วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

35.วินัย นาคพันธ์ ขอเกิดเป็นลูกผู้พิพากษา



           
              น.ช.วินัย,สุนัย  นาคพันธ์  อายุ 32 ปี  หมายเลขประจำตัว 203/44  คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289  หมายเลขคดีดำที่ 1684/41  หมายเลขคดีแดงที่ 2123/43  ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี  เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอกาญจนดิษฐ์  จังหวัดสุราษฎร์ธานี

              วันที่ 14 มีนาคม พ..2540  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..กาญจนดิษฐ์  ได้รับแจ้งเหตุยิงกันบนถนนสายหนึ่ง  ในเขตรับผิดชอบของสภ..กาญจนดิษฐ์  มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต  จึงรีบนำกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที  พบรถกระบะคันหนึ่งเสียหลักตกจากถนนชนกับต้นไม้ข้างทาง  ที่ตัวถังรถมีรอยกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง  เมื่อตรวจสอบภายในรถพบร่างของนายกรุณา  รักซื่อ  ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส  และนางอุษา  รักซื่อ  ภรรยานายกรุณาซึ่งนั่งรถมาด้วยกัน  ถูกกระสุนปืนของคนร้ายเข้าที่ลำตัวหลายนัด  เสียชีวิตอยู่ภายในรถคันดังกล่าว  จึงรีบนำนายกรุณาส่งโรงพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตเป็นการด่วน

              จากการสอบสวนทราบว่า  ขณะที่นายกรุณาและนางอุษากำลังขับรถไปตามถนน  ได้มีคนร้ายขับรถเข้ามาประกบ  จากนั้นคนร้ายในรถได้กระหน่ำกระสุนยิงใส่รถของนายกรุณาและนางอุษา  จนรถเสียหลักตกจากถนนพุ่งเข้าชนต้นไม้ข้างทาง  แต่คนร้ายยังไม่พอใจในผลงาน  ได้จอดรถให้คนที่ทำหน้าที่มือปืน  ลงมายิงซ้ำผัวเมียทั้ง 2 คนอีกหลายนัด  จนคนร้ายแน่ใจว่าทั้งคู่ได้สิ้นใจไปแล้ว  จึงได้ขึ้นรถที่พวกติดเครื่องรออยู่ขับหลบหนีไป  แต่ว่านายกรุณาสามารถรอดชีวิตมาได้

              จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า  มือปืนผู้ลงมือทำการสังหารในครั้งนี้คือนายวินัยหรือสุนัย  นาคพันธ์  จึงได้ทำการออกหมายจับนายวินัยเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย  และสามารถติดตามจับกุมตัวนายวินัยได้เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ..2541  นำตัวมาสอบสวนเพื่อดำเนินคดี  แต่นายวินัยได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด 

              เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับนายวินัยได้  จึงรวบรวมสำนวนการสอบสวนและพยานหลักฐานต่างๆส่งมอบให้อัยการ  เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีนายวินัยต่อศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี  พร้อมกับขออำนาจศาลฝากขังนายวินัยไว้ที่เรือนจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี

              ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น  เชื่อว่านายวินัยได้กระทำผิดจริงตามฟ้อง  โดยมีพฤติการณ์เป็นมือปืนรับจ้าง  มีเจตนาฆ่าผู้อื่นอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต  ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้หญิงซึ่งเป็นเพศอ่อนแอ  โดยหวังเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินค่าจ้าง  จึงได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายวินัย  โดยไม่มีการลดหย่อนโทษให้แต่อย่างใด  และได้ส่งตัวมาควบคุมไว้ที่เรือนจำกลางบางขวาง

              ..วินัยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล  ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น  ..วินัยได้ยื่นฎีกาต่อศาลตามสิทธิ์  ผลการพิจารณาของศาลฎีกา  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์  ..วินัยได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์  และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

              วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ..2545  หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับว่า  ในวันนี้จะมีการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดจำนวน 3 ราย  ข้าพเจ้าจึงไปจัดเตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้  แล้วไปทำการสวดมนต์ไหว้พระ  บูชาท้าวเวชสุวรรณ  พร้อมทั้งทำจิตใจให้สงบ  รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษทั้งสามมาดำเนินการตามขั้นตอนการประหารต่อไป

              เวลา 16.15 .  เมื่อได้รับรายชื่อนักโทษที่จะต้องเข้าไปเบิกตัว  และทำการจัดแบ่งหน้าที่ในการดูแลแล้ว  ซึ่งข้าพเจ้ารับหน้าที่ดูแลน..สุชาติ  นาคชาตรี  จึงไม่เห็นอาการของน..วินัยขณะเบิกตัวแต่อย่างใด  แต่ได้ทราบจากพี่เลี้ยงที่เบิกตัวในภายหลังว่า ..วินัยมีอาการหน้าซีดเหงื่อออกมาก  กระสับกระส่ายและเดินบ่นมาตลอดทาง

