วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

28.เฉลิม คงนก ช่วยชีวิตเพื่อประหาร



            
            
               น..เฉลิม,กิตติศักดิ์,ไข่,เขต  คงนก  อายุ 35 ปี  หมายเลขประจำตัว 844/43  คดีชิงทรัพย์  พยายามฆ่า และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(7)  ประกอบมาตรา 80, 339 วรรค 4และวรรคท้าย, 90  หมายเลขคดีดำที่ 2197/41  หมายเลขคดีแดงที่ 957/43  ศาลจังหวัดสงขลา  เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา

              วันที่ 26 มกราคม พ..2539  เวลา 06.00 .  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..หาดใหญ่  ได้รับแจ้งเหตุชิงทรัพย์ภายในบ้านพักหลังหนึ่งซึ่งเปิดเป็นร้านเสริมสวย  ในเขตตำบลคอหงส์  อำเภอหาดใหญ่  มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต  จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ  พบว่าที่ชั้นล่างของตัวบ้านมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสนอนอยู่ 1 คน  ทราบชื่อว่านางนิตยา  ห่อแป้น  มีบาดแผลถูกแทงด้วยอาวุธมีดที่ไหล่ขวา  ซี่โครงขวา  ที่ศรีษะมีรอยถูกของแข็งหลายแห่ง  จึงรีบนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน

              นอกจากนั้นยังพบศพนางปราณี  ห่อแป้น  มารดาของนางนิตยา  นอนเสียชีวิตอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าวด้วย  สภาพศพถูกแทงด้วยอาวุธมีดที่บริเวณลำคอ  หน้าอก  และหน้าท้องจำนวนหลายแผลเลือดไหลนองไปทั่ว  ทรัพย์สินภายในบ้านถูกรื้อค้นจนกระจัดกระจาย

              จากการสอบปากคำเพื่อนบ้านซึ่งเป็นผู้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า  เวลาประมาณ 05.00 .  ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจึงออกจากบ้านไปดู  เห็นประตูบ้านหลังเกิดเหตุเปิดอยู่และยังได้เปิดไฟทิ้งไว้ด้วย  เมื่อเข้าไปดูในบ้านเห็นนางปราณีถูกแทงนอนอยู่ตรงห้องโถงแต่ยังไม่ตาย  โดยตนได้ยินเสียงคนร้ายพูดออกมาจากในบ้านห้ามไม่ให้ตนเข้าไป  ไม่เช่นนั้นจะยิงให้ตาย  ตนกลัวจึงออกจากบ้านหลังที่เกิดเหตุกลับไปรอดูเหตุการณ์ที่บ้านของตน 

              สักครู่เห็นชายอายุประมาณ 30 ปีผิวดำแดง  สูงประมาณ 160 เซนติเมตร  นุ่งกางเกงขาสั้นสีเทา  สวมเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีขาว  เดินออกมาจากบ้านหลังนั้นและยังพูดขู่ไม่ให้ตนออกมาจากบ้าน  ไม่เช่นนั้นจะฆ่าให้ตาย  หลังจากแน่ใจว่าคนร้ายได้หนีไปแล้ว  จึงได้ย้อนกลับเข้าไปดูที่บ้านหลังเกิดเหตุอีกครั้ง  พบว่านางปราณีได้สิ้นใจไปแล้ว  และยังพบนางนิตยาถูกแทงได้รับบาดเจ็บอีกคนหนึ่ง  ส่วนลูกสาวของนางนิตยาซึ่งยังนอนแบเบาะอยู่ปลอดภัย  ตนจึงรีบออกมาโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว       

              จากการสอบปากคำนางนิตยาผู้บาดเจ็บทราบว่า  เมื่อเวลาประมาณ 05.00 .  ขณะที่ตนกำลังนอนหลับอยู่บนชั้นลอยหน้าบ้านกับลูกสาว  ได้ยินเสียงมารดาเปิดประตูบ้านเพื่อไปออกกำลังกายตามปกติ  สักพักหนึ่งได้ยินเสียงมารดาร้องตนจึงลุกขึ้นมาดูที่หน้าต่าง  พบชายหนึ่งคนยืนอยู่ในบ้านและกำลังจะปิดประตูบ้าน  ตนจำได้ว่าเป็นนายไข่หรือเฉลิม  คงนก  ซึ่งเป็นญาติห่างๆของตน   และเห็นมารดาวิ่งหนีไปทางหลังบ้าน  ตนจึงทุบฝาบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน

