วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

32.จาย ส่างออ, กุลชนก อินเทศราช, เนตรน้อย ส่างคิด โทษกันให้วุ่น



            
             ..จาย, อ่องเมียว, อ่องเมียง  ส่างออ  อายุ 38 ปี(สัญชาติพม่า)  หมายเลขประจำตัว 842/41  ..กุลชนก  อินเทศราช  อายุ 24 ปี  หมายเลขประจำตัว 843/41  ..เนตรน้อย, ชายน้อย  ส่างคิด  อายุ 36 ปี(สัญชาติพม่า)  หมายเลขประจำตัว 844/41  คดีร่วมกันมียาเสพติดไว้นครอบครองเพื่อจำหน่าย(ยาบ้า)  ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ  ..2522  มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 วรรค 2, 102  ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83, 91  หมายเลขคดีดำที่ 1065/41  หมายเลขคดีแดงที่ 8677/41  ศาลอาญาธนบุรี  ผลงานการจับกุมของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด

              วันที่ 1 ธันวาคม พ..2540  เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปราบปรามยาเสพติดประจำจังหวัดเชียงใหม่ได้รับแจ้งจากสายว่า  มีพ่อค้ายาบ้ากำลังติดต่อหาผู้ซื้อยาบ้าซึ่งมีอยู่จำนวนมาก  จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจปลอมเป็นนายทุนเข้าไปติดต่อล่อซื้อยาบ้าดังกล่าว  โดยใช้โทรศัพท์ติดต่อกันหลายครั้งจนพ่อค้ายาบ้าหลงเชื่อ

              วันที่ 3 ธันวาคม พ..2540  เวลา 13.00 .  ได้นัดเจรจาซื้อขายกันที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่  โดยตกลงว่าจะทำการซื้อขายยาบ้าจำนวน 200,000 เม็ด  ราคาเม็ดละ 32.50 บาท  รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,500,000 บาท  ซึ่งพ่อค้ายาบ้าคนดังกล่าวทราบชื่อว่า  นายบุญยืน  เจริญคุณ  และจะตกลงเจรจาซื้อขายกันอีกครั้งที่กรุงเทพฯ  เนื่องจากยาบ้าได้ถูกลำเลียงไปเก็บไว้ที่กรุงเทพฯเรียบร้อยแล้ว

              วันที่ 5 ธันวาคม พ..2540  เวลา 10.00 .  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นัดพบกับนายบุญยืนที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านงามวงศ์วาน  ซึ่งนายบุญยืนได้เลื่อนนัดการซื้อขายยาบ้าอีกครั้งหนึ่ง  โดยให้เหตุผลว่า  พวกของนายบุญยืนกำลังติดต่อซื้อขายยาบ้ากับนายทุนรายอื่นอยู่  หากยังต้องการสินค้าให้เตรียมเงินไว้ให้ครบตามจำนวนที่ได้ตกลงกันไว้  แล้วจะนัดเวลาและสถานที่ในการซื้อขายกันอีกครั้งหนึ่ง

              วันที่ 8 ธันวาคม พ..2540 เวลา 13.00 .  ได้นัดพบกันที่ตลาดรวมใจ  หมู่บ้านเมืองทองธานี  ถนนแจ้งวัฒนะ  อำเภอปากเกร็ด  จังหวัดนนทบุรี  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำเงินล่อซื้อไปพบกับนายบุญยืนตามนัด  เมื่อไปถึงนายบุญยืนได้แนะนำให้รู้จักเพื่อนร่วมแก๊งอีก 5 คนคือ นายอ่อน  แสง  นายคำใส  ไม่มีนามสกุล  นายจาย  ส่างออ นายกุลชนก  อินเทศราช  นายเนตรน้อย  ส่างคิด
       
              หลังจากนั้นได้นำนายอ่อนและนายกุลชนกได้เข้าไปตรวจนับเงินล่อซื้อ  ภายในรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  เมื่อทั้งหมดเห็นว่าครบตามจำนวนที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว  นายอ่อนและนายคำใสได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขับรถตามไปเพื่อรับของ  โดยให้พรรคพวกที่เหลือเฝ้าเงินอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนาย  เมื่อนายอ่อนและนายคำใสขับรถมาถึงห้างสรรพสินค้าย่านราษฎร์บูรณะ  ได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปลอมตัวมา  รออยู่ที่ห้างดังกล่าวโดยบอกว่าจะไปนำยาบ้ามามอบให้

              เจ้าหน้าที่ตำรวจที่สะกดรอยติดตามมา  ได้จัดชุดติดตามนายอ่อนและนายคำใสต่อไปไปทันที  เมื่อไปถึงตึกแถวในซอยพระราชวิริยาพร 5  ตำบลบางผึ้ง  อำเภอพระประแดง  จังหวัดสมุทรปราการ  ทั้งคู่ได้จอดรถและเดินหายเข้าไปในตึกแถวหลังหนึ่งประมาณ 30 นาที  แล้วขับรถออกมาจากตึกแถวหลังนั้นกลับไปพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งรออยู่ที่ห้างสรรพสินค้าย่านราษฎร์บูรณะ 

              จากนั้นได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปลอมตัวมาล่อซื้อ  ตรวจดูยาบ้าที่นำมาจำนวน 50 มัด  ซึ่งในแต่ละมัดจะมียาบ้าอยู่ 10 ถุงๆละ 200 เม็ด  รวมทั้งสิ้น 100,000 เม็ด  โดยบอกว่าจะนำยาบ้าอีก 100,000 เม็ดมามอบให้  หลังจากที่พวกที่เฝ้าเงินอยู่ได้รับเงินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปลอมตัวมาล่อซื้อ  จึงส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ติดตามมาเข้าจับกุมนายอ่อนและนายคำใสไว้ได้  พร้อมกับแจ้งไปยังชุดคุ้มกันเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เฝ้าเงินอยู่  ให้เข้าจับกุมพ่อค้ายาบ้าที่เหลือทันที

              เมื่อจับกุมตัวทั้งหมดไว้ได้แล้ว  ได้นำตัวนายอ่อนและนายคำใสกลับไปที่ตึกแถวในซอยพระราชวิริยาพร 5   เพื่อทำการตรวจค้นในตึกแถวหลังดังกล่าว  เมื่อไปถึงพบว่าภายในตึกแถวหลังนั้นไม่มีเครื่องใช้อะไรเลย  แต่ในห้องนอนชั้นที่ 3  พบฟูกที่นอนจำนวน 2 อันวางซ้อนกันอยู่  เมื่อตรวจสอบดูพบว่ามีสิ่งของซุกซ่อนอยู่ภายใน  จึงได้นำออกมาตรวจดู  ปรากฏว่าเป็นห่อยาบ้าจำนวน 230 มัด  เมื่อรวมกับยาบ้าที่จับกุมได้ก่อนหน้านี้ด้วย  คิดเป็นจำนวนยาบ้าทั้งสิ้น 560,000 เม็ด  จึงได้นำพ่อค้ายาบ้าทั้งหมดพร้อมของกลางไปทำการสอบสวนต่อไป

