วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554

8.วาด ขุนจันทร์ แค้นต้องเผา

น.ช.วาด,เขียว,จุล ขุนจันทร์ อายุ 25 ปี หมายเลขประจำตัว 540/40 คดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน วางเพลิง ข่มขืนกระทำอนาจาร กักขังหน่วงเหนี่ยว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 224, 281(1), 276 วรรคแรก, 284 วรรคแรก, 289(4), 80, 310 วรรคแรก หมายเลขคดีดำที่ 2637/38 หมายเลขคดีแดงที่ 726/40 ศาลจังหวัดสงขลา เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรตำบลทุ่งลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2538 เวลา 01.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ต.ทุ่งลุง ได้รับแจ้งว่ามีเหตุเพลิงไหม้บ้านพักคนงานก่อสร้าง ภายในหมู่บ้านวาสนาวิลเลส หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านพลุ อำเภอหาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยรถดับเพลิงของเทศบาล เมื่อไปถึงพบเพลิงกำลังลุกไหม้อยู่ จึงเข้าทำการฉีดน้ำเพื่อดับเพลิง

ภายในที่เกิดเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีผู้ติดอยู่ภายในกองเพลิง 3 คน จึงได้เข้าทำการช่วยเหลือ และพบผู้บาดเจ็บนอนร้องครวญครางอยู่ในกองเพลิง 2 คน จึงรีบนำตัวออกมาเพื่อส่งโรงพยาบาลในทันทีเนื่องจากมีอาการสาหัสมาก ทราบชื่อคนเจ็บคือนายจำนงค์ แก้วเกลี้ยง อายุ 40 ปี และด.ญ.สายสุณี แก้วเกลี้ยง อายุ 13 ปี ลูกสาวนายจำนงค์ อยู่บ้านเลขที่ 12/1 หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านขาว อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ส่วนอีกคนคือนางสาววันดี แก้วเกลี้ยง อายุ 16 ปี เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือออกมาได้ คาดว่าน่าจะเสียชีวิตอยู่ในกองเพลิงแล้ว

หลังจากใช้ความพยายามในการดับเพลิงประมาณ 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ จากการตรวจสอบพบว่า บ้านพักคนงานก่อสร้างได้ถูกไฟเผาผลาญไปทั้งสิ้น 11 ห้อง ค่าเสียหายประมาณ 1 แสนบาท นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบร่างน.ส.วันดี ลูกสาวของนายจำนงค์อีกคน ถูกไฟครอกไหม้ดำเป็นตอตะโกอยู่ภายในที่เกิดเหตุ
จากการสอบสวนทราบว่าผู้ที่วางเพลิงในครั้งนี้คือ นายวาด ขุนจันทร์ ชาวตำบลควนชะริส อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเคยทำงานก่อสร้างที่เดียวกับน.ส.วันดี โดยก่อนจุดไฟเผา นายวาดได้ใช้โซ่และกุญแจปิดล็อกที่ประตูด้านนอกห้องพักของน.ส.วันดี เสร็จแล้วได้ใช้น้ำมันราดบ้านพักห้องดังกล่าวแล้วจุดไฟเผา ขณะที่น.ส.วันดีรวมทั้งพ่อและน้องสาวนอนหลับอยู่ เป็นเหตุให้ทั้งหมดไม่สามารถหนีออกมาจากกองเพลิงได้ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือนายจำนงค์และด.ญ.สายสุณีออกมาได้ แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตน.ส.วันดีได้ดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ยังทราบอีกว่าสาเหตุในการจุดไฟเผาและวางเพลิงเพื่อสังหารหมู่ครอบครัวของน.ส.วันดีเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2538 นายวาดซึ่งขณะนั้นยังทำงานที่เดียวกับน.ส.วันดี ได้ใช้มีดจี้บังคับน.ส.วันดีซึ่งอยู่บ้านคนเดียวแล้วลงมือข่มขืนน.ส.วันดีจนสำเร็จความใคร่ 2 ครั้งแล้วหลบหนีไป ก่อนหลบหนียังได้ขู่น.ส.วันดีว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครและห้ามแจ้งความอย่างเด็ดขาด ถ้าหากไม่เชื่อจะย้อนกลับมาฆ่าให้ตายหมดทั้งครอบครัว แต่น.ส.วันดีไม่เชื่อคำขู่ดังกล่าว ประกอบกับความเจ็บใจที่ถูกนายวาดข่มขืน จึงนำเรื่องที่ตนถูกข่มขืนไปเล่าให้ผู้เป็นพ่อฟัง พร้อมกับเข้าแจ้งความเพื่อเอาผิดกับนายวาดให้ได้

