วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

15.อำนาจ เอกพจน์ ผมทำเพื่อทดแทนบุญคุณ

..อำนาจ,ต้อ  เอกพจน์  อายุ 26 ปี  หมายเลขประจำตัว 394/39  คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย  พยายามฆ่าผู้อื่น  บุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ  มีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคม  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4)(5), 371, 90, 83, 288, 80, 364,365(2)(3)  พระราชบัญญัติอาวุธปืน  เครื่องกระสุนปืน  วัตถุระเบิด  ดอกไม้เพลิง  และสิ่งเทียมอาวุธปืน  ..2490  มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม ,72 ทวิ วรรคสอง  พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม  ..2498  มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23  หมายเลขคดีดำที่ 4220/39  หมายเลขคดีแดงที่ 4815/39  ศาลอาญากรุงเทพฯ  เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ 

                   วันที่ 2 มิถุนายน พ..2539  เวลา 04.00 .  เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.บางซื่อ  ได้รับแจ้งเหตุฆ่ากันตายที่บ้านเลขที่ 28-34  ซอยอารีย์ 3  ถนนพหลโยธิน  แขวงสามเสนใน  เขตพญาไท  กรุงเทพฯ  ซึ่งเป็นบ้านของนายไชยศิริ  เรืองกาญจนเศรษฐหรือเสี่ยตั้งฮั้ว  เจ้าของฉายา เจ้าพ่ออีสานใต้   จึงรีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ  เมื่อไปถึงพบว่าบ้านหลังดังกล่าวตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่  มีบ้านอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันอีก 3 หลัง  เมื่อขึ้นไปห้องนอนซึ่งอยู่ชั้นที่ 3 ของคฤหาสน์หลังใหญ่  พบศพนายไชยศิริ  เรืองกาญจนเศรษฐ  อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีหลายสมัย  เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  สภาพศพถูกฟันด้วยมีดเข้าที่บริเวณซอกคอด้านขวา  แขนซ้าย  ใบหน้า  จมูก  และศรีษะด้านหลัง  รวมแล้วกว่า 10 แผล  แต่ละแห่งล้วนเป็นแผลฉกรรจ์  ในห้องพบเลือดไหลนองเต็มพื้นห้องและกระเซ็นติดตามผนังห้องไปทั่ว  ในที่เกิดเหตุพบมีดเดินป่าแบบสปาต้าเปื้อนเลือดตกอยู่ 1 เล่ม  คาดว่าเป็นอาวุธที่คนร้ายใช้สังหารนายไชยศิริ   

                   ที่บริเวณด้านล่างของตัวบ้านพบทหารสังกัดกองพันสารวัตรทหารที่ 1  และเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบ้านจำนวน 2 นาย  สามารถจับกุมตัวคนร้ายที่สังหารนายไชยศิริได้ 1 คน  สวมเสื้อยืดแขนยาวสีดำ  กางเกงยีนขายาวสีดำ  มีหมวกไหมพรมคลุมหน้า  สวมถุงมือสีดำ  ทราบชื่อในเวลาต่อมาว่า  นายอำนาจ  เอกพจน์  โดยถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 11 ..เข้าที่สะโพกซ้ายทะลุต้นขาซ้าย 1 นัด  ที่บริเวณปากและใบหน้าบวมปูดเต็มไปด้วยเลือด  นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ที่พื้นบ้าน  ตรวจค้นภายในตัวพบปืนพกขนาด .380 ยี่ห้อโคลท์มัสแตง  ทะเบียน กท 2416320  จำนวน 1 กระบอก  มีกระสุนในรังเพลิง 2 นัด  ในซองบรรจุกระสุน 4 นัด  และยังพบกระสุนอีก 1 นัดตกอยู่ที่พื้น  นอกจากนี้ยังพบวิทยุมือถือรับส่งพร้อมหูฟังจำนวน 1 เครื่อง  มีดสปริงพับ 1 เล่ม  ไฟฉายขนาดเล็ก 1 กระบอก

                   จากการสอบสวนในเบื้องต้นทราบว่า  ก่อนเกิดเหตุนายไชยศิริไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของลูกสาว  ซึ่งปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน  จนกระทั่งเวลาประมาณ 02.00 .  จึงกลับไปที่ห้องนอนของตัวเองที่บ้านใหญ่  สักพักภรรยาของนายไชยศิริซึ่งนอนอยู่ที่ชั้น 2 ของบ้านใหญ่  ได้ยินเสียงโครมครามดังมาจากชั้น 3 ที่ผู้ตายนอนอยู่  ภรรยานายไชยศิริจึงวิ่งไปเคาะประตูบันไดทางขึ้นไปห้องนอนชั้น 3  แต่ไม่สามารถเปิดประตูได้  จึงวิ่งไปบอกรปภ.ให้ไปดู  เนื่องจากสงสัยว่าจะเกิดเหตุร้ายกับสามีตน  เมื่อรปภ.ไปถึง  ได้ใช้แชลงงัดประตูบันไดเพื่อขึ้นไปช่วยเหลือ  ในระหว่างที่กำลังงัดประตูอยู่นั้นยังได้ยินเสียงนายไชยศิริตะโกนออกมาว่า มึงมาทำกูทำไมวะ  แล้วเงียบเสียงไป  สักพักมีรปภ.ที่อยู่ชั้นล่างตะโกนขึ้นว่า นั่นไงคนร้าย  กำลังโหนตัวลงจากชั้นสาม  รปภ.ที่อยู่ชั้นบนจึงวิ่งตามลงไป  นายอำนาจซึ่งวิ่งไปถึงกำแพงรั้วด้านซอยอารีย์ 4 เห็นรปภ.วิ่งตามมา  จึงได้ยิงปืนสวนเข้าใส่รปภ. 3 นัดแต่กระสุนไม่ถูกผู้ใด  รปภ.นายหนึ่งจึงยิงใส่นายอำนาจจนหมดแมกกาซีนแต่ก็ไม่ถูกเช่นกัน  นายอำนาจหันกลับมาจะยิงใส่รปภ.อีก  เป็นจังหวะเดียวกับที่รปภ.อีกนายวิ่งมาถึง  จึงยิงปืนเข้าใส่นายอำนาจ 1 นัด  กระสุนเจาะเข้าสะโพกล้มลงทันที  เมื่อเห็นเช่นนั้นรปภ.ทั้งหมดจึงเข้ารุมสกรัมจนนายอำนาจสลบลงไป  แล้วทำการควบคุมตัวไว้ดังกล่าว

                   เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบดังนั้น  จึงรีบนำนายอำนาจส่งโรงพยาบาล  โดยใช้กำลังตำรวจคุ้มกันอย่างหนาแน่น  ป้องกันการถูกฆ่าปิดปาก  หลังจากที่นายอำนาจได้รู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว  เจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวนทันที  เบื้องต้นนายอำนาจอ้างว่าตนเป็นเพียงคนชี้เป้า  ส่วนเพื่อนอีกคนเป็นผู้ลงมือสังหาร  และในช่วงชุลมุนยิงต่อสู้กันอยู่นั้น  มือสังหารได้หลบหนีออกไปได้  ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เชื่อคำให้การแต่อย่างใด  และสาเหตุนั้นเชื่อว่านายอำนาจตั้งใจที่จะฆ่านายไชยศิริโดยตรง  เนื่องจากไม่ได้แตะต้องทรัพย์สินใดๆภายในห้องที่เกิดเหตุ