              ผลการสอบสวนเบื้องต้น  นายอ่อน  นายคำใสและนายบุญยืนให้การรับสารภาพ  แต่นายจาย  นายกุลชนกและนายเนตรน้อยได้ให้การปฏิเสธ  โดยนายจายอ้างว่าได้ถูกนายอ่อนกับนายคำใสชวนมาเป็นเพื่อนเท่านั้น  ไม่ทราบว่าคนทั้งหมดจะมาทำอะไรกัน  เรื่องยาบ้าที่ถูกจับได้นั้นไม่เคยรู้เห็นมาก่อน  และตำรวจที่มาล่อซื้อนั้นตนก็ไม่เคยเห็นหรือรู้จักมาก่อน  อยู่ๆก็มาจับกุมตนแล้วกล่าวหาว่าตนร่วมกันค้ายาบ้า

              นายกุลชนกให้การว่า  นายเนตรน้อยได้โทรศัพท์ไปชวนให้พาไปเที่ยวอาบ อบ นวด  โดยบอกตนว่าได้นัดนายคำใสไว้ที่หมู่บ้านเมืองทองธานี  เมื่อไปถึงพบนายอ่อน  นายคำใส  นายจายและนายบุญยืนอยู่กับชายอีก 3 คน  ซึ่งตนไม่เคยรู้จักมาก่อน  สักพักตนเดินไปเข้าห้องน้ำ  ชายหนึ่งในสามคนนั้น  ได้ตามมาเดินโอบไหล่แล้วถามตนว่าผู้หญิงที่ไปเที่ยวมาสวยไหม  จากนั้นได้พาตนเดินตามนายอ่อนไปที่รถยนต์คันหนึ่ง  ชายคนนั้นหยิบกระเป๋าที่ท้ายรถแล้วนำเข้าไปในรถ  พร้อมกับดึงตนให้เข้าไปนั่งภายในรถด้วย  เมื่อเปิดกระเป๋าออกดูเห็นมีเงินจำนวนมาก  แต่ตนไม่รู้ว่าเป็นเงินอะไร  สักพักนายอ่อนและนายคำใสได้ออกไปกับชาย 2 คน  โดยไม่ทราบว่าไปไหนกัน  หลังจากนั้นไม่นานตนก็ถูกจับกุม  ซึ่งตนไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย

              นายเนตรน้อยให้การว่า  ตนมีอาชีพซื้อขายพลอย  ก่อนถูกจับได้มาเที่ยวกรุงเทพฯพร้อมกับแฟน  ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา  แฟนได้ขอตัวกลับบ้านไปก่อน  พอวันรุ่งขึ้นตนได้โทรศัพท์ไปหานายคำใสเพื่อขอให้พาไปเที่ยวอาบ อบ นวด  แต่นายคำใสบอกว่าขอตัวทำธุระก่อน  ตนจึงโทรศัพท์ไปหานายกุลชนกเพื่อขอให้พาไปเที่ยวอาบ อบ นวดแทน  แต่นายกุลชนกไม่รู้จักที่เที่ยว  จึงได้โทรศัพท์ไปหานายคำใสอีกครั้ง  นายคำใสจึงบอกให้ตนและนายกุลชนกไปพบที่ตลาดรวมใจ  เมื่อไปถึงพบนายคำใสนั่งคุยอยู่กับนายอ่อน  นายจาย  นายบุญยืนและชายอีก 3 คน  ซึ่งตนไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ามาก่อน 

              ระหว่างนั้นเห็นนายอ่อนและชายอีกสองคนเดินออกไปข้างนอก  ส่วนนายกุลชนกเดินไปเข้าห้องน้ำ  สักพักนายคำใสได้บอกตนว่าให้รออยู่ก่อนอย่าเพิ่งไปไหน  และนายคำใสได้ออกไปข้างนอกอีกคนโดยตนไม่รู้ว่าไปไหน  ตนจึงเดินออกไปหาซื้อของรอบตลาด  เมื่อกลับมาถึงพบว่านายจาย  นายบุญยืนและนายกุลชนกได้ถูกตำรวจจับกุมไว้ก่อนแล้ว  และตนได้ถูกตำรวจเข้ามาจับกุมเป็นคนสุดท้าย  โดยกล่าวหาว่าตนร่วมกันค้ายาบ้า  ซึ่งตนไม่เคยรู้เรื่องอะไรด้วยเลย        

              เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่ามีพยานหลักฐานต่างๆพอที่จะดำเนินคดีกับทั้งหมดได้  จึงส่งมอบสำนวนการสอบสวนและพยานหลักฐานต่างๆมอบให้อัยการ  เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีกับคนทั้งหมดต่อศาลอาญาธนบุรี  และได้ขออำนาจศาลฝากขังผู้ต้องหาทั้งหมดไว้ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี  ในระหว่างการพิจารณาคดีนายบุญยืนได้เสียชีวิตภายในเรือนจำก่อน

              ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น  ได้ตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตนายอ่อนและนายคำใส  และได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายจาย  นายกุลชนกและนายเนตรน้อย  พร้อมทั้งส่งตัวทั้งหมดมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง  โดยทั้งหมดได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล  ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น  ..จาย  ..กุลชนกและข..เนตรน้อยได้ยื่นฎีกาต่อศาล  ส่วนน..อ่อนและน..คำใสขอสละสิทธิ์ในการยื่นฎีกา  ผลการพิจารณาของศาลฎีกา  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์  ..จาย  ..กุลชนกและน..เนตรน้อย  ได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์  และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

              วันที่ 24 เมษายน พ..2545  หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับแจ้งว่า  ในวันนี้จะมีการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดจำนวน 5 ราย  ข้าพเจ้าจึงไปจัดเตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้  ทำการสวดมนต์ไหว้พระ  ทำจิตใจให้สงบ  รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษทั้งหมดมาดำเนินการตามขั้นตอนการประหารชีวิต

              เวลา 16.15 .  หลังจากได้รับรายชื่อนักโทษที่จะต้องเข้าไปทำการเบิกตัว  และจัดแบ่งหน้าที่ในการดูแลแล้ว  พี่เลี้ยงทั้งหมดได้เข้าไปที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1  เจ้าหน้าที่ประจำตึกได้ไขกุญแจเปิดประตูตึก  ข้าพเจ้าได้แยกไปเบิกตัวน..ถวิล  จึงไม่เห็นอาการของน..จาย  ..กุลชนกและน..เนตรน้อยแต่อย่างใด  ทราบจากพี่เลี้ยงที่ดูแลในภายหลังว่า  ทั้งสามคนต่างหน้าซีด  น้ำตาไหลซึม  และมีอาการเข่าอ่อนกันทุกคน

