วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

16.สมพร เชยชื่นจิตร ผมทำจริง

                   น.ช.สมพร,จรวด  เชยชื่นจิตร  อายุ 33 ปี  หมายเลขประจำตัว 538/40  คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4)  หมายเลขคดีดำที่ 954/39  หมายเลขคดีแดงที่ 2702/39  ศาลจังหวัดตรัง  เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง  จังหวัดตรัง

                    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539  เวลา 18.00 น.  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.เมือง  จ.ตรัง  ได้รับแจ้งเหตุยิงกันตาย  ที่ตำบลนาท่อมเหนือ  อำเภอเมือง  จังหวัดตรัง  จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ  ซึ่งเปิดเป็นร้านค้าขายของชำ  เมื่อไปถึงพบศพนายประสิทธิ์  เพชรอินทร์  ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .38  เข้าตามลำตัวทั้งหมด 5 นัด  นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ข้างม้าหินหน้าร้าน  เลือดไหลนองเต็มตัว

                    จากการสอบสวนพยานในที่เกิดเหตุทราบว่า  ขณะที่นายประสิทธิ์นั่งอยู่ที่ม้าหิน  หน้าร้านค้าของตัวเองอยู่นั้น  มีรถจักรยานยนต์ซูซูกิรุ่นคริสตัล  สีแดง  ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน  มาจอดที่หน้าร้าน  โดยมีชาย 2 คนขับขี่ซ้อนท้ายกันมา  ผู้ทำหน้าที่ขับขี่ใส่เสื้อยืดคอปกสีแดง  กางเกงยีนสีฟ้า  และสวมหมวกกันน๊อกสีขาวกระจกหน้ากากแบบใส  ส่วนผู้ซ้อนท้ายจำการแต่งกายไม่ได้  สวมหมวกกันน๊อกสีแดง  ทั้ง 2 พากันลงจากรถเดินเข้าไปหานายประสิทธิ์ซึ่งนั่งก้มหน้าอยู่  เมื่อเข้าไปถึงตัวนายประสิทธิ์  ชายคนสวมหมวกกันน๊อกสีแดงได้ร้องเรียกนายประสิทธิ์ว่า “เฮ้ย” 

                    เมื่อนายประสิทธิ์ได้ยินเสียงเรียก  จึงเงยหน้าขึ้นมองผู้เรียก  ปรากฏว่าชายคนดังกล่าวได้แสดงตัวเป็นคนร้าย  ชักอาวุธปืนพกสั้นแบบลูกโม่สีดำ  จ่อยิงไปที่นายประสิทธิ์ทันที 2 นัด  เมื่อนายประสิทธิ์ถูกยิงแล้ว  ได้ล้มคว่ำลงกับพื้น  ขณะเดียวกันน้องเขยของนายประสิทธิ์เมื่อเห็นพี่เมียถูกยิง  ได้คว้ามีดจะเข้าช่วยเหลือนายประสิทธิ์  ชายอีกคนที่สวมหมวกกันน๊อกสีขาว  ได้ชักอาวุธปืนพกสั้นแบบลูกโม่สีขาว  จ่อไปที่น้องเขยนายประสิทธิ์  แล้วกล่าวถามว่า “อยากตายอีกคนใช่ไหม”  น้องเขยนายประสิทธิ์จึงต้องวางมีดลง  ชายคนสวมหมวกกันน๊อกสีแดงเห็นดังนั้น  จึงเดินเข้าไปที่ร่างนายประสิทธิ์  แล้วจ่อยิงซ้ำอีก 3 นัด  จนแน่ใจว่านายประสิทธิ์ได้สิ้นใจแล้ว  ชายคนสวมหมวกกันน๊อกสีขาวจึงออกไปติดเครื่องรถจักรยานยนต์  แล้วเรียกชายคนสวมหมวกกันน๊อกสีแดงขึ้นซ้อนท้าย  พากันหลบหนีออกไปจากที่เกิดเหตุทันที  ซึ่งน้องเขยนายประสิทธิ์  สามารถจำหน้าชายคนสวมหมวกสีขาวได้อย่างแม่นยำ