              เมื่อนำตัวทั้งหมดมาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯ  เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร  และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง  ได้แยกย้ายกันทำการพิมพ์ลายนิ้วมือ  ตรวจสอบตำหนิแผลเป็นและประวัติบุคคลของนักโทษประหารทั้งหมด  ..วินัยพูดว่า ผู้พิพากษาไม่ยุติธรรมกับผมเลย  ตัดสินผมหนักเกินไป  ทุกคนรวมหัวกันเล่นงานผม  ทั้งตำรวจ  โจทย์  อัยการแล้วก็ผู้พิพากษา  ต่างรุมกันอัดผมจนมาถึงขั้นประหารชีวิต  ผมว่าผู้พิพากษาจะต้องรู้กันกับโจทย์อย่างแน่นอน  ถึงได้ตัดสินผมมาหนักขนาดนี้

              เจ้าหน้าที่ตำรวจที่พิมพ์ลายนิ้วมือพูดว่า เป็นไปไม่ได้หรอกที่ผู้พิพากษาจะรู้กันกับโจทย์  แล้วแกล้งตัดสินให้ประหารชีวิตคุณ  ตามปกติแล้วผู้พิพากษาจะตัดสินตามพยานหลักฐานต่างๆที่มี  ก่อนตัดสินยังต้องเข้าประชุมพิจารณากันอย่างรอบคอบอีกครั้ง  จะมาตัดสินโดยไม่มีพยานหลักฐานเพื่อแกล้งคนอื่นนั้นไม่ได้  ถ้าตัดสินโดยไม่มีพยานหลักฐานมาอ้างอิง  คนตัดสินนั่นแหละจะเดือดร้อน  แล้วโทษของคุณหนักขนาดนี้  ผู้พิพากษาคงไม่ตัดสินความชุ่ยๆหรอกครับ

              ..วินัยยังคงยืนกราน เชื่อผมเถอะครับ  ศาลจะต้องรับเงินจากโจทย์กันทั้งทีมเพื่อให้เล่นงานผมให้หนัก  ความจริงโทษของผมเต็มที่แค่ตลอดชีวิตก็น่าจะมากไปแล้ว  ทีคนอื่นฆ่าคนมามากกว่าผมทำไมโทษไม่ถึงประหาร  อย่างนี้มันแกล้งกันนี่หว่า  คดีของผมมันจะซักเท่าไรกันเชียว  ผมแอบรู้มาว่าผู้พิพากษากับโจทย์รู้จักกันมาก่อน  ผมตายไปแล้วผมขอกลับไปเกิดเป็นลูกผู้พิพากษาที่ตัดสินประหารผม  ผมจะทำลายครอบครัวของมัน  ทำลายชื่อเสียงให้พินาศ  ล้างผลาญตระกูลของผู้พิพากษาคนนี้ให้ย่อยยับ  ถึงแม้ผมจะต้องโดนประหารอีกรอบก็ตาม  ดีเสียอีกมันจะได้รู้รสชาดเสียบ้างว่า  ที่ได้ตัดสินประหารชีวิตคนอื่นเขาไป  เมื่อญาติพี่น้องตัวเองโดนบ้างจะมีความรู้สึกยังไง

              ข้าพเจ้าทนฟังไม่ได้จึงพูดไปว่า วินัยฟังผมนะ  การที่คนจะมาเป็นผู้พิพากษาได้นั้น  ไม่ใช่ว่าจะมาเป็นกันได้ง่ายๆ  จะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆมากมาย  เมื่อได้มาเป็นผู้พิพากษาแล้ว  ก็เหมือนกับได้เป็นตัวแทนของแผ่นดิน  เป็นตัวแทนของประเทศชาติ  การที่จะตัดสินความผิดถูกของใครนั้น  จะต้องมีความยุติธรรมอย่างสูงสุด  ไม่ใช่ว่าจะเที่ยวไปรับเงินจากใครเขา  แล้วมาตัดสินคดีเพื่อช่วยเหลือพวกพ้องของตัวเองได้  ผมไม่เชื่อหรอกว่าผู้พิพากษาจะเป็นคนแบบนั้น  ที่วินัยถูกตัดสินประหารชีวิต  ขึ้นอยู่กับสำนวนการสอบสวนและพยานหลักฐานต่างๆที่ตำรวจรวบรวมได้แล้วส่งมอบให้อัยการ  พออัยการรับเรื่องแล้ว  ก็จะต้องตรวจสอบอีกครั้งว่าพอที่จะส่งฟ้องต่อศาลเพื่อดำเนินคดีได้หรือไม่  ถ้ามีหลักฐานเพียงพอก็จะส่งเรื่องฟ้องต่อศาล  ศาลก็จะต้องพิจารณาเพื่อรับฟ้องอีกครั้งหนึ่ง 