                   จากการตรวจสอบประวัตินายอำนาจพบว่า  เป็นลูกน้องคนสนิทของนายนิรันดร ลูกชายคนโตของนายไชยศิริ  และเป็นช่างซ่อมโทรศัพท์ภายในคอนโดมิเนียมที่นายนิรันดรเป็นผู้จัดการอยู่  รวมทั้งนายอำนาจยังเคยมาทำการซ่อมโทรศัพท์ที่บ้านนายไชยศิริ 2-3 ครั้ง  และรู้ทางเข้าออกบ้านเป็นอย่างดี  ระยะหลังนายอำนาจกลายเป็นคนสนิทติดตามนายนิรันดรไปทุกแห่ง

                   หลังจากถูกสอบสวนอยู่พักใหญ่  นายอำนาจได้ให้การรับสารภาพอย่างหมดเปลือก  ถึงสาเหตุในการสังหารเจ้าพ่ออีสานใต้ครั้งนี้  โดยให้การว่าผู้บงการสังหารนายไชยศิริ  คือนายนิรันดรลูกชายแท้ๆของนายไชยศิรินั่นเอง  ซึ่งจ้างตนในราคา 200,000 บาท  ก่อนเกิดเหตุเวลา 21.00 .ของคืนวันที่ 1 มิถุนายน 39  นายนิรันทร์เป็นผู้ขับรถนำตนเข้าไปภายในบ้านด้วยการให้ซ่อนตัวอยู่ภายในรถ  แล้วให้เข้าไปหลบอยู่ในห้องนอนนายนิรันดรที่ชั้น 2  ส่วนนายนิรันดรเมื่อนำตนมาซ่อนตัวเสร็จก็รีบขับรถออกไป  ซึ่งตนได้นอนรอเวลาอยู่ที่ห้องนายนิรันดรเป็นเวลานานถึง 6 ชั่วโมง  เพื่อรอให้นายไชยศิริหลับเสียก่อน   จากนั้นตนจึงปีนขึ้นไปห้องนอนนายไชยศิริที่ชั้น 3  ซึ่งเป็นห้องนอนพิเศษติดกระจกกันกระสุนรอบห้อง  เนื่องจากนายไชยศิริเป็นคนมีศัตรูมาก  ต้องระวังตัวเองตลอดเวลา  และสาเหตุที่ใช้มีดสปาต้าในการสังหารเพราะเงียบดีกว่ายิงด้วยปืน  เมื่อเข้าไปในห้องนอนได้แล้ว  นายไชยศิริเกิดรู้ตัวตื่นขึ้นมาเสียก่อน  จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น  โดยนายไชยศิริพยายามหยิบปืนที่หัวเตียงขึ้นมาต่อสู้  ตนจึงฟันใส่ที่ใบหน้าหลายครั้งและได้เชือดคอจนเลือดพุ่งกระฉูด  นายไชยศิริได้ล้มฟุบลง  ตนเห็นดังนั้นจึงรีบหนีออกมาจากห้อง  โดยมีเพื่อนร่วมทีมสังหาร 2 คน  จอดรถรออยู่ที่ริมรั้วบ้านตั้งแต่หัวค่ำ  แต่จังหวะที่ปีนลงมาจากหน้าต่างบ้านถึงกันสาดเพื่อไปยังจุดนัดพบ  รปภ.ของบ้านได้ออกมาพบตนเข้า  จึงเกิดการยิงต่อสู้กันขึ้น  ซึ่งตนถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บมาอย่างที่เห็น

                   เวลา 17.00 .ของวันที่ 2 มิถุนายน 39  เจ้าหน้าที่ตำรวจพบรถเก๋งโตโยต้าคราวน์สีขาว    จอดอยู่ภายในซอยอารีย์ 4  ซึ่งอยู่ติดกับด้านหลังของคฤหาสน์ที่เกิดเหตุ  สภาพรถถูกล็อกประตูทุกบาน  กระจกติดฟิล์มกรองแสงทึบ  จึงลากมาไว้ที่สน.บางซื่อเพื่อทำการตรวจค้นภายในรถ  หลังจากเปิดประตูรถได้แล้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบคันเบ็ดและเครื่องมือตกปลา  วิทยุสื่อสารมือถือ  โทรศัพท์มือถือ  เสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง  ซึ่งสิ่งของทั้งหมดรวมทั้งรถคันดังกล่าว  เป็นของนายนิรันดรลูกชายนายไชยศิริ               

                   วันที่ 3 มิถุนายน 2539  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนขยายผลถึงสาเหตุการสังหารนายไชยศิริ  ซึ่งเชื่อว่านายนิรันดรเป็นผู้บงการสังหารพ่อตัวเอง  โดยสาเหตุเกิดจากการทะเลาะกับผู้เป็นพ่อ  เนื่องจากนายไชยศิริดุด่าเรื่องที่นายนิรันดรไม่สนใจการงาน  และเรื่องที่มีภรรยาเป็นคนต่างชาติ  รวมทั้งเรื่องมรดกที่นายไชยศิริได้ทำพินัยกรรมไว้แล้ว  และจากการสอบสวนเชื่อว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุด้วยกันทั้งสิ้น 3 คน  คือนายนิรันดรผู้บงการ  นายอำนาจมือสังหาร  และนายภุชงค์  แนวจำปา  ลูกน้องนายนิรันทร์อีกคนหนึ่งเป็นผู้ดูต้นทางและพาหลบหนีเมื่องานสำเร็จ

                    เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าทำการตรวจค้นคอนโดฯที่นายนิรันดรและนายอำนาจพักอาศัยอยู่  ผลการตรวจค้นมีดังนี้  ห้องพักของนายอำนาจซึ่งอยู่ที่ชั้นใต้ดินของอาคาร  พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล(เคโมมาย) 1 ทุ่น  ไดนาไมต์ 10 แท่ง  ดินน้ำมัน 1 ก้อน  กระเป๋าสะพายใส่กล้องสีเทา 1 ใบ  ภายในกระเป๋าบรรจุด้วยชุดภาครับสัญญาณวิทยุ 1 ชุด  แผ่นโฟมมีตะปูและลูกปลายติดเทปกาวพันไว้รอบแผ่นโฟม 5 แผ่น  ชุดสัญญาณคลื่นวิทยุ 1 ชุด  วิทยุติดตามตัวมีสายไฟแดง-ดำต่อไว้ 1 เครื่อง  เชื้อประทุไฟฟ้า 88 ดอก

                   ห้องพักนายนิรันดรซึ่งอยู่ชั้นที่ 2  พบดินระเบิดไดนาไมต์ผสมซี 4 มีตะปูผสมอยู่ภายในหนักประมาณ 10 กิโลกรัม 1 ห่อ  ซึ่งบรรจุไว้ในกระเป๋าเจมส์บอนด์ขนาดเล็ก 1 ใบแล้วนำไปบรรจุไว้ในกระเป๋าเจมส์บอนด์ใบใหญ่อีกชั้นหนึ่ง  โลหะลูกปรายบรรจุภายในกระเป๋าเจมส์บอนด์ขนาดเล็กวางไว้ใต้ห่อดินระเบิด 1 ห่อ  เชื้อประทุไฟฟ้า 12 ดอก  นาฬิกาปลุก 1 เรือน  ถุงมือพลาสติก 3 คู่  หน้ากากโฟมกรองอากาศ 8 อัน  กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 1 ใบ