                    เมื่อทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว  ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิทยุแจ้งให้พื้นที่ใกล้เคียง  รวมทั้งสายตรวจและสายสืบออกสกัดจับกุมตัวคนร้าย  ตามรูปพรรณที่ได้รับแจ้งจากพยานที่เห็นเหตุการณ์ 
โดยทำการตั้งด่านตามถนนสายต่างๆ  ที่คาดว่าคนร้ายน่าจะใช้เป็นเส้นทางหลบหนี

                    หลังเกิดเหตุประมาณ 30 นาที  ทางสภ.อ.เมืองตรัง  ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจจำนวน 2 นาย  ว่าสามารถสกัดจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 1 ราย  ซึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์สีแดงใส่เสื้อยืดสีแดง  สวมหมวกกันน๊อกสีขาว  และยังพบหมวกกันน๊อกสีแดงอีกหนึ่งใบ  วางอยู่ที่ตะกร้าหน้ารถคันดังกล่าวอีกด้วย  ซึ่งทั้งหมดตรงกันกับที่ได้รับแจ้งมา  แต่จากการตรวจค้นตัวผู้ต้องสงสัย  ไม่พบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุแต่อย่างใด

                    จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำชายคนดังกล่าว  ไปทำการสอบสวนที่สภ.อ.เมืองตรังในทันที  และได้ให้พยานที่เห็นเหตุการณ์มาทำการชี้ตัวเพื่อยืนยัน  ซึ่งน้องเขยและน้องสาวของนายประสิทธิ์  ได้ชี้ตัวชายคนดังกล่าว  พร้อมกับยืนยันว่าใช่ตัวคนร้ายที่ทำหน้าที่ขับขี่รถจักรยานยนต์  และยังเป็นคนเดียวกันกับคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนพกสั้น  จ่อบังคับให้น้องเขยนายประสิทธิ์วางมีดลง  ขณะที่จะเข้าช่วยเหลือนายประสิทธิ์

                    จากการสอบสวนคนร้ายทราบชื่อในเวลาต่อมาว่า  นายสมพรหรือจรวด  เชยชื่นจิตร  ซึ่งนายสมพรได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด  และยืนยันว่าไม่เคยเห็นหรือรู้จักกับนายประสิทธิ์มาก่อน  ตลอดจนน้องเขยและน้องสาวนายประสิทธิ์นั้น  ตนก็ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเช่นกัน  ที่ตนถูกตำรวจจับกุมมานั้น  ตนไม่รู้เรื่องใดๆทั้งสิ้น  และขอยืนยันว่าตนถูกใส่ร้าย  หรือไม่ก็เป็นการจำคนผิด 

                    หลังจากจับกุมตัวนายสมพรมาแล้ว  ทางญาติพี่น้องนายประสิทธิ์  ได้พากันมาดูตัวคนร้ายที่สภ.อ.เมืองตรัง  ปรากฏว่าเมื่อน้องชายนายประสิทธิ์เห็นหน้านายสมพรเท่านั้น  ก็จำได้ทันทีว่าเป็นคนเดียวกับที่ไปซื้อของที่ร้านพี่ชายตนเมื่อ 10 กว่าวันก่อน  ซึ่งในวันนั้นนายสมพรและพวกอีก 1 คน  ไปทำทีขอซื้อบุหรี่และเครื่องดื่มชูกำลัง  แต่นายสมพรและพวกแสดงอาการพิรุธเป็นที่ผิดสังเกต  โดยหันมามองกลุ่มของตนซึ่งมีนายประสิทธิ์และพี่ชายอีกคนหนึ่งหลายครั้ง  ด้วยความสงสัยตนจึงมองกลับไปและได้พยายามจำหน้านายสมพรไว้  เนื่องจากไม่ไว้ใจในอาการดังกล่าวของนายสมพร  หลังจากนายประสิทธิ์พี่ชายตนถูกยิงตาย  เชื่อว่าในวันนั้นนายสมพรและพวก  จะต้องมาดูลาดเลาก่อนลงมือฆ่าพี่ชายตนอย่างแน่นอน

