วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

29.ชีพ รอดแก้ว โหดกว่าผมทำไมไม่ตาย



             
              

              น..ชีพ,เกียร์,เกีย  รอดแก้ว  อายุ 37 ปี  หมายเลขประจำตัว 666/41  คดีความผิดต่อชีวิต(มือปืน)  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4), 371, 83, 91  หมายเลขคดีดำที่ 684/38  หมายเลขคดีแดงที่ 2490/40  ศาลจังหวัดปทุมธานี  เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง  จังหวัดปทุมธานี

              วันที่ 26 สิงหาคม พ..2536  เวลา 19.30 .  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..เมืองปทุมธานี  ได้รับแจ้งเหตุยิงกันในหมู่บ้านปทุมทอง  จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ  พบว่าคนเจ็บได้ถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้วและเสียชีวิตในเวลาต่อมาทราบชื่อว่า  นางกรรณิการ์  บุญรัตน์  มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนไม่ทราบขนาดที่ศรีษะและใบหน้าจำนวน 2 นัด 

              จากการสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุทราบว่า  ขณะที่นางกรรณิการ์นั่งคุยอยู่กับเพื่อนบ้านที่บริเวณหน้าบ้าน  มีคนร้ายเป็นชาย 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดห่างออกไปประมาณ 2 เมตร  จากนั้นคนซ้อนท้ายซึ่งสวมหมวกแก๊ป  ได้ลงจากรถเข้าไปจ่อยิงนางกรรณิการ์ในระยะประชิดตัวจำนวน 2 นัด  แล้ววิ่งกลับไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่พวกติดเครื่องรออยู่ขับหลบหนีไป  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งวิทยุให้สกัดจับกุม  แต่คนร้ายหลบหนีไปได้

              นอกจากนี้พยานคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ  และมีบ้านอยู่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุให้การว่า  ในช่วงเช้าก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 06.30 .  ขณะที่ตนไปซื้อของที่ร้านค้าภายในหมู่บ้านซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของนางกรรณิการ์  เห็นชาย 2 คนลักษณะเดียวกับคนร้ายที่ยิงนางกรรณิการ์นั่งสูบบุหรี่อยู่ภายในร้านดังกล่าว  ท่าทางมีพิรุธนั่งมองไปที่บ้านนางกรรณิการ์ตลอดเวลา  สังเกตที่เอวเหมือนกับมีอาวุธซุกซ่อนอยู่  สักครู่จึงได้ขับขี่รถจักรยานยนต์เหมือนกับคันที่คนร้ายใช้ก่อเหตุออกจากหมู่บ้านไป  จากประสบการณ์ของอาชีพตำรวจตนจึงได้พยายามจำหน้าทั้งคู่ไว้ 


              ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 18.00 .  เห็นชายที่เป็นคนยิงนางกรรณิการ์  ขับรถยนต์เข้ามาในหมู่บ้านอีกครั้ง  มีผู้ชาย 1 คนและผู้หญิงอีก 2 คนนั่งมาด้วย  โดยขับรถอย่างช้าๆผ่านหน้าบ้านของนางกรรณิการ์ไป  ผู้หญิงหนึ่งในนั้นจำได้ว่าคือนางสมใจ  เสนาะดนตรี  ซึ่งกำลังมีปัญหากับนางกรรณิการ์  หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงจึงได้เกิดการยิงกันขึ้น  ตนมั่นใจว่าคนร้ายเป็นคนเดียวกับที่เห็นในตอนเช้าและตอนก่อนเกิดเหตุอย่างแน่นอน

              วันที่ 27 สิงหาคม พ..2536  เจ้าหน้าที่ตำรวจพบรถจักรยานยนต์คันที่ใช้ก่อเหตุของคนร้าย  จอดทิ้งไว้ที่ถนนปทุมธานี-กรุงเทพฯ  ใกล้สะพานนนทบุรี  จากการตรวจสอบพบว่าหมายเลขเครื่องยนต์และเลขตัวถังถูกลบออกไปหมดสิ้น  จึงส่งไปตรวจพิสูจน์จนทราบที่มาของรถคันดังกล่าว  เมื่อติดตามไปที่ร้านซึ่งเป็นผู้ขายรถจักรยานคันนี้ทราบว่า  นายวิชิต  ศรีสุวิภา  เป็นผู้มาติดต่อขอซื้อไปโดยมากับชายอีกคนหนึ่ง  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงติดตามจับกุมตัวนายวิชิตมาได้  และนำตัวมาสอบสวนเพื่อคลี่คลายคดีทันที