                   บริเวณห้องใต้ถุนอาคารคอนโดฯ  พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล(เคโมมาย) 1 ทุ่น  ไดนาไมต์ 1 แท่ง  เชื้อประทุไฟฟ้า 3 ดอก  ตัวตั้งเวลาพร้อมสวิตช์ 6 ชุด  สวิตช์โยก 7 อัน  สายไฟแดง-ดำ 1 ม้วน  แบตเตอรี่ขนาด 9 โวลต์ 3 ก้อน  ถ่านไฟฉายขนาด 1.5 โวลต์ 11 ก้อน  ลังถ่านชนิด 4 ก้อนเล็ก 4 อัน  ชุดหน่วงเวลา 2 ชุด  ถุงมือยาง 2 คู่  ตะปูเข็ม 1 ห่อ  หลอดไฟฉาย 4 หลอด  หนังสือคู่มือการทำระเบิดแสวงเครื่อง 11 เล่ม  การ์ดอวยพรเป็นเพลงดนตรี 3 แผ่น  ใบคัตเตอร์ 1 เล่ม  ใบสั่งซื้อสินค้า 1 แผ่น 

                   จากการสอบสวนนายอำนาจถึงที่มาของระเบิดจำนวนมาก  ซึ่งสามารถระเบิดตึกทิ้งได้ทั้งหลัง  ทราบว่าเมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนเกิดเหตุ  นายนิรันดรเป็นผู้นำมาจากจังหวัดอุบลฯ  แต่ตนไม่ทราบว่านำมาจากใคร  ตามแผนการสังหารนายไชยศิริที่วางไว้  ถ้าการบุกไปสังหารนายไชยศิริภายในบ้านเกิดการผิดพลาด  นายนิรันดรก็จะใช้ระเบิดที่พบซุกซ่อนในกระเป๋าเจมส์บอนด์  นำไปใส่ใว้ในท้ายรถนายไชยศิริ  ซึ่งระเบิดดังกล่าวจะจุดชนวนระเบิดโดยใช้คลื่นวิทยุติดตามตัวเป็นตัวจุดชนวน  และนายนิรันดรยังได้สอนวิธีการต่อชนวนระเบิดให้ตนอีกด้วย  ซึ่งนายนิรันดรได้พาพวกตนไปทดลองระเบิดบนดาดฟ้าของคอนโดฯ  ซึ่งผลการทดลองประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

                   เมื่อได้หลักฐานดังกล่าวแล้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขออนุมัติออกหมายจับนายนิรันทร์ต่อผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยเขต 4  ซึ่งได้รับการอนุมัติตามที่ขอ  ส่วนนายภุชงค์ยังไม่ได้ออกหมายจับแต่อย่างใด  เพราะต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบก่อน  จึงจะออกหมายจับได้

                   วันที่ 4 มิถุนายน 2539  เวลา 22.00 .  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..ด่านทับตะโก  อำเภอจอมบึง  จังหวัดราชบุรี  รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบศพนายนิรันดร  เรืองกาญจนเศรษฐ์  ผู้บงการฆ่าพ่อบังเกิดเกล้าตัวเอง  ยิงตัวตายที่บ้านหลังหนึ่งบริเวณทุ่งแสด  หมู่ที่ 1  ตำบลจอมอ้น  อำเภอจอมบึง  จังหวัดราชบุรี  จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที  เมื่อไปถึงพบศพชายนอนหงายเลือดท่วมตัว  ในห้องเก็บของชั้นบนของตัวบ้าน  สภาพศพสวมเสื้อยืดคอกลมสีน้ำเงิน  กางเกงขาสั้นหูรูดสีน้ำเงินขลิบขาวและสวมรองเท้าผ้าใบ  พบบาดแผลรอยกระสุนปืนที่ขมับขวา  กระสุนไปตุงที่ขมับซ้าย 1 นัด  ข้างศรีษะด้านขวาพบอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด 6.35 .. บาเรตต้า  ไม่มีหมายเลขทะเบียนตกอยู่ 1 กระบอก  ภายในห้องพบเสบียงอาหาร  เสื้อผ้า  กระเป๋าเงิน  และบัตรเครดิตของธนาคารต่างๆหลายใบ  สมุดเงินฝากอีก 1 เล่ม  จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเบื้องต้น  เชื่อว่าน่าจะใช่ศพนายนิรันดร  จึงรีบนำศพดังกล่าวไปตรวจสอบที่สถาบันนิติเวชเพื่อยืนยันให้แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง

                   เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบพยานในที่เกิดเหตุทราบว่า  นายนิรันดรและนายภุชงค์ได้มาพักที่บ้านหลังดังกล่าวเมื่อเย็นวันที่ 2 มิ..ที่ผ่านมา  ก่อนเกิดเหตุตนได้นั่งดูโทรทัศน์ที่ชั้นล่างกับลูกอยู่  เห็นนายภุชงค์วิ่งร้องไห้ลงมาจากชั้นบน  ละล่ำละลักบอกตนว่านายนิรันดรได้ยิงตัวตายแล้ว  โดยเล่าให้ตนฟังว่านายนิรันดรเกิดอาการเครียดจัดและร้องไห้ตลอดเวลา  จากนั้นได้เอาปืนออกมาและบอกว่าจะขอฆ่าตัวตาย  นายภุชงค์ได้พยายามห้ามและเข้าแย่งปืน  แต่สุดท้ายนายภุชงค์ไม่อาจต้านทานได้  จึงหลบไปอยู่มุมห้องอีกด้านหนึ่ง  หลังนายนิรันดรได้ฆ่าตัวตาย  นายภุชงค์รีบวิ่งลงมาชั้นล่างบอกเล่าให้ตนฟังแล้วก็หายตัวไป  ไม่ทราบว่าไปทางไหน  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ออกติดตามหาตัวนายภุชงค์เพื่อนำตัวมาสอบสวนต่อไป

                   วันที่ 5 มิถุนายน 2539  เวลา 23.50 .  นายภุชงค์  แนวจำปาได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส..เหนือ  โดยขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปรับตัวที่บริเวณสะพานแขวนพระราม 9  เจ้าหน้าที่รีบไปที่จุดนัดพบและพบนายภุชงค์รออยู่กับพี่ชาย  จึงนำตัวกลับมาที่กก.สส..เหนือทันที

                   วันที่ 6 มิถุนายน 2539  เวลา 11.40 .  เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวนายภุชงค์ไปสอบสวนที่สน.บางซื่อ  ซึ่งนายภุชงค์ให้การว่า  วันเกิดเหตุสังหารนายไชยศิรินั้น  นายนิรันดร  นายอำนาจและตน  ได้ร่วมวางแผนกันที่คอนโดฯของนายนิรันดร  โดยนายนิรันดรเป็นผู้เขียนแผนที่ให้นายอำนาจดู  และยังเป็นผู้จัดหาอาวุธมีดที่ใช้สังหาร  ปืนและวิทยุสื่อสาร  รวมทั้งเสื้อผ้าสำหรับพรางตัวอีกด้วย  หลังวางแผนเสร็จนายนิรันดรพานายอำนาจและตนไปที่บ้านหลังเกิดเหตุ  เมื่อไปถึงเป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่ม  หลังจากพานายอำนาจไปหลบซ่อนตัวในบ้านเรียบร้อย  ตนและนายนิรันดรขับรถไปจอดซุ่มรอที่ซอยอารีย์ 4  โดยนัดหมายว่าถ้างานสำเร็จเรียบร้อยแล้ว  ให้นายอำนาจกดคีย์วิทยุ 3 ครั้ง  และถ้าเส้นทางหลบหนีสะดวก  นายนิรันดรก็จะกดคีย์ตอบ 3 ครั้งเช่นกัน