                    เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามสอบสวนนายสมพร  ถึงสาเหตุและผู้อยู่เบื้องหลัง  รวมทั้งพวกนายสมพรที่เป็นผู้ลงมือสังหารนายประสิทธิ์  ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่านายสมพรและพวก  เป็นกลุ่มมือปืนรับจ้าง  ที่รับงานฆ่าคนโดยเฉพาะ  แต่นายสมพรยังคงยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด  และอ้างว่าตนขับขี่รถจักรยานยนต์มาธุระละแวกดังกล่าวเท่านั้น  คงเป็นการบังเอิญที่รถจักรยานยนต์ของตน  รวมทั้งการแต่งกายของตน  ไปเหมือนกับคนร้ายที่ก่อเหตุยิงนายประสิทธิ์  ส่วนหมวกกันน๊อกอีกใบที่วางอยู่ในตะกร้าหน้ารถ  เป็นหมวกที่ตนวางติดรถเป็นประจำ  เผื่อว่าเวลามีคนซ้อนท้ายจะได้ใช้สวมใส่ป้องกันอุบัติเหตุ  การที่น้องชายและน้องเขยนายประสิทธิ์  กล่าวหาว่าตนเคยไปชื้อของที่ร้านของนายประสิทธิ์  และยังเป็นผู้ใช้อาวุธปืนจ่อบังคับให้น้องเขยนายประสิทธิ์วางมีดนั้น  น่าจะเป็นการจำคนผิดมากกว่า  เพราะตนยังไม่เคยไปที่ร้านดังกล่าวมาก่อนเลย  และไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าร้านดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณไหน  ส่วนนายประสิทธิ์ผู้เสียชีวิตหน้าตาเป็นยังไง  ตนก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน  รวมทั้งพยานทั้งหมดทุกคนที่มาชี้ตน  กล่าวหาว่าตนเป็นคนร้ายนั้น  ตนขอยืนยันว่าไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักใครมาก่อนทั้งสิ้น  อาวุธใดๆตนก็ไม่เคยพกมาก่อน  ตนเป็นผู้บริสุทธิ์

                    หลังการสอบสวนเสร็จสิ้น  ถึงแม้ว่านายสมพรจะปฏิเสธข้อกล่าวหาก็ตาม  แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าจากการสอบสวนพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด  รวมทั้งรถจักรยานยนต์  หมวกกันน๊อก  และเสื้อผ้าที่นายสมพรสวมใส่  น่าจะเป็นหลักฐานพอที่จะส่งฟ้องต่อศาล  เพื่อพิจารณาความผิดนายสมพรได้  จึงสรุปสำนวนส่งมอบให้อัยการเพื่อดำเนินการต่อไป  และได้ฝากขังนายสมพรไว้ที่เรือนจำจังหวัดตรัง  โดยมีภรรยาของนายประสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อศาล  ขอเป็นโจทก์ร่วมด้วย  ซึ่งศาลได้อนุญาตตามคำขอ

                    จากการพิจารณาของศาลจังหวัดตรัง  ได้วินิจฉัยว่า  โจทก์และโจทก์ร่วม  รวมทั้งน้องเขยและน้องสาวผู้ตาย  เบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่า  วันเกิดเหตุเวลา 17.50 น.  จำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยมีพวกจำเลยอีก 1 คน  นั่งซ้อนท้ายมาจอดที่หน้าร้านผู้ตาย  แล้วพากันลงจากรถเดินไปหาผู้ตายซึ่งนั่งอยู่ตรงม้าหินหน้าร้าน  พวกจำเลยร้องเรียกผู้ตายว่า เฮ้ย  เมื่อผู้ตายเงยหน้าขึ้นมอง  พวกจำเลยใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตาย 2 นัด  ผู้ตายล้มคว่ำลงแล้วพวกจำเลยยิงซ้ำอีก 3 นัด  จนผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา  ขณะพวกจำเลยใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตายอยู่นั้น  น้องเขยผู้ตายหยิบมีดจะเข้าช่วยผู้ตาย  จำเลยซึ่งยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ  ชักอาวุธปืนพกขึ้นขู่น้องเขยผู้ตายว่า  อยากตายอีกคนหรือจนน้องเขยผู้ตายวางมีดลง