              เมื่อนำตัวนักโทษประหารทั้งหมดมาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯ  เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร  และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง  ได้แยกย้ายกันพิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษทั้งหมด  ในระหว่างนั้นน..เนตรน้อยหันไปต่อว่านายกุลชนก  มึงไม่น่าชวนกูมาส่งของด้วยเลย  ..กุลชนกตอบว่า ไอ้จายนะซิที่ชวนให้มาส่งของด้วยกันเลยซวยกันหมด  ..จายสวนกลับ แล้วพวกมึงไม่อยากได้เงินหรือยังไง  ทีเงินหละจะเอา  แต่ไม่ค่อยอยากจะเสี่ยงด้วยกัน  ทำด้วยกันก็ต้องโดนด้วยกันซิวะ 

              ..เนตรน้อยพูดกับน..จาย แล้วมึงนึกยังไงวะ  ถึงได้นัดค้าขายกับตำรวจ  คนที่อยากได้ของมีตั้งเยอะแยะทำไมไม่ไปติดต่อ  เสือกไปติดต่อกับตำรวจ  ..จายตอบว่า ไอ้ยืนนะซิ  มันรับรองว่านายทุนชุดนี้ชัวร์  กูก็เลยเชื่อมัน  เมื่อมึงสงสัยทำไมไม่ทักท้วงแต่แรก  ..กุลชนกพูดแทรกขึ้นว่า ชัวร์บ้านมึงนะซิ  นี่ไงกำลังจะตายห่ากันหมดอยู่แล้วชัวร์ของมึง 

              ..จายพูดกับน..กุลชนก แล้วตอนที่มึงไปนับเงิน  มึงไม่สงสัยเลยหรือไงว่าพวกนั้นมันเป็นตำรวจ  ไม่อย่างนั้นไอ้อ่อนกับไอ้คำใสคงไม่พาไปเอาของหรอก  ..เนตรน้อยพูดกับน..กุลชนกว่า จริงด้วย  ถ้ามึงสงสัยแต่แรกน่าจะส่งสัญญาณบอกกันบ้าง  จะได้ยกเลิกการขาย  มึงนี่มันไม่รอบครอบเลยว่ะ  ..กุลชนกตอบน..เนตรน้อยว่า กูคนเดียวที่ไหนที่นับเงิน  ไอ้อ่อนมันก็ช่วยนับด้วย  มันเองก็ไม่สงสัยอะไร  มึงนั่นแหละตัวดี  กูบอกแล้วให้ตรวจดูให้ทั่วว่าแถวนั้นมีใครน่าสงสัยไหม  เสือกกลับมาบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อย  แล้วเป็นยังไง  เรียบร้อยกันหมดเลย  ไอ้ฉิบหาย

              ..เนตรน้อยพูดว่า กูมีกี่ตาวะ  พวกมึงก็น่าจะช่วยดูกันบ้าง  ทำอย่างกับว่าพวกนั้นแต่งตัวให้กูรู้ว่าเป็นตำรวจนั่นแหละ  มึงก็เห็นอยู่แล้ว  ไอ้ที่นึกว่าเป็นพวกไอ้เป๋อไอ้ป่องที่เดินอยู่แถวนั้น  ที่ไหนได้พอถึงเวลากลับเป็นตำรวจกันทั้งนั้น  ใครจะไปตรัสรู้ได้วะ  ตอนไปเอาของที่บ้านไอ้อ่อนกับไอ้แสงมันไม่เห็นตำรวจขับรถตามหรือยังไงวะ  ไอ้ยืนอีกคนเข้าใจติดต่อดีนัก  ถุย !  เสือกไปติดต่อกับตำรวจ

              ..กุลชนกพูดว่า ที่นี้จะทำยังไงดีหละพวกเรามาถึงขั้นนี้แล้ว  ..จายตอบว่า ไม่น่าถามเลยมึงนี่  ก็ตายห่าเป็นเพื่อนกันนะซิ  แล้วพวกมึงกับกูค่อยไปเจอกันในนรกก็แล้วกัน  ไอ้ยืนมันไปรออยู่ก่อนแล้ว  ..กุลชนกพูดว่า นี่มึงไม่คิดว่าพวกเราจะได้ขึ้นสวรรค์กันบ้างหรือยังไง  ..จายตอบว่า สวรรค์กะผีอะไร  พวกเราขนยาบ้ามาตั้งเท่าไร  ฆ่าคนตายทั้งเป็นไปแล้วนับไม่ถ้วน  มึงยังหวังจะได้ขึ้นสวรรค์อีกหรือ

              ข้าพเจ้าหันไปพูดกับทั้ง 3 คนว่า ผมว่าไม่มีใครผิดหรอก  ถูกกันทุกคน  ถูกจับยังไงหละ  จะโทษกันไปทำไม  ลำบากอยู่ในคุกด้วยกันแท้ๆ  เดี๋ยวก็จะไปด้วยกันแล้ว  เลิกเถียงกันเถอะ  ..กุลชนกหัวเราะแหะๆแล้วพูดว่า พวกผมก็เถียงกันไปอย่างนั้นแหละครับ  แต่จริงๆนะครับหัวหน้า  ทีแรกผมกับไอ้เนตรน้อยจะไม่มาด้วยแล้ว  พวกมันก็ดันชวนให้ผมกับไอ้เนตรน้อยมาด้วย  เสือกบอกผมอีกว่า  คนเดียวหัวหาย  หลายคนแล้วจะสบาย  ที่ไหนได้  คนเดียวไม่เสียหาย  หลายคนหัวหลุดกันหมด  ถุย !”  ข้าพเจ้าและทุกคนพากันขำในคำพูดนั้น

              ..จายบอกว่า หัวหน้าครับดูมันซิ  ทีเงินส่วนแบ่งจะเอา  แต่เวลาให้ช่วยกันมาเป็นหูเป็นตากลับปอดแหก  มีอะไรก็ต้องมีด้วยกันจริงไหมหัวหน้าลงเรือลำเดียวกันแล้ว  ..เนตรน้อยพูดกับน..จายว่า แหมมึงพูดอย่างนี้มันน่าถีบจริงๆ  แล้วทำไมมึงถึงไม่ชวนมาให้หมดหมู่บ้านเลยหละ  เอาให้เรือล่มตายห่ากันให้หมดไปเลย 

              ข้าพเจ้าบอกว่า พอๆๆ  หยุดเถียงกันก่อน  ฟังคำสั่งจากสำนักนายกฯเสร็จแล้วค่อยเถียงกันต่อ  วันนี้นับว่าเป็นวันประหารที่น่าปวดหัวจริงๆ  คนหนึ่งนั่งยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  อีกคนส่งเสียงร้องไห้ไม่รู้จักหยุดหย่อน  อีกสามคนส่งเสียงทุ่มเถียงกันฟังดูสับสนไปหมด  แต่รวมความแล้วทุกคนต่างกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น  อยู่ที่ว่าใครจะเก็บอาการได้ดีกว่ากันเท่านั้น

              เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี  ให้นักโทษประหารทั้งหมดฟังและให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น  เสร็จแล้วได้ให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายตามสะดวก  จากนั้นพี่เลี้ยงได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษทั้งหมดกิน  แต่ไม่มีผู้ใดแตะต้องอาหารแต่อย่างใด  เพียงแต่ขอบุหรี่สูบและขอดื่มน้ำเย็นเท่านั้น 