                   จนกระทั่งเวลาประมาณ 03.00 .  ตนได้ยินเสียงสุนัขในบ้านนายไชยศิริเห่าดังขึ้นมา  ตามด้วยเสียงปืนอีกหลายนัด  ทำให้นายนิรันดรทราบว่าแผนการล้มเหลว  จึงหันมาพูดกับตนว่า ภุชงค์ผมแพ้แล้ว  ผมจะต้องฆ่าตัวตาย  แล้วขับรถหนีออกมาทันที  ตลอดทางนายนิรันดรได้พูดแต่เรื่องที่จะฆ่าตัวตาย  เมื่อมาถึงฝั่งธนฯได้จอดรถทิ้งไว้แล้วนั่งแท็กซี่ต่อไปที่นครปฐม  โดยตั้งใจว่าจะหนีลงภาคใต้แล้วเข้าประเทศมาเลเซียต่อไป  แต่เมื่อเดินทางถึงถึงนครปฐมแล้ว  เกิดเปลี่ยนใจไปหลบซ่อนตัวที่จังหวัดราชบุรี  ช่วงที่หลบซ่อนตัวอยู่นั้น  นายนิรันดรและตนคอยติดตามข่าวการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดเวลา  นายนิรันดรอยู่ในอาการเครียดมากมักจะพูดเสมอว่าแพ้แล้วก็ไม่ควรมีชีวิตอยู่

                   จนเมื่อวันที่ 4 มิ.. 39  นายนิรันดรได้อาบน้ำ โกนหนวดเครา  แล้วถามตนว่า ผมหล่อหรือยังภุชงค์  จะตายทั้งทีต้องหล่อหน่อย   ตนจึงพูดว่าถ้าจะฆ่าตัวตายไม่ควรฆ่าในบ้าน  เพราะจะทำให้เจ้าของบ้านเดือดร้อนไปด้วย  นายนิรันดรจึงตัดสินใจจะไปฆ่าตัวตายนอกบ้าน  แต่ขณะที่กำลังจะออกนอกบ้าน  ภรรยาเจ้าของบ้านบอกว่าเห็นรถ 2 คันวิ่งผ่านหน้าบ้านไป  นายนิรันดรกลัวว่าจะเป็นตำรวจ  จึงวิ่งหนีขึ้นไปชั้นบนและเรียกตนให้ขึ้นตามไปด้วย  เมื่อขึ้นไปกันแล้วได้ปิดล็อกประตูห้อง  นายนิรันดรได้พูดกับตนว่า ถึงเวลาที่ต้องฆ่าตัวตายแล้ว  ตนเห็นดังนั้นได้พยายามร้องห้ามปรามอยู่หลายครั้ง  แต่นายนิรันดรได้กล่าวว่า เกิดเป็นคนกลัวตายทำไม  เกิดครั้งเดียวก็ตายครั้งเดียว  เมื่อเป็นผู้แพ้  จะไม่ยอมให้สังคมประจานหรือยอมติดคุกเด็ดขาด  ลำพังแค่ถูกใส่กุญแจมือก็รับไม่ได้แล้วจากนั้นนายนิรันดรได้รำพึงรำพันออกมาอีกว่า ไอ้ต้อ(นายอำนาจ)ไม่น่าพลาดเลย  มันก็เป็นคนฉลาด  ไม่น่าทำพลาดจนถูกเขายิง  ชีวิตกูพลาดเพราะมันคนเดียว  เสร็จแล้วหันมาพูดขอร้องตน กูขอร้องเอ็งเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมว่าเมื่อกูยิงตัวตายไปแล้ว  หากว่ากูไม่ตายทันทีขอให้ช่วยยิงซ้ำ  เพราะจะได้ไม่ทรมาน  แค่นี้มึงทำได้ไหมตนจึงรับปากตกลงไป  จากนั้นได้ให้ตนมานั่งตรงหน้า  ส่วนนายนิรันดรนั่งพิงฝาผนัง  ใช้หมอนปิดหน้า  แล้วเอาปืนจ่อที่ขมับตัวเอง  ตนนั่งก้มหน้าเอามืออุดหูหลับตา  แต่ยังได้ยินนายนิรันดรนับ หนึ่ง-สอง-สาม  แล้วก็มีเสียงปืนดังปังขึ้นมา  เมื่อตนลืมตาขึ้น  เห็นนายนิรันดรนอนดิ้นเลือดเจิ่งนอง  ตนจึงหยิบปืนขึ้นมาจะยิงซ้ำ  แต่นายนิรันดรได้แน่นิ่งไปก่อน  ตนจึงเอาปืนวางไว้ในมือตามเดิม

                   นอกจากนี้นายภุชงค์ยังให้การอีกว่า  เหตุการณ์ระเบิดที่ดิสโก้เธคในโรงแรมปทุมรัตน์  จังหวัดอุบลฯ  ซึ่งเป็นของนายไชยศิริ  เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2538  จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย  บาดเจ็บอีก 8 ราย  เป็นผลงานของนายนิรันดรที่ตั้งใจจะสังหารพ่อ  แต่พลาดไปถูกนักเที่ยวผู้ไม่รู้เรื่องราวตายและบาดเจ็บ  ซึ่งนายนิรันดรเคยพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวให้นายภุชงค์ฟัง  พร้อมกับนำภาพเหตุการณ์ระเบิดมาให้นายภุชงค์และนายอำนาจดูหลายครั้ง  และยังเคยพูดว่า นี่ขนาดระเบิดเพียง 5-6 แท่งเท่านั้น  รัศมีและการทำลายยังมากขนาดนี้  แผนต่อไปจะใช้ระเบิด 55 แท่ง  ร่วมกับระเบิดซีโฟร์  คิดดูจะมีอำนาจขนาดไหน  ต่อมาเมื่อต้นปี 2539 นายนิรันดรยังได้ส่งจดหมายระเบิดไปให้พ่อของตัวเอง  เมื่อนายไชยศิริเปิดออกดู  และได้เกิดการระเบิดขึ้น  แต่ไม่รุนแรงถึงบาดเจ็บ  นายไชยศิริจึงไม่ได้แจ้งความหรือออกข่าวแต่อย่างใด

                   หลังจากที่นายอำนาจและนายภุชงค์ได้รับสารภาพถึงเหตุการณ์สังหารนายไชยศิริมาหมดสิ้นแล้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สรุปสำนวนส่งมอบให้อัยการทำการส่งฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพฯ  เพื่อดำเนินคดีกับทั้งสองต่อไป

                   วันที่ 25 กรกฎาคม 2539  เวลา 14.15   ที่ห้องพิจารณาคดี 903 ศาลอาญากรุงเทพฯ(รัชดา)  คณะผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา  ในคดีที่พนักงานอัยการกองคดีอาญา  กอง 8  เป็นโจทก์ฟ้องนายอำนาจ  เอกพจน์  และนายภุชงค์  แนวจำปา  เป็นจำเลยความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วยความโหดร้ายทารุณ  มีและพกพาอาวุธโดยไม่ได้รับอนุญาต ฯลฯ  โดยตัดสินให้ประหารชีวิตนายอำนาจ  เอกพจน์  และจำคุกตลอดชีวิตนายภุชงค์  แนวจำปา

                   หลังฟังคำพิพากษาของศาล  นายอำนาจถึงกับก้มหน้าร้องไห้โฮออกมา  ญาติพี่น้องและภรรยาต่างเข้ามาแสดงความเสียใจ  ส่งเสียงร้องไห้ระงมไปทั้งห้องพิจารณา  เมื่อเจ้าหน้าที่นำทั้งสองออกมาจากห้องพิจารณาคดี  ระหว่างทางนายอำนาจซึ่งยังใช้ไม้เท้าพยุงกายอยู่  ได้เกิดอาการช็อกและอาเจียนออกมา  หลังจากนั้นได้หันไปจูบลาลูกซึ่งมีอายุเพียง 2-3 เดือน  ทำให้ญาติพี่น้องร้องไห้ระงมขึ้นมาอีก  เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ได้นำตัวทั้งสองส่งเรือนจำกลางบางขวาง  โดยคุมขังข..อำนาจไว้ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1  คุมขังข..ภุชงค์ไว้ที่ฝ่ายควบคุมนักโทษแดน 2  ซึ่งทั้งสองได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ตามสิทธิ์ในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 