              จากการสอบสวนนายวิชิตให้การรับสารภาพว่า  ได้รับการติดต่อจากนางสมใจ  เสนาะดนตรี  ให้ช่วยติดต่อหามือปืนมาสังหารนางกรรณิการ์  สาเหตุเนื่องมาจากความหึงหวงที่คนตายมาแย่งสามีไป  ก่อนหน้านั้นนางสมใจได้โทรศัพท์และเขียนจดหมายไปข่มขู่นางกรรณิการ์หลายครั้ง  เพื่อให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับสามีของนางสมใจ  แต่นางกรรณิการ์ไม่เชื่อคำขู่ยังคงคบหากับสามีนางสมใจต่อไป  นางสมใจจึงเกิดความแค้นมาขอให้ตนช่วยติดต่อหามือปืนให้  ตนจึงไปติดต่อนายชีพหรือเกียร์  รอดแก้ว  มือปืนอาชีพจากภาคใต้ซึ่งรู้จักกับตนดี  ให้มาเป็นมือปืนสังหารนางกรรณิการ์  และได้พากันมาดูลาดเลาหลายครั้ง  จนเมื่อเห็นว่าโอกาสเปิด  นายชีพจึงซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์  บุกเข้าไปสังหารนางกรรณิการ์ถึงหน้าบ้านดังกล่าว  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ออกหมายจับและติดตามจับกุมตัวนายชีพ  เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

              วันที่ 19 ธันวาคม พ..2537  หลังเกิดเหตุ 1 ปีเศษ  เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวนายชีพได้  นำตัวมาสอบสวนดำเนินคดี  แต่นายชีพได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ให้พยานที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นมาชี้ตัวมือปืน  ซึ่งทุกคนได้ชี้ตัวนายชีพได้อย่างถูกต้อง  เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมสำนวนการสอบสวนส่งมอบให้อัยการ  เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีนายชีพ  ต่อศาลจังหวัดปทุมธานี  พร้อมกับขออำนาจศาลฝากขังนายชีพไว้ที่เรือนจำจังหวัดปทุมธานี

              ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น  ได้ตัดสินให้ประหารชีวิต  โดยไม่มีการลดหย่อนโทษให้แต่อย่างใด  และได้ส่งตัวข..ชีพมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง  ..ชีพได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อต่อสู้คดี  ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น  ..ชีพได้ยื่นฎีกาต่อศาลเพื่อต่อสู้คดีตามสิทธิ์อีก  ผลการพิจารณาของศาลฎีกา  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์  เมื่อเสร็จสิ้นการพิจารณาของศาลเป็นนักโทษเด็ดขาดแล้ว  ..ชีพได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษผ่านเรือนจำตามขั้นตอน  และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

              วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ..2544  เวลา 10.30 .  ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับว่า  ในวันนี้จะทำการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดจำนวน 1 ราย  ข้าพเจ้าจึงไปจัดเตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้  ทำการสวดมนต์ไหว้พระ  บูชาท้าวเวชสุวรรณ  พร้อมทั้งทำจิตใจให้สงบ  รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษมาดำเนินการตามขั้นตอนการประหารชีวิตต่อไป

              เวลา 16.00 .  ข้าพเจ้าได้รับชื่อนักโทษประหารที่จะต้องเข้าไปเบิกตัวในวันนี้คือ  ..ชีพ  รอดแก้ว  เมื่อเข้าไปถึงหมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1  เจ้าหน้าที่ประจำตึกขังได้ไขกุญแจเปิดประตูตึก  ข้าพเจ้าเดินเข้าไปในตึกขังเป็นคนแรก  มีนักโทษประหารบางรายพูดกับข้าพเจ้าว่า หัวหน้าครับ  อย่าเข้ามาบ่อยนักเลยครับ  ผมเห็นหัวหน้าทีไร  พวกผมต้องมาตายจากไปทุกครั้ง  จนบางคนเขาให้สมญานามหัวหน้าว่ายมทูตแล้ว