                    หลังจากนั้นจำเลยไปติดเครื่องรถจักรยานยนต์แล้วเรียกพวกจำเลยขึ้นรถพากันหลบหนีไป  เห็นว่า  เหตุเกิดในเวลากลางวัน  พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์  เห็นจำเลยกับพวกตั้งแต่แรกที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าร้านผู้ตาย  แล้วพวกของจำเลยถืออาวุธปืนพกแบบลูกโม่สีดำ  เดินเข้าหาผู้ตายและยิงผู้ตายรวม 5 นัด  โดยมีจำเลยยืนคุมเชิงแล้วชักอาวุธปืนพกแบบลูกโม่สแตนเลสสีขาวขู่น้องเขยผู้ตาย  ไม่ให้เข้าช่วยผู้ตายในขณะที่พวกจำเลยยิงผู้ตายอยู่  ซึ่งเป็นระยะเวลานานพอที่พยานทั้งสอง  สังเกตเห็นจำเลยกับพวกได้นานพอสมควร  แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยกับพวกจะใส่หมวกนิรภัยไว้ก็ตาม  แต่หมวกนิรภัยดังกล่าวก็เป็นแบบกระจกใส  ทั้งได้เปิดหน้าไว้ด้วย  เชื่อว่าพยานทั้งสองเห็นหน้าจำเลยได้ชัดเจน

                    นอกจากนี้พยานทั้งสองยังสังเกตและจำรถจักรยานยนต์  ที่จำเลยกับพวกใช้เป็นยานพาหนะได้ว่า  เป็นรถจักรยานยนต์ซูซูกิรุ่นคริสตัล  สีแดง  จำเลยใส่เสื้อยืดสีแดงแบบคอปก  กางเกงยีนสีฟ้า  และหมวกนิรภัยสีขาว  อันเป็นรถจักรยานยนต์และเครื่องแต่งกายของคนร้าย  ที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้ทำหน้าที่สายตรวจทั้ง 2 นาย  ได้รับแจ้งจากวิทยุสื่อสารหลังเกิดเหตุ  ใช้เป็นข้อมูลในการดักจับจำเลยได้หลังเกิดเหตุประมาณ 30 นาที  ซึ่งถือได้ว่าเป็นการจับจำเลยได้ในทันทีทันใด  ทั้งยังยึดได้หมวกนิรภัยอีก 1 ใบ  ซึ่งตรงตามรูปลักษณะและสีซึ่งเป็นสีแดง  ที่พวกจำเลยใส่ขณะเกิดเหตุ  ได้จากตะกร้ารถจักรยานยนต์ของจำเลยเป็นของกลางอีกด้วย  หากจำเลยมิได้เป็นคนร้ายร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายแล้ว  ก็ไม่น่ามีรถจักรยานยนต์  การแต่งกายของจำเลย  หมวกนิรภัยที่จำเลยใส่อยู่  และที่ยึดได้จากจำเลย  ไปตรงกับที่คนร้ายใช้และสวมใส่ในขณะก่อเหตุยิงผู้ตาย  และทันทีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้ทำหน้าที่สายตรวจทั้ง 2 นายจับจำเลยได้  ก็ได้ให้พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไปดูตัวจำเลยแล้ว  ซึ่งพยานทั้งสองยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย  ที่ขับรถจักรยานยนต์ให้พวกจำเลยนั่งซ้อนท้าย  ไปยิงผู้ตายในขณะเกิดเหตุ