                   ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  ..อำนาจได้ใช้สิทธิ์ในการขอยื่นฎีกาต่อศาล  แต่ข..ภุชงค์ได้สละสิทธิ์ในการขอยื่นฎีกา  กลายเป็นนักโทษเด็ดขาดไปก่อน  ผลการพิจารณาของศาลฎีกา  ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์  เป็นนักโทษประหารเด็ดขาดรอการประหารชีวิต  .ชอำนาจได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์ 

                   วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ..2542  เวลา 10.00.  หลังจากได้รับแจ้งว่าจะมีการประหารชีวิตแล้ว  ข้าพเจ้าได้ไปจัดเตรียมกุญแจมือและมีดตัดด้ายดิบ  พร้อมกับสวดมนต์ไหว้พระทำใจให้สงบ

                   เวลา  16.10 .  ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีก 10 นาย (เสริมกำลัง 8 นาย)  ได้เข้าไปเบิกตัวนักโทษประหารทั้งหมด  โดยมีพี่เลี้ยงที่มาเสริมกำลังเป็นผู้นำน..อำนาจออกมาที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ  เมื่อนำนักโทษทั้งหมดมาครบแล้ว  ข้าพเจ้าเห็นน..อำนาจนั่งน้ำตาไหลอยู่  จึงเดินเข้าไปเพื่อปลอบใจ  ..อำนาจได้สะอื้นขึ้นมาและพูดว่า ชีวิตผมทำไมถึงสั้นแค่นี้  ผมรับสารภาพมาตลอดแต่ทำไมถึงไม่ได้รับการลดหย่อนโทษให้เลย  ลูกผมก็ยังเล็ก  พี่ผมต้องขายข้าวเลี้ยงดูครอบครัวแทนผม  ผมอยากเห็นหน้าครอบครัวผมจังเลยครับ  ข้าพเจ้าได้พูดไปว่า อำนาจต้องเข้าใจนะ  ในเมื่ออำนาจทำผิด  ก็จำเป็นที่จะต้องรับกรรมที่ก่อขึ้น  ที่ไม่ได้ลดหย่อนโทษเพราะอำนาจจำนนต่อพยานหลักฐาน  ข่าวอำนาจเป็นข่าวดัง  ผมเองก็ติดตามข่าวมาตลอด  อำนาจไม่น่ารับทำงานนี้แต่ต้นเลย  ..อำนาจ หัวหน้าครับ  พี่นิรันดรเขามีบุญคุณกับผมมาก  ช่วยเหลือผมมาตลอด  เมื่อมาขอให้ผมทำงานให้  ผมจะปฏิเสธได้ยังไง  ผมทำเพื่อทดแทนบุญคุณครับ  เรื่องเงินค่าจ้างเป็นแค่ผลพลอยได้เท่านั้น  หลังจากนั้นได้หันไปลาเจ้าหน้าที่ประจำห้องประหารแดน 1 ซึ่งตามมายืนดูอยู่ด้วย หัวหน้าครับ  ต่อไปหัวหน้าต้องหาคนชงกาแฟใหม่แล้ว  ผมขอลาก่อน  ถ้าญาติพี่น้องมารับศพผม  ให้บอกด้วยว่าผมรักทุกคน  ขอให้ทุกคนเป็นคนดี  อย่าได้ทำอย่างผมกันเลยนะครับ  เจ้าหน้าที่นายนั้นได้บอกว่า ไม่เป็นไรแล้วจะบอกให้  ขอให้อำนาจไปดีนะ

                   เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรและฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังได้แยกย้ายกันพิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษทั้งหมด  ผู้อำนวยการส่วนควบคุมฯเห็นว่าไม่มีนักโทษรายใดมีปัญหา  จึงอนุญาตให้ไขกุญแจมือออกได้  เมื่อเสร็จแล้วเวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งสำนักนายกฯ  ให้นักโทษประหารทั้งหมดฟังทีละราย  เนื่องจากเป็นการถวายฎีกาทูลเกล้าฯกันคนละคดี  โดยอ่านให้น..อำนาจฟังเป็นรายที่ 4  เสร็จแล้วให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมาย  หลังจากนั้นพี่เลี้ยงได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษทั้งหมด  ซึ่งน..อำนาจไม่แตะต้องอาหารแต่อย่างใด 

                   เสร็จจากอาหารมื้อสุดท้าย  ได้นำนักโทษทั้งหมดเข้าฟังการเทศนาธรรมจากพระสงฆ์เป็นครั้งสุดท้าย  หลังฟังเทศน์เสร็จ  ได้ให้น..อำนาจนั่งรอที่หมวดผู้ช่วยเหลือพร้อมนักโทษประหารอีก 3 ราย  ส่วนข้าพเจ้านำน..สมคิด  วรรณโชติ  ไปเข้าหลักประหารเป็นรายแรก  เสร็จแล้วได้แจ้งให้พี่เลี้ยงที่มาเสริมกำลังนำน..อนันต์  โครตสมบัติ และน..สุรศักดิ์  ยิตซังเข้าไปประหารเป็นชุดที่ 2  สุดท้ายจึงเป็นคิวของน..อำนาจ  เอกพจน์ และน..สมพร  เชยชื่นจิตร 

                   เมื่อพี่เลี้ยงนำน..อำนาจไปถึงศาลาเย็นใจ  ข้าพเจ้าได้รับช่วงต่อจากพี่เลี้ยงชุดนั้น  นำดอกไม้ธูปเทียนใส่มือ  พี่เลี้ยงอีกนายทำการผูกตา  แล้วช่วยกันประคองน..อำนาจเข้าไปที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง  ในเวลานั้นที่หลักประหารหลักที่หนึ่งมีเลือดติดอยู่เป็นจำนวนมาก  เนื่องจากเพิ่งทำการประหารไป 2 ราย ส่วนหลักที่สองเพิ่งทำการประหารไปเพียงรายเดียวจึงไม่มากนัก  เมื่อทำการผูกมัดตัวน..อำนาจให้ติดกับหลักและทำการตั้งเป้าแล้ว  ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีก 2 นายต้องไปทำการผูกมัดตัวน..สมพร  ที่หลักประหารหลักที่สองอีก  จนเสร็จสิ้นขั้นตอน  ข้าพเจ้าได้กล่าวขออโหสิกรรมต่อนักโทษทั้ง 2  และแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

                   พลเล็งปืนได้เข้าทำหน้าที่  เสร็จแล้วเพชฌฆาตมือหนึ่งและสอง  ได้เข้าประจำตำแหน่งพร้อมกัน  เมื่อตรวจเช็คศูนย์ปืนเสร็จแล้ว  หัวหน้าชุดประหารได้โบกธงลง  เพชฌฆาตทั้งสองได้เหนี่ยวไกลั่นกระสุนออกไปพร้อมกันทันที ปังๆๆๆๆๆๆๆๆ เสียงดังระงมไปหมด  ใช้กระสุนในการประหารน..อำนาจทั้งสิ้น  7 นัด  ทำการประหารเมื่อเวลา 19.00 .  โดยเพชฌฆาตมือหนึ่งเป็นผู้ทำการประหารชีวิต  เมื่อครบ 3 นาที  ข้าพเจ้าได้เข้าไปตรวจดู  ปรากฏว่านักโทษทั้ง 2 สิ้นใจเป็นที่เรียบร้อย  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำลงจากหลัก  และไปนำร่างนักโทษอีก 3 รายที่เก็บไว้ในห้องเล็ก  ออกมานอนคว่ำหน้าเรียงกันเพื่อความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือต่อไป