เมื่อนายวาดรู้ว่าตนถูกแจ้งความดำเนินคดีก็แสดงความไม่พอใจ โดยเขียนจดหมายมาข่มขู่น.ส.วันดีว่า เมื่อเตือนแล้วไม่เชื่อก็อย่าอยู่ร่วมโลกกันอีกเลย จากนั้นจึงได้วางแผนเผาบ้านพักคนงานที่เกิดเหตุ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ตำรวจยังทราบอีกว่า นายวาดมีประวัติเคยกระทำผิดฐานบุกรุกและกระทำอนาจาร ถูกลงโทษจำคุก 2 ปี และฐานหลบหนีการควบคุม ถูกจำคุก 4 เดือน เพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำเมื่อวันที่ 20 มีนาคน 2538 และมาก่อคดีดังกล่าวซ้ำขึ้นอีก

เมื่อรู้ตัวผู้ก่อเหตุวางเพลิงแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกติดตามจับกุมตัวนายวาดทันที แต่นายวาดได้หลบหนีไปได้ทุกครั้ง จนกระทั่งวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2538 หลังเกิดเหตุเดือนเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ประสบความสำเร็จในการจับกุมตัวนายวาด นำตัวมาทำการสอบสวนที่สภ.ต.ทุ่งลุง อำเภอหาดใหญ่

ผลการสอบสวนนายวาดได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด แม้จะมีพยานยืนยันก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าหลักฐานที่มีอยู่ รวมทั้งพยานที่เห็นเหตุการณ์ขณะที่นายวาดเข้าไปในที่เกิดเหตุสามารถใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีต่อนายวาดได้ จึงทำการรวบรวมสำนวนการสอบสวน ตลอดจนพยานหลักฐานต่างๆ ส่งมอบให้อัยการเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีนายวาดต่อศาลจังหวัดสงขลา

ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น เชื่อว่านายวาดได้กระทำผิดจริงตามฟ้อง และมีพฤติการณ์ที่โหดเหี้ยมอำมหิต ตั้งใจที่จะฆ่าคนให้ตายอย่างทรมาน โดยการปิดล็อกประตูห้องซึ่งเป็นทางออก แล้วทำการจุดไฟเพื่อวางเพลิงเผาบ้านในขณะที่มีคนนอนหลับอยู่ข้างใน จนมีคนตายและบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งยังได้เคยกระทำการข่มขืนผู้ตายอีก เมื่อผู้ตายแจ้งความเอาผิด ยังได้เคยกระทำการข่มขู่อาฆาตผู้ตาย โดยการเขียนจดหมายมาข่มขู่อีกด้วย และยังได้เคยก่อเหตุลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน จนถูกตัดสินลงโทษให้จำคุกมาแล้ว แต่เมื่อพ้นโทษออกมาได้ไม่นาน กลับมาก่อเหตุซ้ำขึ้นอีก แสดงว่าไม่มีความหลาบจำต่อโทษทัณฑ์ที่ได้รับ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง มีสันดานเป็นผู้ร้ายก่อเหตุซ้ำซ้อน เจตนาที่จะฆ่าได้แม้กระทั่งผู้หญิงและเด็กซึ่งไม่มีทางต่อสู้ เห็นควรให้ลงโทษขั้นสูงสุด คือประหารชีวิต

หลังถูกศาลตัดสินให้ลงโทษประหารชีวิตแล้ว ข.ช.วาดได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อต่อสู้คดี พร้อมกับได้ถูกส่งตัวมาคุมขังไว้ที่เรือนจำกลางบางขวาง ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น น.ช.วาดไม่ได้ยื่นฎีกาต่อศาลตามกำหนด จึงต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดรอการประหารชีวิต ซึ่งน.ช.วาดได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์ที่ได้รับ และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2542 เวลา 10.45 น. ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับ จากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังว่า ภายในวันนี้จะมีการดำเนินการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดจำนวน 3 ราย ขอให้เตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้ให้พร้อม ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไปจัดเตรียมกุญแจมือและมีดสำหรับตัดด้ายดิบให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานได้ เสร็จแล้วจึงไปทำการสวดมนต์ไหว้พระ บูชาท้าวเวชสุวรรณตามความเชื่อของข้าพเจ้า พร้อมกับทำจิตใจให้สงบ รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษประหารทั้งหมดมาดำเนินการตามขั้นตอนการประหารชีวิต

