โฮออกมา  ญาติพี่น้องและภรรยาต่างเข้ามาแสดงความเสียใจ  ส่งเสียงร้องไห้ระงมไปทั้งห้องพิจารณา  เมื่อเจ้าหน้าที่นำทั้งสองออกมาจากห้องพิจารณาคดี  ระหว่างทางนายอำนาจซึ่งยังใช้ไม้เท้าพยุงกายอยู่  ได้เกิดอาการช็อกและอาเจียนออกมา  หลังจากนั้นได้หันไปจูบลาลูกซึ่งมีอายุเพียง 2-3 เดือน  ทำให้ญาติพี่น้องร้องไห้ระงมขึ้นมาอีก  เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ได้นำตัวทั้งสองส่งเรือนจำกลางบางขวาง  โดยคุมขังข..อำนาจไว้ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1  คุมขังข..ภุชงค์ไว้ที่ฝ่ายควบคุมนักโทษแดน 2  ซึ่งทั้งสองได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ตามสิทธิ์ในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 

                   ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  ..อำนาจได้ใช้สิทธิ์ในการขอยื่นฎีกาต่อศาล  แต่ข..ภุชงค์ได้สละสิทธิ์ในการขอยื่นฎีกา  กลายเป็นนักโทษเด็ดขาดไปก่อน  ผลการพิจารณาของศาลฎีกา  ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์  เป็นนักโทษประหารเด็ดขาดรอการประหารชีวิต  .ชอำนาจได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์ 

                   วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ..2542  เวลา 10.00.  หลังจากได้รับแจ้งว่าจะมีการประหารชีวิตแล้ว  ข้าพเจ้าได้ไปจัดเตรียมกุญแจมือและมีดตัดด้ายดิบ  พร้อมกับสวดมนต์ไหว้พระทำใจให้สงบ

                   เวลา  16.10 .  ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีก 10 นาย (เสริมกำลัง 8 นาย)  ได้เข้าไปเบิกตัวนักโทษประหารทั้งหมด  โดยมีพี่เลี้ยงที่มาเสริมกำลังเป็นผู้นำน..อำนาจออกมาที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ  เมื่อนำนักโทษทั้งหมดมาครบแล้ว  ข้าพเจ้าเห็นน..อำนาจนั่งน้ำตาไหลอยู่  จึงเดินเข้าไปเพื่อปลอบใจ  ..อำนาจได้สะอื้นขึ้นมาและพูดว่า ชีวิตผมทำไมถึงสั้นแค่นี้  ผมรับสารภาพมาตลอดแต่ทำไมถึงไม่ได้รับการลดหย่อนโทษให้เลย  ลูกผมก็ยังเล็ก  พี่ผมต้องขายข้าวเลี้ยงดูครอบครัวแทนผม  ผมอยากเห็นหน้าครอบครัวผมจังเลยครับ  ข้าพเจ้าได้พูดไปว่า อำนาจต้องเข้าใจนะ  ในเมื่ออำนาจทำผิด  ก็จำเป็นที่จะต้องรับกรรมที่ก่อขึ้น  ที่ไม่ได้ลดหย่อนโทษเพราะอำนาจจำนนต่อพยานหลักฐาน  ข่าวอำนาจเป็นข่าวดัง  ผมเองก็ติดตามข่าวมาตลอด  อำนาจไม่น่ารับทำงานนี้แต่ต้นเลย  ..อำนาจ หัวหน้าครับ  พี่นิรันดรเขามีบุญคุณกับผมมาก  ช่วยเหลือผมมาตลอด  เมื่อมาขอให้ผมทำงานให้  ผมจะปฏิเสธได้ยังไง  ผมทำเพื่อทดแทนบุญคุณครับ  เรื่องเงินค่าจ้างเป็นแค่ผลพลอยได้เท่านั้น  หลังจากนั้นได้หันไปลาเจ้าหน้าที่ประจำห้องประหารแดน 1 ซึ่งตามมายืนดูอยู่ด้วย หัวหน้าครับ  ต่อไปหัวหน้าต้องหาคนชงกาแฟใหม่แล้ว  ผมขอลาก่อน  ถ้าญาติพี่น้องมารับศพผม  ให้บอกด้วยว่าผมรักทุกคน  ขอให้ทุกคนเป็นคนดี  อย่าได้ทำอย่างผมกันเลยนะครับ  เจ้าหน้าที่นายนั้นได้บอกว่า ไม่เป็นไรแล้วจะบอกให้  ขอให้อำนาจไปดีนะ