              จากนั้นได้วิ่งลงมาข้างล่างเพื่อจะออกไปขอความช่วยเหลือ  แต่นายไข่ได้มาดักอยู่ที่บันได  พร้อมกับเข้ามาจับศรีษะตนโขกพื้นและฝาผนังหลายครั้ง  จากนั้นได้ลากตนเข้าไปในห้องน้ำแล้วจับศรีษะโขกกับโถส้วมอีกหลายครั้ง  พร้อมกับกดศรีษะลงในอ่างน้ำจนตนหมดสติไป  ตนไม่รู้ว่าถูกนายไข่แทงเข้าที่ร่างตอนไหน  หลังจากที่ตนฟื้นขึ้นมาถึงได้รู้ว่ามารดาได้ตายไปแล้ว

              จากการตรวจสอบทรัพย์สินที่หายไปมี  สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น  จี้เพชร 1 อัน  สร้อยข้อมือทองคำหนัก 5 บาท 1 เส้น  แหวนทองคำหนัก 1 สลึง 1 วง  สร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้น  รวมราคาทั้งสิ้นประมาณ 50,000 บาท

              เมื่อรู้ตัวคนร้ายแล้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตามไปที่บ้านของพี่ชายนายเฉลิม  ซึ่งนายเฉลิมพักอาศัยอยู่ด้วย  โดยพี่ชายนายเฉลิมให้การว่า  เมื่อเวลาประมาณ 6 นาฬิกาเศษ  นายเฉลิมรีบร้อนมาเก็บเสื้อผ้าแล้วรีบออกจากบ้านไป  แต่ตนไม่ทราบว่าจะไปที่ไหน  เจ้าหน้าที่จึงได้ออกหมายจับนายเฉลิม  และติดตามจับกุมตัวเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

              วันที่ 25 เมษายน พ..2541  หลังเกิดเหตุ 2 ปีเศษ  เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวนายเฉลิมได้  จากการสอบสวน  นายเฉลิมได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด  แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะส่งฟ้องนายเฉลิมได้  จึงส่งมอบสำนวนการสอบสวนและพยานหลักฐานต่างๆให้อัยการ  เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีนายเฉลิมต่อศาลจังหวัดสงขลา

              ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น  ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายเฉลิม  โดยไม่มีการลดหย่อนโทษให้  ..เฉลิมไม่ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล  แต่ศาลจังหวัดสงขลาได้ส่งเรื่องมายังศาลอุทธรณ์  เนื่องจากมีกำหนดโทษสูงสุด  ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น  ..เฉลิมสละสิทธิ์ในการยื่นฎีกาต่อศาลเป็นนักโทษเด็ดขาด  แต่ได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอรับพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์  โดยรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1  ในระหว่างนั้นอาการป่วยด้วยโรคหัวใจได้กำเริบขึ้น  จึงได้นำไปนอนรักษาตัวที่สถานพยาบาลของเรือนจำกลางบางขวาง             
  
              วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ..2544  เวลา 11.00 .  ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับว่า  ในวันนี้จะทำการประหารนักโทษเด็ดขาดจำนวน 1 ราย  โดยทราบว่านักโทษคนดังกล่าวป่วยเป็นโรคหัวใจ  ขณะนี้นอนรักษาตัวอยู่ที่สถานพยาบาลของเรือนจำกลางบางขวาง  และจะทำการส่งตัวกลับไปควบคุมที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 ในวันนี้  ข้าพเจ้าจึงไปจัดเตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้  รวมทั้งได้เตรียมรถเข็นสำหรับคนป่วยไว้อีกด้วย  แล้วไปทำการสวดมนต์ไหว้พระ  บูชาท้าวเวชสุวรรณ  พร้อมกับทำจิตใจให้สงบ

              เวลา 15.45 .  ข้าพเจ้าได้รับชื่อนักโทษที่จะต้องเข้าไปเบิกตัวคือ  ..เฉลิม  คงนก  เจ้าหน้าที่จากสถานพยาบาลได้แนะนำข้าพเจ้าว่า เวลาเข้าไปเบิกตัวเฉลิม  ให้ถามหายาโรคหัวใจด้วย  เป็นเม็ดเล็กๆสีขาว  ถ้าเกิดอาการช็อกหรือหัวใจวายเมื่อไร  ให้เอายานี้ยัดเข้าใต้ลิ้นครั้งละ 1 เม็ด  และอย่าให้คนเข้ามามุงดูกันมาก  พยายามให้อยู่ในที่อากาศปลอดโปร่ง  และขอให้ใช้ความสามารถในการพูด  คอยปลอบใจและให้กำลังใจด้วย  เพราะว่าเฉลิมเป็นโรคหัวใจในระยะค่อนข้างร้ายแรง  อาจจะหัวใจวายตายก่อนถูกประหารก็ได้