              เมื่อเรื่องถึงศาลแล้วจะต้องมีการสืบพยานทั้งของโจทย์และจำเลยเพื่อมาหักล้างกัน  ถ้าหลักฐานของฝ่ายไหนแน่นกว่าก็มีสิทธิ์ที่จะชนะไป  ผู้พิพากษาเป็นเพียงผู้พิจารณาเรื่องทั้งหมดว่าของฝ่ายไหนจะเป็นจริงมากกว่ากัน  แล้วนำเรื่องทั้งหมดเข้าประชุมพิจารณาตามฐานความผิดที่ได้รับฟ้องมา  ถ้าที่ประชุมเห็นว่าจำเลยได้ทำผิดจริง  ก็จะตัดสินตามกำหนดโทษของแต่ละมาตราตามฐานความผิด  แล้วผู้พิพากษาถึงจะนั่งบัลลังก์อ่านคำตัดสินให้จำเลยฟังอีกทีหนึ่ง  ซึ่งโทษของวินัยคือฆ่าคนตายโดยเจตนา  ตามกำหนดโทษนั้นถึงขั้นประหารชีวิตอยู่แล้ว  มันอยู่ที่ว่าวินัยให้การเป็นประโยชน์ต่อศาลบ้างหรือเปล่า  ผมว่าผู้พิพากษาไม่ทำอย่างที่วินัยคิดหรอก

              ..วินัยพูดว่า ไม่รู้หละยังไงผมก็ต้องขอไปเกิดเป็นลูกหลานผู้พิพากษาคนนี้ให้ได้  อยากตัดสินประหารชีวิตผมดีนัก  ถ้าคิดจะลดโทษให้ผมซักหน่อยทำไมจะทำไม่ได้  อำนาจมีอยู่ในมืออยู่แล้ว  เห็นชีวิตของผมเป็นอะไร  ลองมาถูกประหารอย่างผมบ้างซิครับ  แล้วจะรู้ว่าผมมีความรู้สึกยังไง  ผมไม่สนใจอะไรทั้งนั้น  หัวหน้าไม่ต้องมาสอนผมหรอก  ยังไงผมก็ขออาฆาตผู้พิพากษาคนนี้ตลอดไป

              พี่เลี้ยงอีกนายถามว่าแล้ววินัยได้ฆ่าเขาจริงหรือเปล่า  ผู้พิพากษาถึงได้ตัดสินให้ประหารชีวิต  พยานหลักฐานมีมากน้อยแค่ไหน

              ..วินัยตอบว่า ใช่ผมฆ่าเขาตายจริง  แต่พยานหลักฐานไม่น่าจะเพียงพอที่จะเอาผิดกับผมได้  ถ้าไม่มีเจตนาจะให้ผมตาย  ก็ไม่น่าจะตัดสินโทษผมถึงขนาดนี้  แค่ซัก 30 ปียังพอว่า  แต่นี่เล่นผมซะหนักสุดเลย 

              คนเราเมื่อมีความโกรธแค้นอาฆาต  บางครั้งก็ไม่ฟังเหตุผลของคนอื่น  ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด  ยามที่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนนั้นไม่เคยคิดว่าเขาจะรู้สึกยังไง  แต่เมื่อตัวเองมาโดนเข้าบ้าง  กลับร่ำร้องโวยวายอาฆาตแค้นต่อคนที่เขาทำตามหน้าที่อย่างถูกต้อง  เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทุกคนก็ไม่รู้ว่าจะพูดจะแนะนำได้อย่างไร  ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรรมของแต่ละคนดีกว่า

              หลังจากพิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ  เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี  ให้นักโทษประหารทั้งหมดฟังและให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น  ข้าพเจ้าได้ถามน..วินัยไปว่า อย่างนี้จะต้องไปเกิดเป็นลูกของนายกฯหรือรองนายกฯด้วยหรือเปล่า  ในเมื่อรองนายกฯเป็นคนเซ็นคำสั่งให้ยิงเป้าวินัยแทนนายกฯ  ถ้ารองนายกฯไม่เซ็นคำสั่งยกฎีกาของวินัย  วินัยก็คงไม่ต้องถูกประหารชีวิตเหมือนกัน

              ..วินัยพูดว่า มันคนละเรื่องกันหัวหน้า  ถ้าผู้พิพากษาไม่ตัดสินประหารชีวิตผมก่อน  เรื่องของผมก็คงไม่ไปถึงมือนายกฯหรอก  เพราะฉะนั้นความผิดทั้งหมดจะต้องอยู่ที่ตัวผู้พิพากษา  ผมไม่สนใจใครทั้งนั้น  ผมขอไปเกิดเป็นลูกหลานผู้พิพากษาคนนี้ก็พอใจแล้ว  จะได้ทำลายครอบครัวของมันให้ย่อยยับให้จนได้  สำหรับคนอื่นผมขออโหสิกรรมให้ทั้งหมด