                    คดีจึงมีผลเชื่อได้ว่าพยานทั้งสองจำจำเลยไม่ผิดตัว  ส่วนคำเบิกความของพยานทั้งสอง  แตกต่างกันในข้อที่ว่า  ขณะเกิดเหตุจำเลยใส่หมวกนิรภัยโดยใส่สายรัดคางด้วยหรือไม่นั้น  เห็นว่า  เป็นข้อแตกต่างกันในพลความ  ไม่ทำให้คำเบิกความของพยานทั้งสองเสียไปแต่ประการใด

                    นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีน้องชายผู้ตายเบิกความยืนยันว่า  ก่อนเกิดเหตุสิบกว่าวัน  จำเลยกับพวก 1 คน  ไปขอซื้อบุหรี่และเครื่องดื่มชูกำลังที่ร้านของผู้ตาย  และจำเลยกับพวกได้แสดงอาการพิรุธเป็นที่ผิดสังเกตแก่น้องชายผู้ตาย  ซึ่งขณะนั้นนั่งร่วมอยู่กับผู้ตายและพี่ชายอีก 1 คน  ที่ม้านั่งตรงที่เกิดเหตุ  โดยจำเลยกับพวกหันมามองกลุ่มของผู้ตายหลายครั้งหลายหนเป็นที่ผิดสังเกต  เป็นเหตุให้น้องชายผู้ตายจำจำเลยได้หลังจากไปดูตัวจำเลยซึ่งถูกจับกุม  แสดงว่าจำเลยมาดูลาดเลา  ก่อนร่วมกับพวกลงมือฆ่าผู้ตาย  พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักมั่นคง  ฟังได้ว่า  จำเลยกระทำผิดตามฟ้อง  พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจฟังหักล้างได้  จึงพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว  ริบหัวกระสุนปืนของกลาง  คืนหมวกนิรภัยของกลางแก่เจ้าของ

                    หลังถูกศาลชั้นต้นตัดสินลงโทษประหารชีวิตแล้ว  ได้ถูกส่งตัวมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง  ข.ช.สมพรได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อต่อสู้คดี  ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  ได้ตัดสินพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  ข.ช.สมพรได้ยื่นฎีกาต่อศาลเพื่อต่อสู้คดีอีก  ผลการพิจารณาของศาลฎีกา  ได้ตัดสินพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์  เป็นนักโทษเด็ดขาดรอการประหารชีวิตในทันที  แต่น.ช.สมพรได้ยื่นหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์  และรอผลการพิจารณาหนังสือฯ  อยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

                    วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2542  หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับทราบว่าจะมีการประหารชีวิตนักโทษจำนวน 5 รายแล้ว  ข้าพเจ้าได้จัดเตรียมมีดตัดด้ายดิบและกุญแจมือ  ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะใช้งานได้  และกลับบ้านไปสวดมนต์ไหว้พระตามความเชื่อของข้าพเจ้า 

                    เวลา 16.10 น.  หลังจากจัดแบ่งหน้าที่ในการเบิกตัว  และดูแลนักโทษประหารทั้ง 5 รายแล้ว  ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดได้เข้าไปที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1  พร้อมกับนำตัวนักโทษประหารทั้งหมด  ออกมาที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯเพื่อดำเนินขั้นตอนก่อนการประหารตามระเบียบ  เมื่อเห็นนักโทษทั้งหมดไม่มีอาการสติแตก  หรืออาการที่ไม่น่าไว้วางใจ  ผู้อำนวยการส่วนควบคุมฯได้สั่งให้ข้าพเจ้าไขกุญแจมือทั้งหมดออก 