              ต่อจากนั้นได้นำทั้งหมดไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์  เสร็จแล้วข้าพเจ้าได้นำน..ถวิลไปทำการประหารก่อน  โดยให้นักโทษประหารที่เหลือรออยู่ที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ  หลักจากประหารน..ถวิลเสร็จ  ได้แจ้งให้พี่เลี้ยงที่มาเสริมกำลัง  นำตัวน..สุรกิจและน..จายมาส่งที่ศาลาเย็นใจเป็นชุดที่สอง  เมื่อนำตัวมาถึงข้าพเจ้าได้ส่งดอกไม้ธูปเทียนให้ทั้งคู่  พี่เลี้ยงได้ช่วยกันผูกปิดตานักโทษทั้งสอง  แล้วนำตัวทั้งคู่เข้าสู่ห้องประหาร  ตลอดเวลานั้นน..สุรกิจยังคงร่ำร้องไม่หยุด

              ภายในห้องประหาร  ได้นำตัวน..จายเข้าทำการประหารที่หลักที่สอง  ..สุรกิจซึ่งถูกมัดตัวให้ติดไว้กับหลักที่หนึ่งยังคงส่งเสียงร่ำร้องจนน..จายทนไม่ไหวส่งเสียงตวาดออกไป หยุดร้องได้หรือยังวะ  จะตายกันอยู่แล้วยังจะร้องอยู่ได้  เสียสมาธิหมด  มันก็กลัวกันทุกคนแหละวะ  จะร้องไปทำไม  แต่น..สุรกิจไม่สนใจยังคงร่ำร้องต่อไป

              เมื่อทำการผูกมัดตัวทั้งคู่ให้ติดกับหลักประหาร  ทำการตั้งเป้าตาวัว  เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหาร  ข้าพเจ้าได้ทำการขออโหสิกรรมต่อนักโทษประหารทั้งคู่อีกครั้ง  แล้วแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

              พลเล็งปืนได้เข้าทำการบรรจุกระสุนปืนทั้งสองกระบอก  ทำการตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว  เพชฌฆาตมือหนึ่งและสองเข้าตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้ง  เมื่อพร้อมแล้วธงแดงได้สะบัดลง  เสียงปืนดังคำรามขึ้นในทันที ปัง  ปังๆๆๆๆๆๆ  ใช้กระสุนในการประหารน..จายทั้งสิ้น 8 นัด  ทำการประหารเมื่อเวลา 18.15 .  โดยเพชฌฆาตมือสองเป็นผู้ทำการประหาร

              เมื่อครบ 3 นาที  ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูร่างนักโทษทั้งคู่ที่หลักประหาร  ปรากฏว่าได้สิ้นใจไปแล้วทั้งคู่  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างทั้งคู่ลงจากหลักประหาร  แล้วนำไปเก็บไว้ภายในห้องเล็ก  จากนั้นข้าพเจ้าได้ออกมารับตัวน..กุลชนกและน..เนตรน้อยที่ศาลาเย็นใจ

              เมื่อพี่เลี้ยงนำตัวทั้งคู่มาถึง  ข้าพเจ้าได้ส่งดอกไม้ธูปเทียนให้  พี่เลี้ยงอีกสองนายทำการผูกปิดตา  แล้วช่วยกันประคองตัวเข้าสู่ห้องประหาร  โดยนำน..กุลชนกเข้าทำการประหารที่หลักที่หนึ่ง  ..เนตรน้อยที่หลักที่สอง  ในระหว่างที่ข้าพเจ้ากำลังผูกมัดตัวน..กุลชนกอยู่นั้น  ..กุลชนกได้ตะโกนบอกน..เนตรน้อยว่า ป่านนี้ไอ้จายมันไปรอเราอยู่แล้ว  พวกเราตามมันไปเป็นเพื่อนกันเถอะวะ  ..เนตรน้อยตอบว่า ตกลง 

              เมื่อทำการผูกมัดตัวนักโทษประหารทั้งคู่ให้ติดกับหลักประหาร  ตั้งเป้าตาวัวเป็นที่เรียบร้อย  เอาทรายแห้งโรยรอบหลักเพื่อให้ซับเลือด  ข้าพเจ้าได้ทำการขออโหสิกรรมต่อนักโทษประหารทั้งคู่อีกครั้ง  แล้วแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

              พลเล็งปืนได้เข้าทำหน้าที่บรรจุกระสุนอีกครั้ง ตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว  เพชฌฆาตมือหนึ่งและสองเข้าตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้ง  เมื่อเห็นว่าได้ที่ดีแล้ว  ได้แจ้งความพร้อมต่อหัวหน้าชุดประหาร  ธงแดงได้สะบัดเป็นครั้งที่สามในวันนี้ ปัง  ปังๆๆๆๆๆๆๆๆ  ใช้กระสุนในการประหารน..กุลชนกทั้งสิ้น 10 นัด  โดยเพชฌฆาตมือหนึ่งเป็นผู้ทำการประหาร  และใช้กระสุนในการประหารน..เนตรน้อยทั้งสิ้น 9 นัด  โดยเพชฌฆาตมือสองเป็นผู้ทำการประหาร  ทำการประหารนักโทษทั้งคู่เมื่อเวลา 18.45 .

              เมื่อครบ 3 นาที  ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูร่างนักโทษทั้งคู่ที่หลักประหาร  ปรากฏว่าได้สิ้นใจไปแล้วทั้งคู่  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างทั้งคู่ลงจากหลักประหาร  แล้วไปนำร่างนักโทษประหารในห้องเล็กอีก 3 ราย  ออกมานอนเรียงคว่ำหน้าไว้ที่หน้าหลักประหาร  เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือได้เข้ามาทำหน้าที่ตามระเบียบต่อไป

              ขออโหสิกรรมต่อนายจาย  ส่างออ  นายกุลชนก  อินเทศราช  นายเนตรน้อย  ส่างคิด  มา ณ ที่นี้

              ขอชมเชยผลงานการสืบสวนและการล่อซื้อยาบ้าจำนวนมาก  ของเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปราบปรามยาเสพติดทุกท่านมาด้วยความจริงใจ      
                         

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

31.สุรกิจ ลิ้มเจริญวงศ์ สารวัตรครับช่วยผมด้วย



              
            
            น..สุรกิจ  ลิ้มเจริญวงศ์  อายุ 56 ปี  หมายเลขประจำตัว 2/44  คดีร่วมกันปล้นทรัพย์  ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  กักขังหน่วงเหนี่ยว  ทำลายศพ  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 199, 289(4) (7), 310 วรรคแรก, 340 วรรคสอง, 91  หมายเลขคดีดำที่ 821/36, 1078/38  หมายเลขคดีแดงที่ 3073/43, 3074/43  ศาลจังหวัดสีคิ้ว  เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรตำบลหมูสี  อำเภอปากช่อง  จังหวัดนครราชสีมา