                   เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรและฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังได้แยกย้ายกันพิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษทั้งหมด  ผู้อำนวยการส่วนควบคุมฯเห็นว่าไม่มีนักโทษรายใดมีปัญหา  จึงอนุญาตให้ไขกุญแจมือออกได้  เมื่อเสร็จแล้วเวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งสำนักนายกฯ  ให้นักโทษประหารทั้งหมดฟังทีละราย  เนื่องจากเป็นการถวายฎีกาทูลเกล้าฯกันคนละคดี  โดยอ่านให้น..อำนาจฟังเป็นรายที่ 4  เสร็จแล้วให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมาย  หลังจากนั้นพี่เลี้ยงได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษทั้งหมด  ซึ่งน..อำนาจไม่แตะต้องอาหารแต่อย่างใด 

                   เสร็จจากอาหารมื้อสุดท้าย  ได้นำนักโทษทั้งหมดเข้าฟังการเทศนาธรรมจากพระสงฆ์เป็นครั้งสุดท้าย  หลังฟังเทศน์เสร็จ  ได้ให้น..อำนาจนั่งรอที่หมวดผู้ช่วยเหลือพร้อมนักโทษประหารอีก 3 ราย  ส่วนข้าพเจ้านำน..สมคิด  วรรณโชติ  ไปเข้าหลักประหารเป็นรายแรก  เสร็จแล้วได้แจ้งให้พี่เลี้ยงที่มาเสริมกำลังนำน..อนันต์  โครตสมบัติ และน..สุรศักดิ์  ยิตซังเข้าไปประหารเป็นชุดที่ 2  สุดท้ายจึงเป็นคิวของน..อำนาจ  เอกพจน์ และน..สมพร  เชยชื่นจิตร 

                   เมื่อพี่เลี้ยงนำน..อำนาจไปถึงศาลาเย็นใจ  ข้าพเจ้าได้รับช่วงต่อจากพี่เลี้ยงชุดนั้น  นำดอกไม้ธูปเทียนใส่มือ  พี่เลี้ยงอีกนายทำการผูกตา  แล้วช่วยกันประคองน..อำนาจเข้าไปที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง  ในเวลานั้นที่หลักประหารหลักที่หนึ่งมีเลือดติดอยู่เป็นจำนวนมาก  เนื่องจากเพิ่งทำการประหารไป 2 ราย ส่วนหลักที่สองเพิ่งทำการประหารไปเพียงรายเดียวจึงไม่มากนัก  เมื่อทำการผูกมัดตัวน..อำนาจให้ติดกับหลักและทำการตั้งเป้าแล้ว  ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีก 2 นายต้องไปทำการผูกมัดตัวน..สมพร  ที่หลักประหารหลักที่สองอีก  จนเสร็จสิ้นขั้นตอน  ข้าพเจ้าได้กล่าวขออโหสิกรรมต่อนักโทษทั้ง 2  และแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

                   พลเล็งปืนได้เข้าทำหน้าที่  เสร็จแล้วเพชฌฆาตมือหนึ่งและสอง  ได้เข้าประจำตำแหน่งพร้อมกัน  เมื่อตรวจเช็คศูนย์ปืนเสร็จแล้ว  หัวหน้าชุดประหารได้โบกธงลง  เพชฌฆาตทั้งสองได้เหนี่ยวไกลั่นกระสุนออกไปพร้อมกันทันที ปังๆๆๆๆๆๆๆๆ เสียงดังระงมไปหมด  ใช้กระสุนในการประหารน..อำนาจทั้งสิ้น  7 นัด  ทำการประหารเมื่อเวลา 19.00 .  โดยเพชฌฆาตมือหนึ่งเป็นผู้ทำการประหารชีวิต  เมื่อครบ 3 นาที  ข้าพเจ้าได้เข้าไปตรวจดู  ปรากฏว่านักโทษทั้ง 2 สิ้นใจเป็นที่เรียบร้อย  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำลงจากหลัก  และไปนำร่างนักโทษอีก 3 รายที่เก็บไว้ในห้องเล็ก  ออกมานอนคว่ำหน้าเรียงกันเพื่อความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือต่อไป

                   ขออภัยต่อตระกูลเรืองกาญจนเศรษฐ์ทุกท่านที่ข้าพเจ้าจำเป็นต้องกล่าวอ้างต้นเหตุแห่งคดีนี้ขึ้นมา

                   ขออภัยต่อบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้  ซึ่งข้าพเจ้าได้พยายามกล่าวอ้างใหัน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว

                   ขออโหสิกรรมต่อนายอำนาจ  เอกพจน์  ซึ่งข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่ทุกนายต้องกระทำตามหน้าที่

                             แนวยิง มองจากแท่นปืนไปหาหลักประหาร                               

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น