เวลา 16.10 น.ข้าพเจ้าได้รับแจ้งรายชื่อนักโทษที่จะถูกดำเนินการประหารชีวิตในวันนี้คือ น.ช.วาด ขุนจันทร์ น.ช.เก้า ปั้นหยัด น.ช.อุทัย กัญชนะกาญน์ จึงทำการจัดแบ่งหน้าที่ในการดูแลนักโทษประหารทั้งหมด โดยข้าพเจ้ารับหน้าที่ในการดูแลน.ช.เก้า ปั้นหยัด พร้อมกับมีคำสั่งมาอีกว่า ให้นำนักโทษเข้าไปทำการประหารทีละราย โดยเริ่มจากน.ช.วาด น.ช.เก้าเป็นรายที่สอง สุดท้ายคือน.ช.อุทัย

เมื่อเข้าไปทำการเบิกตัวนักโทษภายในหมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 ข้าพเจ้าได้แยกไปเบิกตัวน.ช.เก้าจึงไม่เห็นอาการของน.ช.วาดแต่อย่างใด แต่พี่เลี้ยงที่ทำการเบิกตัวน.ช.วาดได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังในภายหลังว่าน.ช.วาดมีอาการตัวสั่นหน้าซีดและขอเข้าห้องน้ำก่อน เมื่อนำตัวเดินออกมาจากห้องขังก็เกิดอาการเข่าอ่อนทันที ต้องช่วยกันพยุงมาจนถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯ

ภายในหมวดผู้ช่วยเหลือฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังได้มารออยู่ก่อนแล้ว และได้แยกย้ายกันตรวจสอบประวัติบุคคลและพิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษประหารทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้ถามน.ช.วาด “ขอโทษนะคุณวาด ผมอยากทราบว่าคุณได้ทำคดีนี้จริงหรือไม่” น.ช.วาดตอบว่า “จริงครับผมทำจริง” พี่เลี้ยงที่ดูแลน.ช.วาดนายหนึ่งได้พูดว่า “เรื่องมันเป็นยังไงเล่าให้ฟังได้ไหมผมอยากรู้” น.ช.วาดตอบว่า “ได้ครับหัวหน้า คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ”

“ตัวผมเคยติดคุกมาก่อนในข้อหาบุกรุกกระทำอนาจาร พอผมพ้นโทษออกมาผมได้ไปทำงานก่อสร้างอยู่ที่หาดใหญ่ ซึ่งผมพอมีฝีมือทางนี้อยู่บ้าง ที่ๆผมทำงานอยู่นี้เป็นหมู่บ้านจัดสรร โดยเขาปลูกเพิงพักคนงานเป็นห้องแถวอยู่ภายในหมู่บ้านนั้นเลย ผมได้รู้จักกับวันดีเพราะว่าครอบครัวของวันดีทำงานก่อสร้างที่เดียวกับผม ผมเห็นวันดีก็นึกชอบขึ้นมาพยายามที่จะจีบ แต่วันดีไม่สนใจผมและพ่อของวันดีก็แสดงความรังเกลียดผมอีก เห็นผมเป็นคนขี้คุกขี้ตะราง ผมได้แต่เก็บความแค้นไว้ในใจ

ก่อนเกิดเรื่องวันดีอยู่บ้านคนเดียวเพราะไม่สบาย ส่วนคนอื่นออกไปทำงานกันหมด ผมเห็นเป็นโอกาสดีของผมแล้วที่จะได้ล้างแค้นครอบครัวนี้ ผมย่องเข้าไปใช้มีดจี้วันดีแล้วข่มขืนจนสำเร็จ เมื่อวันดีเป็นของผมแล้ว ผมได้บอกวันดีไปว่าอย่าเพิ่งเอาเรื่องที่ผมข่มขืนไปบอกใครอย่างเด็ดขาด ผมตั้งใจว่าจะมารับผิดชอบในทีหลัง แต่วันดีไม่เชื่อผม เอาเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าเขาไม่ชอบหน้าผม และยังไปแจ้งความจับผมอีกด้วย ทำให้ผมต้องหลบหนีตำรวจในคดีข่มขืน ผมแค้นมากจึงเขียนจดหมายไปขู่อาฆาตครอบครัววันดี และหาโอกาสที่จะล้างแค้นครอบครัวนี้ให้ได้