              วันที่ 15 มีนาคม พ..2536  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..หมูสีได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5  ตำบลหมูสี  อำเภอปากช่อง  ว่าลูกบ้านของตนไปพบศพผู้หญิงถูกฆ่าแล้วเผา  ที่บริเวณเชิงเขาทางเข้าหมู่บ้านมอไม้แก่น  ตำบลหมูสี  จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

              เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจพบศพผู้หญิงนอนเสียชีวิตภายในป่าละเมาะ  มีรอยถูกเผาจนร่างดำเกรียม  และยังพบบาดแผลถูกยิงเข้าที่ด้านหลังจำนวน 2 นัดอีกด้วย  จากการตรวจสอบรอบบริเวณที่เกิดเหตุ  พบเศษกระดาษซึ่งมีหมายเลขโทรศัพท์จดไว้ถูกขยำทิ้งอยู่ 1 แผ่น  และมีข้อความเขียนไว้ว่า ตุ๊ยักษ์กระเทยคลองเตย  ซองปืน 1 ซอง  ปลอกกระสุนขนาด 11 มิลลิเมตร 1 ปลอก  ฝาแกลลอนน้ำมัน 1 ฝา

              เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตามหาจนพบตัวนายตุ๊  จึงนำตัวมาทำการสอบปากคำเพื่อหาเบาะแสคนตาย  ซึ่งนายตุ๊ให้การว่า  คนตายน่าจะเป็นนางดาวหรือหยาดรุ้ง  คะโค  เนื่องจากได้หายตัวไปหลายวันแล้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ไปตรวจสอบที่บ้านของนางดาว  พร้อมกับนำภาพถ่ายศพให้มารดานางดาวดู  ซึ่งได้รับการยืนยันว่าผู้ตายมีส่วนคล้ายกับนางดาวมาก  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำมารดานางดาวและฟันปลอมของนางดาวไปที่สถาบันนิติเวชวิทยา  เมื่อทดลองนำฟันปลอมของนางดาวเข้าสวม  ปรากฏว่าสามารถเข้ากันได้พอดี  และมารดานางดาวได้ยืนยันอีกว่าใช่ศพนางดาวลูกสาวที่หายไป  เมื่อให้ดูเศษเสื้อผ้าที่เหลือจากไหม้ไฟ  ก็ได้รับการยืนยันอีกว่าเป็นของนางดาวเช่นกัน

              วันที่ 20 มีนาคม พ..2536  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..หมูสีได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า  พบศพผู้ชายถูกยิงและเผาอยู่ในป่า  ห่างจากจุดที่พบศพนางดาวประมาณ 1 กิโลเมตร  จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ  พบว่าคนตายเป็นผู้ชายถูกฆ่าและเผาในลักษณะเช่นเดียวกับนางดาว  คาดว่าคนตายทั้งสองน่าจะมีความเกี่ยวพันต่อกันอย่างแน่นอน

              เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า  น่าจะเป็นศพนายชาญณรงค์หรือเบิร์ด  พิงพิทยากุล  ซึ่งได้หายตัวไปพร้อมกับนางดาว  จึงให้บิดาและพี่ชายนายเบิร์ดมาดูศพ  ปรากฏว่าทั้งสองคนได้ยืนยันว่าใช่ศพนายเบิร์ดที่หายตัวไป  รวมทั้งเศษเสื้อผ้าที่เหลือจากถูกเผา  ก็ใช่เสื้อผ้าของนายเบิร์ดอย่างแน่นอน

              จากการสืบสวนหาตัวคนร้ายทราบว่า  เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ..2536  นางดาวได้รับโทรศัพท์และได้จดหมายเลขโทรศัพท์ทิ้งไว้ที่บ้าน  แล้วออกจากบ้านไปเมื่อประมาณ 09.00 .  ทรัพย์สินที่ติดตัวไปมีเงินสด  200,000 บาท  นาฬิกาข้อมือ 1 เรือน  สร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น  โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง  หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง  นางดาวได้โทรศัพท์กลับมาหามารดาให้นำหนังสือเดินทางและสมุดธนาคารของนางดาว  มอบให้กับชาย 2 คนที่มารอรับอยู่ที่หน้าบ้านพัก  เวลาประมาณ 23.00 .  นางดาวได้โทรศัพท์มาหามารดาอีกครั้งโดยบอกว่าขณะนี้อยู่ที่จังหวัดชลบุรี

              วันที่ 14 มีนาคม พ..2536  เวลาประมาณ 15.00 .  นางดาวได้โทรศัพท์มาหามารดาอีกครั้ง  โดยให้นำเงินสดจำนวน 300,000 บาท  มอบให้ชายคนหนึ่งซึ่งรอรับเงินอยู่ที่หน้าบ้านพัก  หลังจากนั้นไม่ได้รับการติดต่อจากนางดาวอีกเลย  จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตามไปดูศพผู้หญิงถูกฆ่า  จึงได้รู้ว่านางดาวได้เสียชีวิตไปแล้ว

              จากการสืบสวนทราบว่า  นางดาวได้ร่วมธุรกิจนอกกฎหมายกับนายสุรกิจ  ลิ้มเจริญวงศ์และนายธวัชชัย  อภิธนารักษ์  หรือที่รู้จักกันในนามเล็ก  ลำตะคอง  ซึ่งมีชาวต่างชาติร่วมขบวนการอยู่ด้วย  ทำการส่งผู้หญิงไทยไปขายบริการที่ประเทศญี่ปุ่น  รวมทั้งนำเครื่องเพชรทองไปขายที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย  เมื่อได้เงินมาแล้วนางดาวกลับไม่ยอมนำมาแบ่งพรรคพวก  จนเป็นหนี้พรรคพวกประมาณ 3,000,000 บาท  เมื่อมีการติดตามทวงถาม  นางดาวบอกกับคนทั้งหมดว่า  เงินอยู่กับนางแมวหรือไพริน  ไม่ทราบนามสกุล  ซึ่งถูกจำคุกอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น

              เมื่อนายเล็กเดินทางไปสอบถามนางแมวที่ประเทศญี่ปุ่น  ปรากฏว่าเงินไม่ได้อยู่กับนางแมวแต่อย่างใด  และนายเล็กยังถูกแก๊งยากูซ่าทำร้ายร่างกายอีกด้วย  ซึ่งเชื่อกันว่านางดาวเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง  เมื่อกลับมาถึงประเทศไทยได้ไปทวงถามเงินจากนางดาวอีก  แต่ได้รับการปฏิเสธไม่ยอมจ่ายให้  นายเล็ก  นายสุรกิจ  และนายจ๋ายซึ่งเป็นชาวต่างชาติ  ได้ร่วมกันวางแผนจับนางดาวมาเพื่อบังคับให้ชำระหนี้