              เวลา 16.10 .  ได้เข้าไปที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1  เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตึกขังไขกุญแจเปิดประตูตึก  มีเสียงถามมาว่า วันนี้อีกกี่คนครับ  พี่เลี้ยงนายหนึ่งได้ตอบไป คนเดียวเท่านั้น  เมื่อข้าพเจ้าไปหยุดยืนที่หน้าห้องขังน..เฉลิม  เห็นน..เฉลิมนอนแผ่อยู่ริมห้อง  ข้าพเจ้าบอกนักโทษในห้องนั้นว่า ช่วยหายาโรคหัวใจของเฉลิมให้ด้วย  แล้วช่วยปลุกเฉลิมให้หน่อย  นักโทษประหารภายในห้องนั้นพูดว่า คนป่วยขนาดนี้ยังจะเอาไปยิงอีกหรือครับ  สภาพอย่างนี้อยู่ได้อีกไม่นานหรอกครับ  ข้าพเจ้าตอบไป มีคำสั่งมาพวกผมต้องทำ  ผู้ใหญ่ที่สั่งการมาเขาไม่รู้หรอกว่าใครป่วยใครไม่ป่วย  ถ้าพวกผมไม่ทำก็ต้องมีความผิดฐานขัดคำสั่ง  ช่วยกันประคองออกมาให้ผมทีเถอะนะ 

              เมื่อประตูห้องขังเปิดออก  ข้าพเจ้าเข้ารับตัวน..เฉลิมจากนักโทษที่ช่วยกันประคองมาส่งให้  นักโทษตามห้องต่างๆพากันส่งเสียง โถน่าสงสารจริงๆ  จะรอดไปถึงหลักประหารหรือเปล่าก็ไม่รู้  รอให้หายดีก่อนค่อยประหารไม่ได้หรือครับ  ลาก่อนเหลิม  คนป่วยก็ยังไม่เว้น  แล้วพวกเราจะไปเหลืออะไร  โอ้ยเห็นแล้วเศร้าใจ  ฯลฯ

              เมื่อข้าพเจ้าประคองตัวน..เฉลิมออกมาใกล้จะพ้นตึกขัง  ..เฉลิมได้ส่งเสียงเรอขึ้นมา  แล้วตัวอ่อนยวบหมดสติลงไป  ข้าพเจ้าต้องรีบเอายายัดเข้าใต้ลิ้น  แล้วช่วยกันหามมานั่งที่เก้าอี้เข็นสำหรับคนป่วย  พอยาออกฤทธิ์  ..เฉลิมหายใจเฮือกแล้วพื้นคืนสติขึ้นมา  ข้าพเจ้าส่งยาดมไปให้  ..เฉลิมรับไปสูดดมทันที  แล้วหันมาพูดกับข้าพเจ้าด้วยเสียงแผ่วว่า ผมถึงว่าทำไมอยู่ดีๆถึงเอาตัวผมกลับมาจากสถานพยาบาล  พอผมถามหมอ(หมายถึงบุรุษพยาบาล)  หมอก็บอกผมว่าอาการของผมดีขึ้นแล้ว  แต่ผมรู้ตัวเองดีว่าอาการผมเป็นยังไง  ที่แท้จะเอาผมมายิงนี่เอง  แล้วทำไมไม่ไปเบิกตัวผมที่สถานพยาบาลเลยครับ 

              ข้าพเจ้าบอกน..เฉลิมว่า ผมและทุกคนต้องขออโหสิกรรมต่อเฉลิมด้วยด้วย  เมื่อมีคำสั่งมาพวกผมต้องทำตามหน้าที่  ที่ไม่ไปเบิกตัวเฉลิมที่สถานพยาบาลเพราะ  สถานพยาบาลเป็นที่สำหรับช่วยชีวิตคน  และมีคนป่วยนอนอยู่อีกหลายคน  ถ้าเข้าไปเบิกตัวเฉลิมที่สถานพยาบาลเพื่อเอาตัวมาประหาร  ดูจะเป็นการไม่เหมาะสมอย่างแน่นอน 