วันเกิดเหตุผมคิดหาวิธีล้างแค้นได้ คือต้องเผาให้หมดทั้งครอบครัว ผมจึงไปซื้อน้ำมันมาไว้ พร้อมกับเตรียมโซ่และกุญแจไว้สำหรับใช้ล็อกประตูห้อง เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครหนีออกมาได้ เสร็จแล้วผมไปกินเหล้าย้อมใจรอเวลาให้คนหลับหมดก่อน ตกดึกผมแอบเข้าไปที่บ้านพักคนงานใช้กุญแจและโซ่ปิดล็อกทางออกไว้ เอาน้ำมันราดจนทั่วแล้วจุดไฟเผา เสร็จแล้วผมได้รีบหนีออกมาทันที แต่ก็ยังได้ยินเสียงร้องโวยวายให้ช่วยกันดับไฟ และเห็นไฟได้ลุกขึ้นมาเร็วมาก ผมคิดว่าคงไม่มีใครรอดอย่างแน่นอน แต่แล้วผมมารู้ทีหลังว่าพ่อของวันดีและน้องสาวไม่ตายมีคนช่วยออกมาได้ ผมรู้สึกเสียดายมากเลยครับหัวหน้า เป้าหมายที่ผมต้องการให้ตายมากที่สุดคือพ่อของวันดี เพราะเป็นตัวยุยงให้วันดีแจ้งความจับผม ผมหนีไปได้เดือนกว่า ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสจะกลับไปฆ่าพ่อของวันดีให้ได้ แต่ผมมาถูกตำรวจจับได้เสียก่อน พ่อวันดีเลยรอดตัวไป ไม่ยังงั้นเสร็จผมแน่ๆ”

ข้าพเจ้าอดไม่ได้จึงพูดไป “วาด ผมถามหน่อยเถอะนะ ไปแค้นอะไรเขานักหนาละ เมื่อเขาไม่รักไม่ชอบก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา ผู้หญิงในโลกมีเยอะแยะไป แต่นี่วาดไปข่มขืนลูกสาวเขา พ่อเขาก็ต้องเจ็บแค้นเป็นธรรมดา ให้ลูกสาวแจ้งความเอาผิดกับวาด ถ้าใครเขาไปทำกับญาติพี่น้องของวาดแบบนี้บ้าง ผมอยากรู้ว่าวาดจะเจ็บแค้นบ้างไหม จะยอมปล่อยให้ลอยนวลโดยไม่เอาเรื่องได้ไหม”

น.ช.วาดตอบว่า “คนอย่างผมใครจะมารังแกคนที่ผมรักไม่ได้อย่างเด็ดขาด มันต้องตายกันไปข้างหนึ่ง และคนอย่างผมใครจะมาทำให้ผมโกรธแค้นก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน ในเมื่ออยากลองดีกับผม ผมก็ต้องทำให้จดจำผมไว้จนวันตาย ผมบอกว่าอย่าแจ้งความก็ไม่เชื่อ แล้วจะเอาไว้ทำไม” ข้าพเจ้าได้แต่ส่ายหัวในคำพูดของน.ช.วาด

พี่เลี้ยงอีกนายถามน.ช.วาด “แล้วทำไมไม่ยื่นฎีกาต่อศาลละ” น.ช.วาดพูดว่า “ยื่นฎีกาไป ศาลก็ต้องตัดสินให้ประหารอีกอยู่ดี ผมขอหมายเด็ดขาดเลยดีกว่า แล้วทำหนังสือทูลเกล้าฯไปยังจะมีโอกาสได้ลดโทษบ้าง และถ้าเรื่องตกมาช้ากว่านี้อีกสักห้าหกเดือน ผมต้องได้รับอภัยโทษในเดือนธันวาคมนี้แน่นอน”

หลังจากที่เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาทำการอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นักโทษประหารทั้งหมดฟังและเซ็นทราบในคำสั่งนั้นทีละคน เสร็จแล้วได้ให้นักโทษทั้งหมดทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายตามสะดวก ซึ่งน.ช.วาดได้เขียนจดหมายมีใจความว่า “ลูกหมดเวรกรรมที่ได้ก่อมาแล้ว ขอฝากให้น้องๆช่วยกันดูแลพ่อแม่ด้วย”

เมื่อเขียนจดหมายเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษทั้งสาม น.ช.วาดได้พูดขึ้นว่า “ผมอยากกินแกงไตปลาเป็นครั้งสุดท้ายจังเลยครับ แล้วก็ข้าวเหนียวสังขยาสักห่อพอจะหาให้ได้ไหมครับ” พอดีเจ้าหน้าที่ที่จะต้องเข้าเวรกลางคืนในวันนั้น และมายืนมุงดูนักโทษประหารทั้งสามอยู่ ถือกับข้าวมื้อเย็นซึ่งมีแกงไตปลาและข้าวเหนียวสังขยาอยู่พอดี จึงได้เสียสละอาหารชุดนั้นให้แก่น.ช.วาด ซึ่งน.ช.วาดได้กล่าวขอบคุณและตักข้าวและแกงไตปลากินจนหมดจาน แถมด้วยข้าวเหนียวสังขยาอีกหนึ่งห่อ พร้อมกับพูดว่า “คนใต้อย่างผม แกงไตปลาถือว่าเป็นอาหารโปรดที่สุด ขอขอบคุณทุกคนมากครับ”