               วันที่ 13 มีนาคม พ..2536  นายเล็กได้โทรศัพท์ไปหานางดาวโดยหลอกว่าตนชื่อประกอบ  มีผู้หญิงจะส่งไปขายบริการที่ประเทศญี่ปุ่น  ขอให้นางดาวไปพบที่สำนักงานซึ่งตั้งอยู่ในซอยโชคชัยร่วมมิตร  นางดาวหลงเชื่อจึงชวนนายเบิร์ดไปตามนัด  เมื่อไปถึงแล้วได้มีการทวงถามเงินจากนางดาว  นางดาวจึงตกลงจะใช้ให้ 1,000,000 บาท  แต่ทั้งหมดไม่ยอม  ต้องการให้นางดาวใช้ให้จำนวน 1,500,000 บาทก่อน  จากนั้นนายเล็กได้ไปขอยืมรถจากพี่ชาย  โดยให้นายสุรกิจและพรรคพวกเฝ้านางดาวกับนายเบิร์ดไว้ 

              ต่อมานางดาวได้บอกว่ามีเงินฝากอยู่ในธนาคาร  จึงได้ร่วมกันบังคับให้นางดาวโทรศัพท์ไปหามารดาเพื่อให้นำสมุดเงินฝากมามอบให้ทีหน้าบ้าน  จากนั้นได้นำตัวนางดาวไปถอนเงินที่ธนาคารจำนวน 1,000,000 บาท  โดยจับตัวนายเบิร์ดไว้เป็นตัวประกัน  หลังจากนั้นได้ให้นางดาวโทรศัพท์ไปหามารดาอีกครั้งเพื่อให้นำเงินอีก 300,000 บาท  มอบให้กับคนที่ไปรอรับเงินหน้าบ้าน 

              หลังจากได้เงินมาแล้วทั้งหมดได้ปรึกษากันว่า  จะต้องนำตัวนางดาวและนายเบิร์ดไปฆ่าทิ้งแล้วเผาเพื่อไม่ให้มีใครรู้  จึงนำตัวทั้งคู่ขึ้นรถขับพาไปที่ไร่ของพรรคพวกนายเล็กในจังหวัดนครราชสีมา  โดยเดินทางไปถึงเมื่อเวลาประมาณ 23.00 .  และได้ให้นางดาวเข้าไปอยู่ในกระท่อมหลังหนึ่งโดยให้คนคอยเฝ้าไว้  แล้วนายเล็ก  นายสุรกิจและพรรคพวกอีก 2 คน  นำตัวนายเบิร์ดซึ่งหลับหมดสติอยู่ขึ้นรถ  ขับพาไปตามถนนธนะรัชต์มุ่งสู่เขาใหญ่  แล้วเลี้ยวเข้าถนนบ้านมอไม้แก่นไปประมาณ 4 กิโลเมตร  จึงนำนายเบิร์ดลงจากรถช่วยกันพยุงเดินเข้าไปในป่าอีกประมาณ 4 กิโลเมตร  โดยได้นำแกลลอนน้ำมันเข้าไปด้วย  จากนั้นได้จับให้นายเบิร์ดนอนคว่ำลงกับพื้น  นายสุรกิจจึงได้ส่งปืนที่พกมาให้นายเล็ก  จ่อยิงไปที่หลังนายเบิร์ด 2 นัด  แล้วนำน้ำมันที่เตรียมมาราดลงไปบนร่างของนายเบิร์ดแล้วจุดไฟเผา  เสร็จแล้วทั้งหมดจึงย้อนกลับมาที่กระท่อม

              วันที่ 14 มีนาคม พ..2536  เวลาประมาณ 16.00 .  ได้ย้ายที่ขังนางดาวไปไว้ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง  โดยนายเล็กได้ให้พรรคพวกไปซื้อน้ำมันเบนซินมาเตรียมไว้ 1 แกลลอน  เวลาประมาณ 21.00 .  นายเล็ก  นายสุรกิจและพรรคพวกนำตัวนางดาวขึ้นรถ  ขับไปตามถนนธนะรัชต์ใกล้กับจุดที่ฆ่านายเบิร์ด  จากนั้นนายสุรกิจนำนางดาวไปนั่งคุยที่ข้างทาง  เมื่อนายสุรกิจลุกออกมา  นายเล็กได้ใช้ปืนกระบอกเดิมยิงใส่เข้าหลังนางดาวจำนวน 2 นัด  แล้วใช้น้ำมันราดและจุดไฟเผา  เสร็จแล้วได้กลับมาแบ่งเงินกันและได้แยกย้ายกันหลบหนี  จนกระทั่งมีผู้ไปพบศพคนทั้งสองเข้า

              วันที่ 13 กรกฎาคม พ..2537  หลังเกิดเหตุปีกว่า  เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวนายสุรกิจ  นายเล็กและพรรคพวกได้ทั้งสิ้น 4 คน  ผลการสอบสวนทุกคนให้การปฏิเสธ  ต่อมานายเล็กได้ประกันตัวออกไปเพื่อสู้คดี  ภายหลังนายเล็กได้ไปยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  จึงถูกวิสามัญฆาตกรรมไป  ส่วนนายสุรกิจและพรรคพวกที่เหลืออยู่  ได้ถูกส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดสีคิ้วเพื่อดำเนินคดีตามความผิด

              ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น  ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายสุรกิจ  ส่วนพรรคพวกของนายสุรกิจอีก 2 คน  ศาลได้ตัดสินให้ยกฟ้องปล่อยตัวไป  ..สุรกิจไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล  แต่เนื่องจากมีกำหนดโทษสูงสุด  ศาลจังหวัดสีคิ้วจึงได้ส่งเรื่องมาให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอีกครั้ง  และได้ส่งตัวข..สุรกิจมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง  ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น  ..สุรกิจได้สละสิทธิ์การยื่นฎีกาต่อศาล  แต่ได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์  และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1      

              วันพุธที่ 24 เมษายน พ..2545  หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับว่า  ในวันนี้จะมีการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดจำนวน 5 ราย  ข้าพเจ้าจึงไปจัดเตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้  ทำการสวดมนต์ไหว้พระ  บูชาท้าวเวชสุวรรณ  พร้อมทั้งทำจิตใจให้สงบ  รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษมาดำเนินการตามขั้นตอนการประหารชีวิตต่อไป

              เวลา 16.15 .ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมด  เข้าไปเบิกตัวนักโทษทั้งหมดที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1  เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตึกขังไขกุญแจเปิดประตูตึก  ข้าพเจ้าได้แยกไปเบิกตัวน..ถวิล  หมั่นสาร  จึงไม่เห็นอาการของน..สุรกิจแต่อย่างใด  แต่ได้ยินเสียงร้องไห้โฮออกมาจากห้องขังนั้น  พร้อมกับมีเสียงดังออกมาว่า อย่าฆ่าผมเลยครับ  สงสารผมด้วยเถอะครับ  ฮือๆ