              ข้าพเจ้าตอบไปว่า ผมอยากมาซะที่ไหนกัน  มีคำสั่งให้มาผมก็ต้องมา  ถ้าผมไม่มาหรือไม่อยู่  เรือนจำก็ต้องจัดคนมาแทนผมอยู่ดี  มีคำสั่งมาแล้วยังไงก็ต้องมีคนเข้ามาเบิก  ทุกคนเป็นยมทูตกันได้ทั้งนั้น  ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอก

              เมื่อข้าพเจ้าไปหยุดยืนที่หน้าห้องขังน..ชีพ  ขณะนั้นน..ชีพนอนหลับอยู่  ข้าพเจ้าจึงบอกให้นักโทษในห้องช่วยปลุกให้ตื่นขึ้นมา  นักโทษประหารคนหนึ่งเอื้อมมือเขย่าตัวปลุก ชีพ  ชีพ  ลุกขึ้นเถอะ  นายเขามารับตัวแล้ว  วันนี้เป็นคิวของเอ็งแล้วเสียใจด้วย  ..ชีพสะดุ้งตื่นลุกขึ้นนั่งหน้าตาเลิกลั่กแล้วพูดว่า มีอะไรหรือวะ  เมื่อกี้ใครพูดอะไรฟังไม่ชัด  เพื่อนนักโทษในห้องพากันพูดว่า ดูโน่นซิ  นายเขามารับตัวแล้วเห็นไหม  ยังจะหลับอยู่ได้  ไปทีชอบเถอะนะ  เดี๋ยวก็ได้นอนยาวแล้ว  ..ชีพร้องว่า อ้าว !  ถึงคราวกูแล้วหรือนี่  แล้วลุกขึ้นยืนกล่าวอำลาเพื่อนในห้อง เพื่อนๆผมขอลาก่อน  ขอให้ผมเป็นรายสุดท้ายเถอะนะ  นักโทษในห้องต่างส่งเสียงตอบ แล้วจะให้ญาติทำบุญไปให้  ลาก่อนชีพ  นึกถึงพระเข้าไว้  รายต่อไปอาจจะเป็นข้าก็ได้  ฯลฯ

              เมื่อออกมาพ้นประตูห้องข้าพเจ้าเป็นผู้สวมกุญแจมือ  พี่เลี้ยงอีกนายเป็นผู้ทำการตรวจค้นตัว  ..ชีพได้ร้องขอบุหรี่สูบ  เมื่อได้รับไปแล้วได้สูบอัดควันเข้าปอดอย่างแรง  นักโทษตามห้องขังต่างส่งเสียงล่ำลากันเป็นแถว  ..ชีพได้เดินยกมือไหว้ลาทุกห้อง  ข้าพเจ้าจึงนำตัวออกจากตึกขังไปที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯทันที

              ภายในหมวดผู้ช่วยเหลือฯ  เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร  และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังได้มารออยู่ก่อนแล้ว  ขณะที่สารวัตรโกมลกำลังสอบถามประวัติบุคคลและตรวจสอบตำหนิแผลเป็นอยู่นั้น  ..ชีพได้ถามว่า สารวัตรครับ  ไอ้พวกที่โหดๆกว่าผมทำไมถึงไม่ตาย  ทำไมคดีนี้ผมฆ่าคนแค่ศพเดียวกลับถูกยิงเป้า  สารวัตรโกมลถามกลับไปว่า แล้วใครหรือที่คุณชีพว่าโหดแล้วไม่ถูกประหาร

              ..ชีพพูดว่า เยอะแยะไปหมดครับ  ยกตัวอย่างให้ดูก็ได้  สารวัตรเห็นไอ้ศักดิ์ปากรอไหมครับ  มันโหดกว่าผมตั้งเท่าไร  ผู้หญิงเอย  ลูกเด็กเล็กแดงเอย  มันฆ่าหมด  แล้วฆ่าอย่างโหดๆด้วยนะครับ  มันจับแขวนคอกับบันไดบ้านหมดทั้งครอบครัว  กว่าแต่ละคนจะตายสนิทมันทรมานขนาดไหน  พอมันถูกจับตัวได้ศาลตัดสินให้ประหารชีวิตมันทั้งสองศาล  แต่พอมาถึงศาลฎีกากลับลดโทษให้มันเหลือตลอดชีวิต  แล้วมันยังได้อภัยโทษครั้งใหญ่อีก  ตอนนี้มันเหลือโทษแค่ 40 ปีแล้ว  ถ้ามันได้อภัยใหญ่อีกสักครั้ง  อีกแค่ไม่กี่ปีมันก็สามารถออกไปก่อกรรมให้ชาวบ้านได้อีก  ที่จริงแล้วคดีของมันใครๆเขาก็เชื่อว่าน่าจะต้องถูกประหารร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่ทำไมคนอย่างมันถึงได้รับความปราณีจากศาลได้