              จากนั้นได้ให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายตามสะดวก  ซึ่งน..วินัยได้เขียนจดหมายถึงทางบ้านจำนวน 1 ฉบับ  เสร็จแล้วพี่เลี้ยงได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษประหารทั้งหมดกิน  ซึ่งมีเพียงน..คงเท่านั้นที่กินอาหารมื้อสุดท้าย  นอกนั้นขอแต่เพียงน้ำเย็นเท่านั้น

              เสร็จแล้วได้นำนักโทษประหารทั้งหมดไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์  ซึ่งในวันนั้นพระรูปนั้นได้เทศนาธรรมถึงเรื่องการไม่อาฆาตจองเวรพอดี  นักโทษทั้งสามต่างตั้งใจฟังกันอย่างสงบ  หลังจากฟังเทศน์เสร็จ  ข้าพเจ้าได้นำตัวน..สุชาติไปทำการประหารชีวิตก่อนเป็นรายแรก  โดยให้น..คงและน..วินัยรออยู่ที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ

              เมื่อทำการประหารชีวิตน..สุชาติเสร็จแล้ว  ได้แจ้งให้พี่เลี้ยงที่มาเสริมกำลัง  นำตัวน..คงและน..วินัยมาส่งที่ศาลาเย็นใจ  โดยข้าพเจ้ารอรับตัวทั้งคู่อยู่ที่ศาลาแห่งนี้  เมื่อพี่เลี้ยงนำตัวทั้งคู่มาถึง  ข้าพเจ้าได้ส่งดอกไม้ธูปเทียนให้  พี่เลี้ยงอีกสองนายนำผ้ามาผูกตา  แล้วช่วยกันประคองนักโทษทั้งคู่เข้าสู่ห้องประหาร  โดยนำตัวน..วินัยเข้าทำการประหารที่หลักที่สอง 

              หลังจากที่ข้าพเจ้ามัดตัวน..คงเสร็จ  และตั้งเป้าตาวัวเป็นที่เรียบร้อย  จึงได้มาทำการมัดตัวน..วินัยเป็นรายต่อมา  ข้าพเจ้ากระซิบบอกน..วินัยว่า วินัยผมขอเถอะนะ  เลิกความอาฆาตแค้นเสียดีกว่า  วิญญาณวินัยจะได้พบกับความสงบสุข  ท่องพุทโธไว้ด้วยนะ  อาฆาตแค้นจองเวรกันไปทำไมไม่มีประโยชน์หรอกเชื่อผมเถอะนะวินัย  ซึ่งน..วินัยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด  ข้าพเจ้าทำการตั้งเป้าตาวัว  เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหาร  แล้วแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

              พลเล็งปืนเข้ามาทำหน้าที่บรรจุกระสุน  ตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว  เพชฌฆาตมือหนึ่งและสองเข้ามาทำการตรวจดูอีกครั้ง  เมื่อพร้อมแล้วธงแดงได้สะบัดลงทันที  เสียงปืนทั้งสองกระบอกดังขึ้นพร้อมกัน ปัง  ปัง  ปังๆๆๆๆๆๆ  ใช้กระสุนในการประหารน..วินัยทั้งสิ้น 9 นัด  ทำการประหารเมื่อเวลา 18.08 .  โดยเพชฌฆาตมือสองเป็นผู้ทำการประหาร

              เมื่อครบ 3 นาที  ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูร่างนักโทษทั้งคู่ที่หลักประหาร  ปรากฏว่าได้สิ้นใจไปแล้วทั้งสองคน  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างทั้งสองลงจากหลักประหาร  แล้วไปนำร่างของน..สุชาติภายในห้องเล็ก  ออกมานอนคว่ำหน้าเรียงกันที่หน้าหลักประหารเพื่อความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือต่อไป

              ขออโหสิกรรมต่อวิญญาณนายวินัย  และขอให้เลิกการอาฆาตแค้นจองเวรต่อทุกคน  เพื่อที่วิญญาณจะได้พบแต่ความสงบสุข

              ขออภัยต่อนายกรุณา  รักซื่อและนางอุษา  รักซื่อ  ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวอ้างถึง  เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อเรื่องมา ณ ที่นี้

              ขออภัยต่อผู้พิพากษาทุกท่านมา ณ ที่นี้  ข้าพเจ้าเชื่อในความบริสุทธิ์และความยุติธรรมของผู้พิพากษาทุกท่านมาตลอด  ความอาฆาตพยาบาทจากผู้ที่ทำความผิดไม่สามารถที่จะทำอะไรท่านได้อย่างแน่นอน  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะต้องคุ้มครองครอบครัวของท่านตลอดไป