              เมื่อนำตัวทั้งหมดเข้ามาที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ  ..สุรกิจยังคงร้องไห้เสียงดังพร้อมกับหันหน้าไปขอร้องเจ้าหน้าที่ทุกนายที่อยู่ตรงนั้น ช่วยผมด้วยครับ  อย่าฆ่าผมเลย  ฮือๆ  ผมกลัวแล้ว  กลัวเหลือเกิน  โอยคุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วยเถอะ  ฮือๆๆ  พิจารณาใหม่เถอะครับ  ใครก็ได้ช่วยผมที  ผมจะไม่ลืมพระคุณเลยครับ  ฮือๆๆๆ  ..ถวิลหันมาบอกน..สุรกิจ เลิกร้องไห้ได้แล้ว  ลูกผู้ชายกล้าทำต้องกล้ารับผิด  ร้องไห้ไปทำไม  อายเขาเปล่าๆ  มายิ้มสู้ความจริงกันดีกว่า  แต่น..สุรกิจไม่สนใจยังคงส่งเสียงร้องไห้ต่อไป

              เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรมาถึง  ..สุรกิจได้ขอร้องสารวัตรโกมลทันที สารวัตรครับช่วยผมด้วย  ฮือๆ  อย่าให้เขาฆ่าผมเลยนะครับ  ลูกผมยังเล็ก  ฮือๆ  ผมไม่ได้เป็นคนฆ่า  ไอ้เล็กมันเป็นคนฆ่า  ได้โปรดเถิดครับสารวัตร  ให้เขาพิจารณาใหม่  ฮือๆ  ผมไม่ได้เป็นคนฆ่าจริงๆครับ  ผมอยู่ในเหตุการณ์เท่านั้น  ฮือๆ 

              ข้าพเจ้าได้ยินดังนั้นจึงถามไป สุรกิจอยู่ในเหตุการณ์แล้วรู้ไหมว่าเขาจะฆ่ากัน  ..สุรกิจตอบว่า รู้ครับแต่ผมไม่ได้เป็นคนลงมือ  ผมไม่ได้ฆ่าใครทั้งนั้น  จะมาประหารผมไม่ได้นะครับ  ไอ้เล็กมันก็ตายไปแล้วโดนตำรวจวิสามัญ  ผมแค่ยืนดูเท่านั้น  ฮือๆ  ในเมื่อผมไม่ได้เป็นคนลงมือฆ่า  ให้ผมติดคุกตลอดชีวิตก็พอแล้ว  จะมาทำกับผมอย่างนี้ไม่ได้  ได้โปรดเถิดครับ  ฮือๆๆ

              ข้าพเจ้าพูดไปว่า ถึงสุรกิจจะไม่ได้เป็นคนฆ่า  แต่ว่าร่วมรู้เห็นเป็นใจให้เขาฆ่ากัน  โทษที่ได้รับก็ต้องเท่ากับคนฆ่า  แล้วสุรกิจไปร่วมรู้เห็นการฆ่ากับเขาได้ยังไง  ทำไมไม่ห้ามเขาเวลาที่เขาจะฆ่ากัน  ถ้าสุรกิจได้ห้ามเขาแล้วแต่เขาไม่เชื่อ  เมื่อถูกจับได้ยังสามารถบอกตำรวจได้ว่า  ได้พยายามช่วยชีวิตคนตายแล้วแต่ไม่สำเร็จ  โทษที่ได้รับคงไม่หนักขนาดนี้

              ..สุรกิจบอกว่า ผู้หญิงที่ตายมันเบี้ยวเงินค่าตัวผู้หญิงของผมกับไอ้เล็กก่อน  ฮือๆ  ทวงถามเท่าไรก็ไม่ยอมคืนให้  ผมเลยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับไอ้เล็ก  มันก็เสนอให้จับตัวมารีดเงิน  ฮือๆ  เมื่อหลอกเอาตัวมาได้แล้ว  กลับพาผู้ชายมาด้วยอีกหนึ่งคน  เลยต้องจับตัวไว้ทั้งคู่แล้วบังคับเอาเงินมาได้ก้อนหนึ่ง  เมื่อได้เงินมาแล้วไอ้เล็กมันว่าจะปล่อยทั้งคู่ไว้ไม่ได้  ฮือๆ  จึงเอาตัวทั้งคู่ไปฆ่าแล้วเอาศพไปเผาทิ้งที่เขาใหญ่  ฮือๆๆ   ผมไม่นึกว่าโทษจะถึงขั้นนี้  ได้โปรดเถอะครับ  ช่วยขอให้เขาพิจารณาใหม่  ฮือๆ  นึกว่าเห็นแก่ลูกนกลูกกาเถอะครับ  อย่าเพิ่งประหารผมเลย  ฮือๆๆๆ

              สารวัตรโกมลพูดว่า อย่างนี้เท่ากับเป็นผู้ร่วมให้เกิดการฆ่ากัน  เพราะคุณสุรกิจร่วมรู้เห็นด้วยตั้งแต่ต้น  ไม่มีใครช่วยได้หรอกครับ  ศาลตัดสินตามพยานหลักฐาน  เมื่อเป็นผู้ร่วมในเหตุการณ์โทษก็ต้องถึงขั้นประหารผมเสียใจด้วย

              ..สุรกิจ แต่ผมสำนึกผิดแล้ว  ฮือๆ  ให้โอกาสผมเถอะครับสารวัตรช่วยผมด้วย  ผมจะไม่ลืมบุญคุณเลยครับ  ฮือๆ  ลูกผมยังเล็กถ้าผมตายไปใครจะดูแลได้  ต่อไปผมจะทำแต่ความดี  ได้โปรดเถอะครับ  ฮือๆ  มีใครในที่นี้ช่วยผมได้ไหมครับ  เจ้าพ่อเจ้าแม่คุณพระคุณเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยลูกด้วยเถิดลูกกลัวเหลือเกิน ฮือๆ  อย่าทำผมเลยครับผมขอกราบละครับ  ใครก็ได้ช่วยผมทีผมยังไม่อยากตาย  ฮือๆๆ

              เมื่อพิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ  เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้ทั้งหมดฟัง  เมื่อมาถึงน..สุรกิจ  ได้ยกมือไหว้ขอร้องต่อเวรผู้ใหญ่อีก ท่านครับระงับการประหารก่อนเถิดครับ  ผมได้ได้เป็นคนฆ่า  สงสารผมเถอะครับ  ฮือๆ  ผมกลัวเหลือเกิน  ผมเข็ดแล้วจะไม่ทำผิดอีกแล้ว  ได้โปรดเถิดครับท่าน  ผมจะยอมเป็นขี้ข้ารับใช้ท่านตลอดไป  ช่วยชีวิตผมไว้เถิดครับ  ช่วยชีวิตคนได้บุญมากกว่าอะไรทั้งนั้น  ฮือๆๆๆ 