              สำหรับตัวผมนั้นฆ่าผู้หญิงก็จริงอยู่  แต่คดีนี้ผมฆ่าแค่คนเดียวเท่านั้น  แล้วผมก็ใช้วิธียิงเข้าที่หัวกะให้ตายในทันทีไม่ต้องทรมาน  ผมรับเงินค่าจ้างเขามาแล้วก็ต้องทำให้สำเร็จ  เมื่อเสร็จแล้วต่างคนก็ต่างหนีเอาตัวรอด  แต่พอคนจ้างพวกนั้นถูกจับได้  ดันซัดทอดมาถึงผมจนได้  ถ้าหากเป็นผมโดนจับได้ก่อน  รับรองว่าผมไม่ซัดทอดถึงคนจ้างวานเด็ดขาด  ผมหนีรอดไปได้ตั้งปีกว่า  พอผมโดนจับได้ผมปฏิเสธมาตลอด  ผลก็คือถูกตัดสินให้ประหารชีวิตสถานเดียว 

              ผมมารู้ทีหลังอีกว่าผู้หญิงที่ตายเป็นคนสนิทของนักการเมืองใหญ่ผู้หนึ่ง  ผมน่าจะตรวจสอบประวัติเหยื่อก่อนรับงานจริงๆ  ผมเห็นเป็นงานง่ายๆแค่ฆ่าผู้หญิงคนหนึ่ง  จึงตกลงรับงานนี้ไปเลยพลาดท่าจนได้  ผมสู้คดีต่อไปโดยผมหวังว่าถ้าไม่ยกฟ้องก็คงเหลือแค่โทษตลอดชีวิต  แต่ทั้งสองศาลที่เหลือก็ตัดสินให้ประหารผมเหมือนเดิม  ทำไมทีผมถึงไม่ได้ลดโทษกับเขาบ้าง  สารวัตรเห็นไหมครับ  พวกที่ฆ่าคนมากกว่าผมโหดกว่าผมทำไมไม่ตาย  มันไม่ยุติธรรมเลยนะครับกฎหมายของเมืองไทย  ไม่รู้ว่าเขาใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินกันแน่ 

              เอาเถอะครับในเมื่อมีคำสั่งให้ประหารผมมาแล้ว  ผมยอมให้ประหารแต่โดยดีก็แล้วกันครับ  ถือเสียว่าเป็นการชดใช้ชีวิตคืนให้เขาไป  จะได้หมดสิ้นเวรกรรมที่มีต่อกันไปซะ  ผมเพิ่งมารู้เดี๋ยวนี้เองว่า  คนที่รู้ตัวว่าจะต้องตายนั้นมีความรู้สึกยังไง  ผมยอมรับอย่างไม่อายเลยนะครับว่าผมกลัว  ที่กลัวเพราะว่าผมไม่รู้ว่าตายไปแล้วจะเป็นยังไงบ้าง  เจ็บปวดทรมานมากแค่ไหนก็ไม่รู้  สวรรค์นรกมีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้  ถ้ามีจริงคนอย่างผมคงต้องตกนรกแน่นอน  แล้วในนรกจะเป็นยังไงบ้าง  ผมกลัวจริงๆเลยครับ  รู้อย่างนี้ผมไม่ทำผิดดีกว่า  แค่นี้ก็เท่ากับผมได้ตกนรกทั้งเป็นไปแล้ว  ถ้าชาติหน้ามีจริง  ผมขออธิฐานไว้เลยว่า  จะไม่ก่อกรรมทำชั่วอีกอย่างเด็ดขาด  ในเมื่อชาตินี้เป็นคนดีกับเขาไม่ได้  ผมจะขอไปแก้ตัวในชาติหน้าก็แล้วกัน