                   ขออภัยต่อตระกูลเรืองกาญจนเศรษฐ์ทุกท่านที่ข้าพเจ้าจำเป็นต้องกล่าวอ้างต้นเหตุแห่งคดีนี้ขึ้นมา

                   ขออภัยต่อบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้  ซึ่งข้าพเจ้าได้พยายามกล่าวอ้างใหัน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว

                   ขออโหสิกรรมต่อนายอำนาจ  เอกพจน์  ซึ่งข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่ทุกนายต้องกระทำตามหน้าที่

                             แนวยิง มองจากแท่นปืนไปหาหลักประหาร                               

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

14.สุรศักดิ์ ยิตซัง ผมมันดวงซวย

น.ช.สุรศักดิ์,แดง  ยิตซัง  อายุ 36 ปี  หมายเลขประจำตัว 542/39  คดีพยายามข่มขืน,ชิงทรัพย์และฆ่าเจ้าทรัพย์  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรค 1, 80, 289(7), 339 วรรคท้าย, 90  หมายเลขคดีดำที่ 2417/39  หมายเลขคดีแดงที่ 2931/39  ศาลจังหวัดกาญจนบุรี  เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง  จังหวัดกาญจนบุรี  

                วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2539  เวลา 13.00น.  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.เมือง  จ.กาญจนบุรี  ได้รับแจ้งเหตุฆ่ากันตายภายในบ้านหลังหนึ่ง  ถนนแสงชูโต  ซอยถนนบ้านใต้  ตำบลบ้านใต้  อำเภอเมือง  จังหวัดกาญจนบุรี  จึงรีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุซึ่งเปิดเป็นร้านเสริมสวยในบ้านชั้นเดียว  มีกระจกรอบด้าน  ตั้งอยู่ข้างตลาดสดชุกโดน  ภายในห้องน้ำบ้านหลังดังกล่าวพบศพ นางรัศมี  นิลศรี  อายุ 45 ปี  เจ้าของร้านเสริมสวย  นอนเสียชีวิตอยู่ในสภาพเปลือยกาย  สภาพศพมีบาดแผลถูกมีดปาดที่บริเวณลำคอเป็นแผลฉกรรจ์ ยาวประมาณ 8 เซนติเมตร  ลึกประมาณ 2 เซนติเมตร  เลือดไหลนองเต็มพื้นห้องน้ำไปหมด 

                จากการตรวจสอบภายในห้องน้ำที่เกิดเหตุ  พบมีดหั่นหมูด้ามทำด้วยไม้อยู่ในโอ่งน้ำ  ซึ่งมีเลือดปนอยู่กับน้ำในโอ่งด้วย  นอกจากนั้นยังพบกางเกงในของคนร้ายถอดกองไว้ที่หน้าห้องน้ำอีกด้วย  ส่วนคนร้ายที่ก่อเหตุเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่า  วิ่งหลบหนีไปทางหลังตลาดสดชุกโดน  ขณะนี้มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งออกไล่ติดตามตัวอยู่ 

                เมื่อทราบดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ออกติดตามไป  และพบว่าคนร้ายได้ถูกชาวบ้านจับกุมตัวไว้ได้แล้ว  ในสภาพบอบซ้ำอย่างหนัก  เนื่องจากถูกกลุ่มชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์  ตรวจค้นภายในตัวพบสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท  พร้อมพระเลี่ยมทอง 1 องค์ซึ่งเป็นของผู้เสียชีวิต  ที่ซิปกางเกงยังไม่ได้รูดขึ้น  เสื้อที่สวมใส่เปื้อนเลือดเต็มไปหมด  จึงนำตัวไปทำการสอบสวนที่สถานีตำรวจ

                จากการสอบสวนทราบว่าชื่อนายสุรศักด์  ยิตซัง  อาศัยอยู่ที่ตรอกโรงหนังเฉลิมรัฐ  แขวงบางซื่อ  เขตบางซื่อ  กรุงเทพฯ  โดยให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า  บ้านเดิมของตนอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี  มีภรรยาและลูก 1 คน  เมื่อประมาณ 3 ปีก่อนได้พาครอบครัวมาหากินที่จังหวัดกาญจนบุรี  จนมีความสนิทสนมกับนางรัศมีเป็นอย่างดี  ภายหลังได้ย้ายครอบครัวกลับไปทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ  ต่อมาตกงานพร้อมกับได้เลิกร้างกับภรรยา  จึงเดินทางมาหาญาติที่จังหวัดกาญจนบุรีเพื่อหางานทำ  โดยตนเพิ่งเดินทางมาถึงก่อนเกิดเหตุเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น 

เมื่อมาถึงตนได้แวะหานางรัศมีที่บ้านหลังที่เกิดเหตุ  พบนางรัศมีอยู่บ้านคนเดียว  หลังจากพูดคุยกันได้สักพัก  นางรัศมีได้ขอตัวไปอาบน้ำ  ขณะเดียวกันตนได้เกิดอารมณ์เปลี่ยวขึ้นมา  จึงได้แอบดูนางรัศมีอาบน้ำ  และเกิดอารมณ์กลัดมันจนทนไม่ไหว  ถอดกางเกงและกางเกงในของตัวเองออก  พร้อมกับหยิบมีดเชือดหมูที่อยู่ภายในบ้าน  มายืนดักรออยู่ที่หน้าประตูห้องน้ำ 

เมื่อนางรัศมีอาบน้ำเสร็จเปิดประตูเพื่อที่จะออกมาจากห้องน้ำ  ตนได้ผลักนางรัศมีให้กลับเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้ง  พร้อมกับบอกนางรัศมีว่าจะขอนอนด้วยสักครั้งหนึ่ง  ซึ่งนางรัศมีได้พยักหน้าอนุญาตโดยไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด  แต่เมื่อถึงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มขึ้นมา  ปรากฏว่านกเขาของตนเกิดไม่สู้ขึ้นมาดื้อๆ  ตนพยายามปลุกปล้ำอย่างไรก็ไม่เป็นผล  เลยเปลี่ยนใจจากข่มขืนมาจี้เอาสร้อยคอทองคำของนางรัศมีที่สวมใส่อยู่แทน  แต่นางรัศมีต่อสู้ขัดขืนไม่ยอมให้แต่โดยดี  ตนจึงใช้มีดเชือดบริเวณลำคอของนางรัศมีจนฟุบลงไป  แล้วปลดสร้อยคอทองคำออกมาได้  เสร็จแล้วรีบใส่กางเกง  แต่ด้วยความรีบร้อนทำให้ลืมหยิบกางเกงในใส่ออกมาด้วย 

ขณะที่ตนกำลังจะหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ  นางรัศมีซึ่งขณะนั้นยังไม่ตายในทันที  ได้ร้องโหยหวนออกมาดังๆ  ทำให้ชาวบ้านวิ่งแห่มาดู  พอได้เห็นสภาพของตนซึ่งเสื้อผ้าเปื้อนเลือด  และแต่งตัวยังไม่เรียบร้อยดี  ต่างก็พากันวิ่งไล่จับกุมตนจนไปทันกันที่หลังตลาด  พร้อมกับช่วยกันรุมประชาทัณฑ์ตน  จนมีสภาพสะบักสะบอมอย่างที่เห็น

                เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว  ได้ขออำนาจศาลฝากขังนายสุรศักดิ์ไว้ที่เรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี  และทำการสรุปสำนวนการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆส่งมอบให้อัยการ  เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีนายสุรศักดิ์ต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี

                ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น  ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายสุรศักดิ์  โดยไม่มีการลดหย่อนโทษให้แต่อย่างใด  เนื่องจากเป็นการกระทำที่อุกอาจอย่างมากในเวลากลางวัน  โดยบุกรุกเข้าไปก่อเหตุภายในบ้านของผู้อื่น  อย่างไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง  และยังเป็นการจำนนต่อพยานหลักฐาน  ถึงแม้นายสุรศักดิ์จะไม่ให้การรับสารภาพก็ตาม  ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังสามารถดำเนินคดีกับนายสุรศักดิ์ได้เช่นกัน  ฉะนั้นคำรับสารภาพของนายสุรศักดิ์จึงไม่มีผลต่อการสอบสวนและการพิจารณาของศาลแต่อย่างใด  จึงไม่มีเหตุอันควรปราณีที่จะลดโทษให้  

                 หลังจากที่ศาลชั้นต้นได้พิจารณาตัดสินข.ช.สุรศักดิ์แล้ว  ทางเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรีได้ส่งตัวข.ช.สุรศักดิ์มาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง  และข.ช.สุรศักดิ์ได้ใช้สิทธิ์ในการขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาลในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้  ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น  ข.ช.สุรศักดิ์ได้ใช้สิทธิ์ในการขอยื่นฎีกาต่อศาลในระยะเวลาที่กฎหมายได้กำหนดให้อีก  ผลการพิจารณาของศาลฎีกา  ได้ตัดสินยืนให้ประหารชีวิตตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์  เป็นนักโทษเด็ดขาดรอการประหารชีวิต  น.ช.สุรศักดิ์ได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษไป  และรอผลการพิจารณาหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

                วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2542  หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับแจ้งจากฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขังว่า  ในวันนี้จะมีการทำการประหารชีวิตนักโทษจำนวน 5 ราย  ซึ่งในครั้งแรกข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจะมีการประหารชีวิตนักโทษจริง  แต่เมื่อได้รับการยืนยันจนเป็นที่แน่นอนแล้ว  จึงไปจัดเตรียมสิ่งของที่ต้องใช้ในส่วนรับผิดชอบของข้าพเจ้า  พร้อมกับสวดมนต์ไหว้พระทำจิตใจให้สงบ  เสร็จแล้วรอเวลาที่จะทำการเบิกตัวนักโทษประหารทั้ง 5 ราย     

                เวลา 16.10 น.  หลังจากที่ได้ทำการจัดแบ่งหน้าที่ในการเบิกตัวนักโทษประหารทั้ง 5 รายซึ่งข้าพเจ้าได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นพี่เลี้ยงผู้เบิกตัวน.ช.สมคิด  วรรณโชติ  เมื่อเข้าไปภายในหมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 แล้ว  ข้าพเจ้าได้แยกตัวไปเบิกตัวน.ช.สมคิด  จึงไม่เห็นอาการความรู้สึกต่างๆของน.ช.สุรศักดิ์  แต่ได้รับทราบจากพี่เลี้ยงผู้ทำการเบิกตัวในภายหลังว่า  น.ช.สุรศักดิ์มีอาการหวาดกลัวเป็นอย่างมาก  ถึงขนาดร้องไห้โฮออกมาทันที  และขอตัวปัสสาวะก่อนเนื่องจากทนรับสภาพไม่ไหว 

                เมื่อพี่เลี้ยงนำตัวน.ช.สุรศักดิ์มาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯแล้ว  ได้จัดให้น.ช.สุรศักดิ์นั่งเก้าอี้เรียงในลำดับที่ 3  เนื่องจากจะต้องนำตัวน.ช.สุรศักดิ์เข้าสู่หลักประหารเป็นรายที่ 3  โดยจะนำไปประหารในชุดที่ 2  ซึ่งจะทำการประหารคู่กับน.ช.อนันต์  โครตสมบัติ 

                หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร  และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง  พิมพ์ลายนิ้วมือของน.ช.สมคิดและน.ช.อนันต์เสร็จแล้ว  ได้มาทำการพิมพ์ลายนิ้วมือน.ช.สุรศักดิ์ต่อ  ขณะนั้นน.ช.สุรศักดิ์ยังคงมีน้ำตาไหลและสะอื้นอยู่  สารวัตรโกมลได้สอบถามประวัติบุคคลและตรวจสอบตำหนิแผลเป็นตามระเบียบ  ระหว่างนั้นสารวัตรโกมลได้พูดขึ้นว่า “คุณสุรศักดิ์ผมมองดูคุณแล้ว  ไม่อยากเชื่อว่าคนอย่างคุณจะเป็นคนร้ายไปได้  ถามจริงๆเถอะนะ  คุณนึกยังไงถึงทำความผิดขนาดนี้”  เหตุที่สารวัตรโกมลถามเช่นนี้  เนื่องจากน.ช.สุรศักดิ์เป็นคนที่มีลักษณะท่าทางดูเป็นคนซื่อๆ  ไม่ทันคน  หรือไม่ก็ต้องเป็นลูกไล่เขาตลอด (เพี้ยนนิดๆ)

                น.ช.สุรศักดิ์สะอื้นฮักอีกครั้งแล้วพูดขึ้น “ผมมันคนดวงซวย  ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยมีโชคอะไรกับเขาเลยสักครั้ง  มีแต่คนคอยแกล้ง  เห็นผมเป็นตัวตลก  ชีวิตผมลำบากมาตั้งแต่เล็ก  พอผมมีครอบครัวมีเมียมีลูกกับเขาบ้าง  ก็ต้องมาแตกแยกเพราะคนอื่น  สุดท้ายต้องมาซวยในเรื่องที่ผมไม่ได้ตั้งใจทำ  และไม่เคยแม้แต่คิดจะทำ  ฆ่าเป็ดฆ่าไก่ผมยังไม่อยากทำ  แล้วผมจะไปฆ่าคนได้ยังไงครับ”

                สารวัตรโกมลพูดว่า “แต่ประวัติของคุณบอกว่า  คุณถูกจับได้ในที่เกิดเหตุไม่ใช่หรือ  ลายนิ้วมือและหลักฐานต่างๆก็เป็นของคุณ  สำหรับตัวผมไม่อยากเชื่อว่าคุณจะกล้าฆ่าคน”

                น.ช.สุรศักดิ์เช็ดน้ำตาแล้วพูดตอบ “ผมยอมรับว่าเขาตายเพราะผม  แต่ผมไม่ได้ฆ่าเขา  เขาทำตัวเขาเอง  เขาหลอกผม  แกล้งผม  เห็นผมเป็นตัวตลกเหมือนคนอื่น  สุดท้ายผมต้องมาซวยเพราะเขา  ทำไมเขาต้องทำกับผมอย่างนี้ก็ไม่รู้  ถ้าผมเล่าไปใครจะเชื่อบ้างครับ  กลัวว่าเมื่อผมเล่าไป  จะมีแต่คนหัวเราะเยาะผม  เหตุการณ์ที่แท้จริงนั้น  มันไม่ใช่อย่างที่ถูกสอบสวน  ทีแรกผมเล่าให้ตำรวจฟัง  ตำรวจก็ไม่เชื่อผม  พยานหลักฐานต่างๆมันมัดตัวผมจนดิ้นไม่หลุด  ผมเองก็โง่บัดซบที่ไปคว้าสร้อยคอเขามา  แต่ตอนนั้นมันคิดอะไรไม่ออกจริงๆครับ  ทั้งตกใจทั้งกลัว  คิดแต่จะหนีเอาตัวรอดอย่างเดียว  พอถูกชาวบ้านจับตัวได้  ผมก็ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธได้ยังไง  ความจริงน่าจะกระทืบให้ผมตายตั้งแต่ตอนนั้นดีกว่า  จะได้ไม่ต้องมาทรมานอยู่ในคุกตั้งหลายปี  สุดท้ายผมก็ต้องมาตายอยู่ดี  ผมมันคนดวงซวยจริงๆครับ”