              เมื่อนำตัวมาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯ  ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร  และฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังจะเข้าไปพิมพ์ลายนิ้วมือ  ..เฉลิมได้เกิดอาการหัวใจวายไปอีกครั้ง  ในครั้งนี้ถึงกับหยุดหายใจไปเลย  แต่ชีพจรยังเต้นอ่อนๆอยู่  ข้าพเจ้าเอายายัดเข้าใต้ลิ้นอีก 1 เม็ด  และช่วยกันผายปอดปั๊มหัวใจกันอยู่ประมาณ 1 นาที  ..เฉลิมจึงพื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง  แต่แทบจะไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว  ข้าพเจ้าจึงพูดกับสารวัตรโกมล สารวัตรครับ  ช่วยรีบพิมพ์ลายนิ้วมือเลยครับ  ปล่อยช้ากว่านี้คงจะไปไม่รอดแน่  เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนฯจึงเข้ามาช่วยกันรีบพิมพ์ลายนิ้วมือ  โดยข้าพเจ้าเอายาดมจ่อที่จมูกตลอดเวลา  และเอายายัดเข้าใต้ลิ้นอีก 1 เม็ด

              สักพักหนึ่งน..เฉลิมเริ่มมีอาการดีขึ้น  ข้าพเจ้าพยายามพูดปลอบใจ เฉลิมอย่าไปคิดอะไรมาก  อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด  คิดเสียว่าเป็นกรรมเก่าของเรา  กินน้ำเย็นซะหน่อยอาการจะได้ดีขึ้น 

              ..เฉลิมรับน้ำเย็นจากข้าพเจ้าไปดื่มแล้วพูดว่า          ทำไมไม่ปล่อยให้ผมตายไปเลยครับ  ช่วยผมให้ฟื้นกลับมาทำไมอีก  ยังไงผมก็ต้องตายอยู่แล้ว  จะถูกยิงหรือว่าตายเองค่าก็เท่ากัน  ไม่น่าช่วยชีวิตผมขึ้นมาอีกเลยครับ

              ข้าพเจ้าบอกไปว่า พวกผมพี่เลี้ยงทุกคนมีหน้าที่ดูแลเฉลิมไปจนกว่าจะพาไปถึงหลักประหาร  หลังจากนั้นถึงจะเป็นหน้าที่ของเพชฌฆาต  ผมจะปล่อยให้เฉลิมตายไปตรงนี้โดยไม่ช่วยเหลือไม่ได้  แต่ถ้าช่วยแล้วไม่สำเร็จนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  หวังว่าเฉลิมคงเข้าใจพวกผมทุกคนนะ  ผมและเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องขอโทษด้วย

              เมื่อพิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ  เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี  ให้น..เฉลิมฟังและให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น  เมื่อให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมาย  ..เฉลิมไม่มีแรงที่จะเขียน  ข้าพเจ้าจึงต้องเป็นธุระช่วยเขียนให้ตามคำบอกพร้อมกับเซ็นรับรอง  และให้น..เฉลิมเซ็นกำกับและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนลงนามเป็นพยาน

              ข้าพเจ้ายกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้  ..เฉลิมไม่แตะต้องแต่อย่างใด  แต่ได้พูดกับข้าพเจ้าว่า ผมกินอะไรไม่ลงหรอกครับ  ทำบุญไปให้ผมบ้างก็แล้วกัน  ผมขออาหารปักษ์ใต้นะครับ  โอย ! ขอยาผมอีกเม็ดเถอะครับผมจะไปไม่รอดแล้ว  รีบๆเอาผมไปยิงเถอะครับ  ข้าพเจ้าเอายายัดเข้าใต้ลิ้นอีก 1 เม็ด

              จากนั้นข้าพเจ้าได้ไปปรึกษากับผู้อำนวยการส่วนควบคุมฯ หัวหน้าครับ  ผมว่านิมนต์พระเข้ามาเทศน์ในหมวดผู้ช่วยเหลือฯเลยดีกว่าครับ  ในห้องเยี่ยมอากาศร้อนอบอ้าวเดี๋ยวจะหัวใจวายไปอีก  ผมรับรองความปลอดภัยให้พระเองครับ  เฉลิมไม่มีแรงแม้แต่จะยกแขนแล้ว  คงทำอะไรใครไม่ได้อีกแล้ว  ผู้อำนวยการส่วนควบคุมฯได้ตกลงเห็นดีด้วย  จึงได้นิมนต์พระสงฆ์เข้ามาที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ  พร้อมทั้งได้จัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าดูแลพระจำนวน 2 นาย  เพื่อป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้