              สารวัตรโกมลพูดว่า พวกที่คุณชีพว่าโหดๆนั้น  เขาคงรับสารภาพหรือให้การเป็นประโยชน์ต่อศาลในการพิจารณาก็ได้  เขาจึงได้รับการลดหย่อนโทษ  การพิจารณาตัดสินของศาลขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง  ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนหรือเปล่าหรือว่าจำนนต่อพยานหลักฐาน  เมื่อเรื่องถึงศาลแล้วได้ให้การเป็นประโยชน์ต่อศาลอย่างไรบ้าง  ถ้าคิดจะสู้คดีต้องหาพยานหลักฐานมาหักล้างให้สำเร็จ  ไม่อย่างนั้นเมื่อแพ้คดีขึ้นมาเมื่อไร  จะไม่ได้รับความปราณีลดหย่อนโทษให้เลย  อย่างของชีพนี่สู้คดีมาตลอด  เมื่อชีพแพ้ก็คงไม่พ้นโทษประหารอย่างแน่นอน  ผมขอถามสักหน่อยเถอะนะ  นอกจากฆ่าผู้หญิงคนนี้แล้ว  ชีพเคยฆ่าใครมาบ้างหรือเปล่า

              ..ชีพตอบว่า เคยครับประมาณร่วมสิบคนเห็นจะได้  แต่เรื่องเงียบหายไปหมด  มาคดีนี้แหละครับที่ซวยหน่อย  พยานก็จำหน้าได้  ผู้จ้างวานก็ซัดทอด  แล้วคนตายยังสนิทกับนักการเมืองอีก  คงจะเป็นกรรมเก่าแหละครับที่ทำให้ผมต้องมาเป็นแบบนี้  ผมต้องมารับโทษหนักกว่าทุกคน  เงินค่าจ้างที่ได้มาก็ไม่เหลือซักบาท  เงินมันร้อนครับสารวัตร

              เมื่อพิมพ์ลายนิ้วมือและตรวจสอบประวัติบุคคลเสร็จ  เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้น..ชีพฟัง  และให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น  จากนั้นได้ให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายตามสะดวก  ซึ่งน..ชีพได้เขียนจดหมายอำลาต่อญาติพี่น้องจำนวน 1 ฉบับ 

              เสร็จแล้วข้าพเจ้าได้ยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้  แต่น..ชีพไม่แตะต้องอาหารแต่อย่างใด  พร้อมกับหันมาพูดกับข้าพเจ้าว่า หัวหน้าครับผมกินไม่ลงหรอกครับ  ความจริงผมยังไม่ได้กินอะไรเลย  มัวแต่นอนหลับอยู่  ปกติผมจะกินข้าวตอนค่ำๆ  ผมไม่รู้ตัวเลยครับว่าหัวหน้าเข้าไปในตึกตั้งแต่เมื่อไร  ตื่นมาก็เห็นหัวหน้ามายืนรอผมที่หน้าห้องแล้ว  ผมยอมรับว่าผมตกใจมากจริงๆ  ถ้ายังไงหัวหน้าช่วยทำบุญให้ผมบ้างนะครับ  ผมกินอาหารได้ทุกอย่างโดยเฉพาะอาหารปักษ์ใต้ซึ่งเป็นอาหารทางบ้านผม  ผมขออโหสิกรรมให้แก่หัวหน้าและผู้เกี่ยวข้องทุกคนครับ  ข้าพเจ้าจึงรับปากที่จะทำบุญไปให้

              จากนั้นได้นำตัวไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ที่ได้นิมนต์มา  ซึ่งน..ชีพได้ตั้งใจฟังอย่างสงบ  พร้อมกับได้ถวายดอกไม้ธูปเทียนและปัจจัยแก่พระสงฆ์  กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลเป็นครั้งสุดท้าย  แล้วได้ถามพระรูปนั้นว่า หลวงพี่ครับ  นรกสวรรค์มีจริงหรือเปล่าครับ  พระรูปนั้นตอบว่า นรกสวรรค์นั้นอยู่ที่ใจของโยม  หากโยมทำแต่ความดีจิตใจก็มีแต่ความสุข  นั่นแหละคือสวรรค์  แต่ถ้าโยมทำในสิ่งผิดสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น  โยมต้องหนีกฎหมายบ้านเมือง  คอยหวาดระแวงเสียงต่างๆ  เมื่อถูกจับได้ก็ต้องมาคอยกังวลในโทษทัณฑ์ที่จะได้รับ  นั่นแหละคือนรก  ถ้าโยมต้องการที่จะไปสู่สวรรค์  นับจากนี้ไปขอให้โยมนึกถึงแต่พระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์ไว้ตลอด  สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้โยมหลุดพ้นจากบ่วงกรรมไปได้  สาธุ