              เวรผู้ใหญ่อ่านคำสั่งฯจนเสร็จแล้วให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น  ในครั้งแรกน..สุรกิจจะไม่ยอมเซ็นทราบคำสั่ง  พี่เลี้ยงที่ดูแลอยู่จึงพูดขึ้นว่า ผมรู้ว่าสุรกิจกลัวตาย  แต่จะแก้ไขอะไรได้  ในเมื่อคำสั่งฯมีมาแล้ว  ถ้าไม่ทำตามคำสั่งพวกผมก็ต้องมีความผิด  ถึงสุรกิจจะไม่ยอมเซ็นทราบ  ยังไงก็ต้องประหารอยู่ดี  เป็นไปไม่ได้หรอกที่ใครในที่นี้จะมีอำนาจระงับคำสั่งได้  นอกจากนายกฯเท่านั้น  ในเมื่อไม่มีใครช่วยได้  แล้วสุรกิจจะร่ำร้องไปทำไมให้เหนื่อยเปล่า  สู้เก็บแรงทำใจให้สงบยอมรับชะตากรรมจะดีกว่า  สุรกิจเห็นไหม  คนอื่นที่เขาจะต้องถูกประหารเหมือนสุรกิจ  ไม่เห็นมีใครร่ำร้องเลย  เพราะอะไรรู้ไหม  ผมบอกให้ก็ได้  เพราะว่าทุกคนรู้ดีว่าถึงร่ำร้องไปก็ไม่มีใครช่วยได้  สุรกิจก็เป็นลูกผู้ชาย  น่าจะยอมรับความจริงบ้างนะ  ..สุรกิจจึงยอมเซ็นทราบในคำสั่งฯนั้น

              จากนั้นได้ให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมาย  ซึ่งน..สุรกิจได้เขียนสั่งเสียเรื่องลูก  และนั่งร้องไห้ตลอดเวลา  เสร็จแล้วพี่เลี้ยงได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษทั้งหมดกิน  แต่ไม่มีผู้ใดแตะต้องอาหาร  ..สุรกิจพูดว่า ตกลงผมจะต้องตายแน่ใช่ไหม  ฮือๆ  ใครจะไปกินลงเก็บไปเถอะ  ฮือๆ  ชีวิตผมทำไมสั้นอย่างนี้  ไม่น่าเลยไม่น่าทำผิด  ทำไมถึงไม่ให้โอกาสแก้ตัวกันบ้าง  โอยผมกลัว  กลัวเหลือเกิน  ฮือๆ

              เมื่อนำตัวไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์  พระรูปนั้นเห็นน..สุรกิจยังสะอื้นอยู่  จึงได้เทศนาธรรมเกี่ยวกับการปลงตก  และการทำจิตใจให้สงบ  ซึ่งน..สุรกิจยอมรับฟัง  แต่ยังคงพูดว่า ผมยังไม่อยากตาย  พระรูปนั้นจึงสอนว่า ไม่มีใครอยากตายทั้งนั้น  แต่ขอให้โยมคิดไว้ว่าเป็นกรรมเก่าของโยมเอง  แล้วปลงเสียให้ตก  ทำใจให้ชนะความกลัวให้ได้  แล้วโยมจะไปสู่ภพภูมิที่ดีเอง  ..สุรกิจ ครับผมจะพยายามทำใจ

              หลังเสร็จพิธีทางศาสนา  ข้าพเจ้านำตัวน..ถวิลไปทำการประหารก่อนเป็นรายแรก  แล้วรอรับตัวน..สุรกิจและน..จายอยู่ที่ศาลาเย็นใจ  ซึ่งจะทำการประหารเป็นชุดที่สอง  เมื่อพี่เลี้ยงที่มาเสริมกำลังนำตัวนักโทษทั้งคู่มาถึง  ข้าพเจ้าได้ให้นั่งที่เก้าอี้พร้อมกับส่งดอกไม้ธูปเทียนให้  ..สุรกิจหันมาพูดกับข้าพเจ้า ระงับการประหารเถิดครับหัวหน้า  ผมกลัวเหลือเกิน  อย่ายิงผมเลยครับ  ฮือๆ  พี่เลี้ยงอีกนายนำผ้าดิบมาผูกตานักโทษทั้งคู่  แล้วช่วยกันประคองเข้าสู่ห้องประหาร

              ภายในห้องประหาร  ได้นำตัวน..สุรกิจเข้าสู่หลักประหารหลักที่หนึ่ง  ทำการผูกมัดตัวให้ติดกับหลักประหาร  ตั้งเป้าตาวัว  เอาทรายแห้งโรยรอบหลัก  เสร็จแล้วข้าพเจ้าจึงไปผูกมัดตัวน..จายที่หลักประหารหลักที่สอง  ตลอดเวลานั้นน..สุรกิจยังคงร่ำร้องไม่หยุด อย่ายิงผมเลยครับ  ระงับเถอะครับ  ผมกลัวแล้วกลัวเหลือเกิน  ฮือๆ  หยุดเถอะครับ  โอยคุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วย  ..จายรำคาญขึ้นมาจึงส่งเสียงตวาดไป หยุดร้องได้หรือยังวะ  จะตายกันอยู่แล้วยังจะร้องอยู่ได้  เสียสมาธิหมด  มันก็กลัวกันทุกคนแหละวะ  จะร้องไปทำไม  แต่น..สุรกิจไม่สนใจยังคงร่ำร้องต่อไปไม่หยุด  ข้าพเจ้าทำการขออโหสิกรรมต่อนักโทษประหารทั้งคู่อีกครั้ง  แล้วแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

              พลเล็งเข้ามาบรรจุกระสุน  พร้อมกับตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว  เพชฌฆาตมือหนึ่งและสองเข้ามาตรวจสอบอีกครั้ง  เมื่อพร้อมแล้วได้แจ้งความพร้อมให้หัวหน้าชุดประหารทราบ  ธงแดงได้สะบัดลงในขณะที่เสียงร่ำร้องยังคงดังอยู่ กลัวแล้ว  อย่ายิงผมเลยครับ  ผมกลัวแล้ว  อย่ายิ…” 

ปังๆๆๆๆๆๆๆ  เสียงปืนทั้งสองกระบอกดังขึ้นพร้อมกัน  ใช้กระสุนในการประหารน..สุรกิจทั้งสิ้น 8 นัด  ทำการประหารเมื่อเวลา 18.15 .  โดยเพชฌฆาตมือหนึ่งเป็นผู้ทำการประหารชีวิต

              หลังเสียงปืนสงบ  ได้ยินเสียงครางแผ่วๆดังมาจากหลักประหารประมาณครึ่งนาทีแล้วเงียบเสียงไป  เมื่อครบ 3 นาที  ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูที่หลักประหาร  ปรากฏว่าทั้งคู่ได้สิ้นใจไปแล้ว  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างทั้งคู่ลงจากหลักประหาร  แล้วนำไปเก็บไว้ในห้องเล็ก  เสร็จแล้วข้าพเจ้าออกไปรอรับตัวน..กุลชนกและน..เนตรน้อยที่ศาลาเย็นใจ  เพื่อนำตัวทั้งคู่มาทำการประหารชีวิตเป็นชุดที่สามต่อไป

              ขออภัยต่อผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้ทุกท่าน  ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ผู้ใดทั้งสิ้น 

              ขออโหสิกรรมต่อนายสุรกิจ  ลิ้มเจริญวงศ์  ข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่ทุกนายจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ 

              ขอชมเชยผลงานการสืบสวนคลี่คลายคดีนี้  ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..หมูสี  และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหน่วยต่างๆทุกท่าน  มา ณ ที่นี้