เสร็จจากอาหารมื้อสุดท้าย ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมดได้นำนักโทษประหารทั้งสามไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ ซึ่งทุกคนต่างตั้งใจฟังอย่างสงบ แล้วข้าพเจ้าได้นำน.ช.วาดไปทำการประหารก่อน โดยให้น.ช.เก้าและน.ช.อุทัยนั่งรออยู่ที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ ระหว่างทางน.ช.วาดได้เกิดอาการเข่าอ่อนตลอดเวลา ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนายต้องช่วยกันประคองตัวเดิน เมื่อมาถึงศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ ได้ให้น.ช.วาดยกมือไหว้อำลา แล้วพาเดินต่อไปที่ห้องประหาร

เมื่อถึงช่องทางเข้าห้องประหารก่อนถึงศาลาเย็นใจ มีป้ายเขียนไว้ว่า “แดนประหารชีวิต” น.ช.เก้าเมื่อมองเห็นป้ายดังกล่าวก็หมดแรงเดินทรุดตัวลงทันที ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนายต้องช่วยกันหิ้วปีกจนสามารถนำเข้ามาถึงศาลาเย็นใจและได้ให้นั่งที่เก้าอี้ขาว ข้าพเจ้าเป็นผู้หยิบดอกไม้ธูปเทียนส่งให้ พี่เลี้ยงอีกนายทำการผูกตา แล้วช่วยกันหิ้วปีกนำตัวเข้าสู่ห้องประหารทันที โดยนำตัวไปที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง น.ช.วาดได้พูดว่า “ผมกลัวจังเลยครับหัวหน้า อย่าให้ผมต้องทรมานนะครับ” ข้าพเจ้าใช้มือตบหลังเบาๆให้กำลังใจ พร้อมกับกระซิบบอก “ท่องพุทโธไว้นะวาด อย่าดิ้นอย่าขยับแล้วจะไม่ทรมาน” น.ช.วาดได้พยักหน้ารับทราบ

เมื่อข้าพเจ้าทำการผูกมัดตัวน.ช.วาดให้ติดกับหลักประหารเสร็จ ได้ทำการตั้งเป้าตาวัว เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหารเพื่อให้ซับเลือด ทำการขออโหสิกรรมต่อน.ช.วาดอีกครั้ง แล้วแจ้งความพร้อมให้หัวหน้าชุดประหารทราบ
พลเล็งปืนได้เข้ามาทำหน้าที่บรรจุกระสุน ตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว แล้วจึงยึดปืนให้ติดกับแท่น เพชฌฆาตมือหนึ่งเข้ามาตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าได้ที่ดีแล้ว ได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบว่า “พร้อม” คำเดียวสั้นๆ ธงแดงได้สะบัดลงทันที เสียงปืนได้คำรามขึ้น “ปัง ปัง ปังๆๆๆๆๆๆ” รวมทั้งสิ้น 9 นัด ทำการประหารเมื่อเวลา 17.05 น.

เมื่อครบ 3 นาที ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูร่างของน.ช.วาดที่หลักประหาร ปรากฏว่าได้ขาดใจตายไปแล้ว หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างน.ช.วาดลงจากหลักประหาร แล้วให้นำไปเก็บไว้ภายในห้องเล็ก เสร็จแล้วข้าพเจ้าออกไปรอรับตัวน.ช.เก้าที่ศาลาเย็นใจ เพื่อนำตัวเข้ามาทำการประหารชีวิตเป็นรายต่อไป
ขอให้ดวงวิญญาณของนางสาววันดี แก้วเกลี้ยง จงสู่สุขคติภพภูมิที่ดีด้วยเทอญ

ขอให้บิดา มารดา และญาติพี่น้องของนางสาววันดี แก้วเกลี้ยง ได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่นายวาด ขุนจันทร์ ด้วย เวรกรรมต่างๆจะได้หมดสิ้นกันไปในชาตินี้

ขออโหสิกรรมต่อนายวาด ขุนจันทร์ ซึ่งข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่ทุกนายได้กระทำตามหน้าที่