              หลังเสร็จพิธีทางศาสนา  ข้าพเจ้าได้นำตัวเดินไปสู่ห้องประหารในทันที  ..ชีพได้ถามข้าพเจ้าว่า หัวหน้าครับเขาจะยิงผมประมาณกี่นัดครับ  ข้าพเจ้าตอบว่า ผมว่าชีพอย่าไปสนใจเรื่องนี้เลย  นึกถึงแต่พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  อย่างที่พระรูปนั้นสอนไว้ดีกว่า  ..ชีพพูดอีกว่า ผมขอร้องซักอย่างนะครับ  อย่าให้ผมต้องทรมานเลยนะครับ  ช่วยบอกให้เขายิงผมให้ตายในชุดเดียวเลย  ผมขอร้องเถอะครับ  ข้าพเจ้าจึงพูดว่า พวกผมทุกคนไม่เคยคิดที่จะให้ใครต้องทรมานเลย  ผมเองก็ต้องขอร้องชีพบ้างนะ  เวลาผมมัดตัวชีพเมื่อไร  ชีพอย่าดิ้นหรือขยับตัวนะ  อาจจะแน่นและอึดอัดซักหน่อย  แต่เพื่อไม่ให้ชีพต้องทรมาน  เข้าใจนะ  ..ชีพพยักหน้ารับทราบ

              เมื่อถึงศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์  ได้แวะให้น..ชีพกราบไหว้ที่บริเวณหน้าศาล  แล้วนำเดินต่อไปยังห้องประหาร  เมื่อถึงศาลาเย็นใจได้ให้นั่งที่เก้าอี้ขาว  ข้าพเจ้าส่งดอกไม้ธูปเทียนไปให้  พี่เลี้ยงอีกนายนำผ้าดิบผูกปิดตา  เสร็จแล้วช่วยกันประคองเข้าสู่ห้องประหาร  โดยนำตัวเข้าสู่หลักประหารหลักที่หนึ่ง  ทำการผูกมัดให้ติดกับหลักประหาร  ตั้งเป้าตาวัว  เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหาร  ข้าพเจ้าทำการขออโหสิกรรมอีกครั้ง  เสร็จแล้วจึงแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

              พลเล็งปืนเข้ามาทำหน้าที่บรรจุกระสุน  ตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว  เพชฌฆาตมือหนึ่งเข้ามาทำการตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้ง  เมื่อพร้อมแล้วได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ  ธงแดงได้สะบัดลงทันที  เสียงปืนได้ดังขึ้น ปัง   ปัง  ปัง ปังๆๆๆๆๆ  ใช้กระสุนในการประหารทั้งสิ้น 9 นัด  ทำการประหารเมื่อเวลา 17.25 .  โดยเพชฌฆาตมือหนึ่งเป็นผู้ทำการประหาร

              เมื่อครบ 3 นาที  ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูร่างน..ชีพที่หลักประหาร  ปรากฏว่าได้สิ้นใจไปแล้ว  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างลงจากหลักประหาร  จับให้นอนคว่ำหน้าไว้  เพื่อความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือต่อไป

              ขออโหสิกรรมต่อนายชีพ  รอดแก้ว  และขอให้พบทางสวรรค์อย่างที่ตั้งใจไว้ด้วย

              ขออภัยต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ทุกท่าน  ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวอ้างไปตามความเป็นจริง

              ขอชมเชยเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..เมืองปทุมธานีทุกท่าน  ที่สามารถคลี่คลายคดีนี้ได้อย่างรวดเร็ว  และสามารถติดตามจับกุมผู้กระทำผิด  มาลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองได้  ด้วยใจจริง