              ภายในหมวดผู้ช่วยเหลือฯ  พระได้เทศนาธรรมโปรดให้น..เฉลิมอย่างใกล้ชิด  ซึ่งน..เฉลิมตั้งใจฟังอย่างสงบ  หลังจากถวายดอกไม้ธูปเทียนและปัจจัย  พร้อมกับทำการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแล้ว  ..เฉลิมได้พูดกับพระรูปนั้นว่า หลวงพี่ครับ  ผมขอจับชายผ้าเหลืองซักครั้งเถอะครับ  แค่นี้ผมก็นับว่าเป็นบุญของผมก่อนตายแล้วครับ  พระรูปนั้นจึงลุกขึ้นก้าวเข้ามายืนชิดกับน..เฉลิม  ซึ่งน..เฉลิมเอื้อมมือจับชายผ้าเหลืองขึ้นมาจบบนหัว  แล้วกราบลาพระอีกครั้ง ผมลาก่อนครับหลวงพี่  พระรูปนั้นพูดว่า ขอให้โยมนึกถึงแต่พระพุทธไว้นะ  ท่องพุทโธไปเรื่อยๆ  แล้วโยมจะพบทางสว่างในภพหน้า  อย่าได้ผูกจิตอาฆาตจองเวรใครทั้งสิ้น

              เสร็จแล้วข้าพเจ้าเข็นรถนำตัวไปที่ห้องประหาร  ระหว่างทางน..เฉลิมมีท่าทางว่าจะพับไปอีก  ข้าพเจ้าต้องคอยเอายายัดเข้าใต้ลิ้น  และให้ดมยาดม  เมื่อถึงศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์  ได้ให้น..เฉลิมยกมือไหว้อำลา  แล้วรีบนำตัวไปที่ห้องประหารทันที 

              เมื่อถึงศาลาเย็นใจ  ข้าพเจ้าส่งดอกไม้ธูปเทียนให้  พี่เลี้ยงอีกนายนำผ้าดิบมาผูกปิดตา  แล้วช่วยกันเข็นรถเข้าสู่ห้องประหาร  โดยนำตัวเข้าไปที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง  ทำการผูกมัดตัวให้ติดกับหลักประหาร  ตั้งเป้าตาวัวให้ตรงกับหัวใจ  เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหาร  ..เฉลิมส่งเสียงเรอออกมาอีกครั้ง  ข้าพเจ้ารีบยัดยาเข้าใต้ลิ้นเป็นเม็ดสุดท้าย  ทำการขออโหสิกรรมอีกครั้ง  พร้อมกับแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

              พลเล็งปืนเข้ามาทำหน้าที่บรรจุกระสุน  ตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว  เพชฌฆาตมือหนึ่งเข้ามาตรวจสอบอีกครั้ง  เมื่อพร้อมแล้วธงแดงได้สะบัดลงทันที ปัง  ปัง ปังๆๆๆๆๆๆๆ  รวมทั้งสิ้น 10 นัด  ทำการประหารเมื่อเวลา 17.15 .

              ในช่วงที่กระสุนปืนลั่นออกไป  ทุกคนต้องตกตลึงเนื่องจากเลือดจำนวนมากได้พุ่งขึ้นไปติดอยู่บนฝ้าเพดานห้องประหาร  ซึ่งเป็นรายแรกที่ข้าพเจ้าเห็นเช่นนั้น  ตามปกติแล้ว  ทุกรายเมื่อถูกกระสุนพุ่งทะลุร่าง  เลือดจะกระเซ็นออกไปทางด้านหน้าและด้านหลังเท่านั้น  ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดเลือดถึงพุ่งขึ้นข้างบนได้  และรอยเลือดดังกล่าวได้ติดอยู่ที่ฝ้าเพดานห้องประหารมาจนทุกวันนี้

              เมื่อครบ 3 นาที  ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูร่างน..เฉลิมที่หลักประหาร  โดยต้องคอยระวังหยดเลือดที่ย้อยลงมาจากฝ้าเพดาน  ปรากฏว่าน..เฉลิมได้สิ้นใจไปแล้ว  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างลงจากหลัก  จับให้นอนคว่ำหน้าเพื่อความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือต่อไป         
        
              ขออโหสิกรรมต่อนายเฉลิม  คงนก  มา ณ ที่นี้อีกครั้ง  สิ่งที่ข้าพเจ้าทำไปเป็นการปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่ง   

              ขอชมเชยความพยายามในการติดตามจับกุมตัวคนร้าย  ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..หาดใหญ่  มา ณ  ที่นี้ด้วย