                    เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร  และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง  ได้เข้ามาทำการพิมพ์ลายนิ้วมือน.ช.สมพรเป็นรายสุดท้าย  ระหว่างที่พิมพ์ลายนิ้วมือ  เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้สอบถามประวัติบุคคลตามระเบียบ  และถามน.ช.สมพรว่า “สมพรคุณได้ทำคดีนี้จริงหรือเปล่า  เห็นประวัติคุณสู้คดีมาตั้ง 3 ศาล  แต่แพ้หมดทุกศาล”  น.ช.สมพรตอบว่า “ครับผมทำจริง”  เจ้าหน้าที่ตำรวจนายเดิมกล่าวถามอีก “ในเมื่อสมพรทำจริง  ทำไมไม่ยอมรับสารภาพตั้งแต่ต้น  และซัดทอดถึงคนยิงและคนจ้างวานไปเลย  ผมเชื่อว่าศาลน่าจะลดโทษให้สมพรนะ  ยังไงก็คงไม่ถึงโทษประหารชีวิตแน่ๆ” 

                    น.ช.สมพรพูดขึ้นว่า “มือปืนอย่างพวกผม  ศักดิ์ศรีเป็นเรื่องสำคัญ  เมื่อรับงานมาแล้วจะต้องทำงานให้สำเร็จ  แต่ถ้าใครคนใดคนหนึ่งพลาดท่าถูกจับได้  จะต้องไม่ซัดทอดถึงผู้ร่วมงานและผู้จ้างอย่างเด็ดขาด  อย่างน้อยเวลาติดคุกอยู่  คนจ้างส่วนใหญ่จะส่งเสียดูแลครอบครัวให้  ถ้าหากมีการซัดทอดถึงผู้จ้างวาน  ใครจะเป็นผู้ส่งเสียดูแลผมและครอบครัว  และยังอายคนอื่นเขาอีกด้วยว่าเป็นมือปืนกระจอก  ที่ผมสู้คดีมาตลอดนั้น  ผมเชื่อตัวเองมากไปหน่อย  คิดว่าพยานหลักฐานของผมสามารถหักล้างข้อกล่าวหาได้  แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น  ศาลเชื่อคำให้การของโจทก์มากกว่า  ผมเลยเสร็จ  ชีวิตมือปืนอย่างพวกผมมันก็แบบนี้แหละครับ  ถ้าไม่ถูกตำรวจยิงตาย  ก็โดนพวกเดียวกันฆ่า  หรือไม่ก็ติดคุกติดตะรางกันหมด  อย่างผมซวยหน่อยที่โทษถึงประหาร  ถ้าไม่อยากเป็นเหมือนผม  ก็อย่าคิดเป็นมือปืนหรือไม่ก็ล้างมือออกจากวงการนี้แต่เนิ่นๆ  พวกผมหลายคนที่กลับตัวไปหากินอย่างอื่น  เดี๋ยวนี้ร่ำรวยไปหลายคนแล้ว  ส่วนที่ยังไม่วางมือ  ถูกตำรวจยิงตายไปหลายคน  และที่อยู่ในบางขวางแห่งนี้  ก็มีอยู่หลายคนเหมือนกัน”

                    หลังจากพิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษประหารทั้งหมดเสร็จ  เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกฯให้น.ช.สมพรฟังเป็นรายสุดท้าย  เสร็จแล้วได้ให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายถึงญาติพี่น้องได้ตามสะดวก  เสร็จแล้วพี่เลี้ยงได้นำอาหารมื้อสุดท้ายมาให้น.ช.สมพร  แต่น.ช.สมพรไม่แตะต้องอาหารแต่อย่างใด 

                    ต่อจากนั้นได้นำนักโทษประหารทั้งหมด  เข้าไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์  ที่ห้องเยี่ยมสำหรับทนาย  ซึ่งทุกคนต่างก็ตั้งใจฟังอย่างสงบ  เสร็จแล้วได้ให้น.ช.สมพรนั่งรอที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ  พร้อมกับนักโทษประหารอีก 3 คน  ซึ่งสำหรับตัวน.ช.สมพร  จะนำเข้าทำการประหารชีวิตเป็นชุดที่ 3  โดยจะทำการประหารพร้อมกับน.ช.อำนาจ  เอกพจน์ 

                    เมื่อข้าพเจ้านำนักโทษทั้ง 2 ชุดเข้าทำการประหารเสร็จสิ้นแล้ว  ได้มารอรับน.ช.อำนาจและน.ช.สมพรที่ศาลาเย็นใจ  เมื่อพี่เลี้ยงที่มาเสริมกำลัง  นำนักโทษประหารทั้ง 2 รายมาถึง  ข้าพเจ้าได้รับช่วงต่อ  โดยให้นักโทษทั้ง 2 รายพนมมือกำดอกไม้ธูปเทียนไว้  พี่เลี้ยงอีกนายหยิบผ้าขึ้นมาผูกตา  แล้วนำน.ช.อำนาจไปผูกมัดตัวไว้ที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง  ส่วนน.ช.สมพรนำเข้าไปผูกมัดตัวที่หลักประหารหลักที่สอง  ระหว่างนำตัวเดินเข้าห้องประหาร  น.ช.สมพรมีอาการเข่าอ่อนทรุดลงไป  ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนาย  ต้องช่วยกันหิ้วปีกเข้าไปจนถึงหลักประหาร  ซึ่งน.ช.สมพรได้พูดขึ้นว่า “ต้องขอโทษหัวหน้าด้วยครับที่ต้องช่วยกันหิ้วปีกผมมา  ผมพยายามทำใจให้เข้มแข็งแล้ว  แต่จู่ๆขาของผมมันอ่อนทรุดลงไปเอง  รีบๆยิงผมเถอะครับ  ผมเสียวเหลือเกิน  เอาให้ตายทันทีเลยนะครับ  ผมไม่อยากทรมาน  ผมขออโหสิกรรมให้หัวหน้าทุกคนครับ”

                    หลังจากที่ทำการผูกมัดตัวน.ช.สมพรกับหลักประหารเสร็จ  ได้ทำการตั้งเป้าตาวัว  เอาทรายแห้งโรยรอบโคนเสาหลักประหาร  ข้าพเจ้าได้กล่าวขออโหสิกรรมต่อนักโทษประหารทั้ง 2 รายอีกครั้งหนึ่ง  แล้วจึงแจ้งความพร้อมให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

                    พลเล็งปืนได้ทำการบรรจุกระสุน  พร้อมกับตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว  เมื่อศูนย์ปืนตรงจุดดีแล้ว  เพชฌฆาตที่หนึ่งและสองได้เข้าทำการตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อพร้อมแล้วได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ  ธงแดงจึงได้โบกลงทันที  “ปัง   ปังๆๆๆๆๆ”  เสียงปืนดังรัวออกมาเป็นชุด  ใช้กระสุนสำหรับน.ช.สมพรทั้งสิ้น 5 นัด  ทำการประหารเมื่อเวลา 19.00 น.  โดยเพชฌฆาตมือสองเป็นผู้ทำการประหารชีวิต

                    หลังครบเวลา 3 นาที  ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจร่างของนักโทษประหารทั้ง 2 ราย  ปรากฏว่านักโทษทั้งคู่ได้สิ้นใจไปแล้ว  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างทั้งคู่ลงจากหลัก  แล้วไปนำร่างของนักโทษประหารอีก 3 รายที่เก็บไว้ในห้องเล็ก  ออกมานอนคว่ำหน้าเรียงกันที่หน้าหลักประหาร  เพื่อความสะดวกในการพิมพ์ลายนิ้วมือของเจ้าหน้าที่ต่อไป

                    ขอให้ดวงวิญญาณของนายสมพร  เชยชื่นจิตร  จงเป็นสุขอยู่ในภพที่ดีหมดสิ้นกรรมเวรทั้งหลายด้วยเทอญ

                    ขออภัยต่อครอบครัวคุณประสิทธิ์  เพชรอินทร์  ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวอ้างถึงเพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อเรื่อง

                    ขอชมเชยการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ  สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง  จังหวัดตรังทั้งสองนาย  ที่สามารถจับกุมคนร้ายได้หลังเกิดเหตุเพียงไม่นาน  ด้วยความจริงใจมา ณ ที่นี้