                เมื่อน.ช.สุรศักดิ์พูดจบ  ทุกคนที่ได้ยินรวมทั้งข้าพเจ้า  ต่างสงสัยและอยากรู้เหตุการณ์ที่แท้จริงในวันนั้น  พี่เลี้ยงนายหนึ่งได้พูดขึ้น “แดง(ชื่อเล่น)เล่ามาเถอะ  รับรองว่าผมและทุกคน  จะไม่หัวเราะเยาะแดงอย่างเด็ดขาด  อย่างน้อยยังมีพวกผมในที่นี้ได้รู้ความจริงที่เกิดขึ้น  ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้แล้ว  แต่แดงยังสามารถชี้แจงให้คนอื่นได้รู้ว่าแดงไม่ใช่คนชั่ว  คนเลว  หรือเป็นโจรโดยสันดาน  และแดงยังได้ระบายความรู้สึกในใจออกมาบ้าง”

                น.ช.สุรศักดิ์เงยหน้ามองทุกคนรอบๆตัวแล้วพูดขึ้น “ตกลงครับ  ผมจะเล่าความจริงที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้ทุกคนฟัง  ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อผมไม่ได้บังคับ  แต่ผมขอยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง

                แต่ก่อนนั้นผมทำงานก่อสร้างอยู่ที่กรุงเทพฯแถวๆบางกะปิ  ต่อมาผมและลูกเมียได้ย้ายไปทำงานอยู่ที่เมืองกาญจน์  เมียผมได้เปิดร้านขายส้มตำอยู่ใกล้กับบ้านพี่รัศมี  เมียผมขายอยู่ประมาณ 2 ปี  พี่รัศมีแกเป็นลูกค้าประจำของเมียผม  ส่วนเมียผมก็ไปทำผมที่ร้านของแกบ่อย  จนสนิทสนมกันดี  เมื่อเวลาผมว่าง  ผมก็จะไปช่วยเมียผมขายของ  ทำให้ผมกับพี่รัศมีสนิทกันไปด้วย  บ้างครั้งพี่เขาก็ล้อเลียนผมเล่นเหมือนกับทุกคนที่รู้จักผม  ผมเองก็ไม่ได้ถือสาอะไรเพราะชินเสียแล้ว 

หลังจากนั้นผมและครอบครัว  ได้ย้ายกลับมาทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯอีก  แต่แล้วครอบครัวผมต้องแตกแยกเพราะคนอื่น  และผมยังมาตกงานซ้ำเข้าไปอีก  เลยตั้งใจว่าจะกลับไปหางานทำที่เมืองกาญจน์  ซึ่งผมมีญาติอยู่ที่นั่น 

ในวันนั้นเมื่อผมเดินทางไปถึงเมืองกาญจน์  ผมได้แวะไปเยี่ยมพี่รัศมีที่บ้านเขาก่อน  ตอนนั้นที่บ้านแกไม่มีลูกค้ามาเสริมสวยสักคน  พี่เขาเลยนั่งคุยเล่นกับผมอยู่พักหนึ่ง  สักครู่แกขอตัวไปอาบน้ำ  โดยบอกให้ผมนั่งรออยู่ตรงนั้นอย่าเพิ่งไปไหน  เดี๋ยวมีอะไรดีๆจะให้ดู  ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าพี่รัศมีแกจะให้ดูอะไร  ผมก็นั่งรออยู่ที่เดิม 

หลังจากที่แกหายไปได้สักพักหนึ่ง  ก็เดินกลับมายืนอยู่ข้างหน้าผม  ตอนนี้แกเปลี่ยนเสื้อผ้ามานุ่งผ้าขนหนูเพียงผืนเดียว  เสร็จแล้วแกถามผมว่าเคยเห็นของดีๆอย่างนี้ไหม  แล้วแกก็เปิดผ้าขนหนูออกให้ผมดู  ซึ่งนอกจากผ้าขนหนูแล้ว  ข้างในตัวแกไม่ได้ใส่อะไรอีกเลย  ผมนั่งตลึงอยู่สักครู่แกก็ถามผมว่า  เป็นยังไงสวยสู้คนอื่นได้ไหม  ผมเห็นอย่างนั้น  ได้ยินอย่างนั้น  เลยลุกขึ้นไปกอดตัวแก  แต่แกผลักอกผมออก  แล้วบอกผมว่าขอตัวไปอาบน้ำก่อน  เหนียวตัวมาทั้งวันแล้ว  รออยู่นี่นะไม่ต้องกลัวเดี๋ยวให้  แล้วแกก็เดินหัวเราะเข้าห้องน้ำไป

พอพี่รัศมีเข้าไปห้องน้ำแล้ว  ผมหลงดีใจว่าผมกับแกจะต้องมีอะไรกันในวันนี้แน่  แต่แล้วไม่เป็นอย่างที่ผมคิด  พอแกอาบน้ำเสร็จเดินออกมาจากห้องน้ำ  ผมเข้าไปกอดจูบแกทันที  แกกลับปฏิเสธไม่ยอมให้ผมมีอะไรกับแกซะเฉยๆ  ผมเองก็เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง  เมื่อถูกยั่วยวนอย่างนั้นในทีแรก  ยังไงผมก็ต้องทำให้สำเร็จให้ได้  จึงกอดปล้ำกับแกอยู่สักพัก  จนผ้าขนหนูแกหลุดออกหมด  แล้วแกก็บอกว่ายอมก็ได้  ผมเลยรีบถอดกางเกงออก  แต่เพราะความตื่นเต้นหรืออะไรก็ไม่รู้  ไอ้หนูของผมกลับไม่สู้ขึ้นมาดื้อๆ  พี่เขาเห็นผมเป็นอย่างนั้นก็หัวเราะเยาะผม  ไล่ให้ผมกลับบ้านไปกินนมนอน  แล้วแกก็เดินกลับเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้งโดยไม่ปิดประตู

ในเวลานั้นผมทั้งอายทั้งเจ็บใจ  เลยตัดสินใจที่จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้  จึงเดินตามแกไปที่ห้องน้ำ  พอดีที่หน้าห้องน้ำมีมีดหั่นเนื้อวางอยู่ 1 เล่ม  ผมหยิบติดมือตามเข้าไปโดยตั้งใจว่าจะใช้ขู่แกเท่านั้น  ผมเองก็ไม่รู้ว่ามีดเล่มนั้นจะคมมาก    เมื่อเข้าถึงตัวแกผมผลักให้แกล้มตัวนอนลงไปกับพื้นห้องน้ำ  แล้วผมได้ใช้มีดเล่มนั้นจ่อไปที่คอแก  เพื่อขู่ให้แกอยู่เฉยๆ  แต่แล้วความซวยก็มาเยือนผมอีกครั้ง  และเป็นครั้งที่หนักที่สุดในชีวิตของผม  เมื่อแกอยู่ดีๆก็ลุกสวนมีดขึ้นมา  มีดเล่มนั้นจึงปาดเข้าที่คอพี่เขา  เลือดพุ่งกระฉูดออกมาทันที  แล้วแกก็ล้มตัวลงนอนดิ้น  ผมเองก็ทำอะไรไม่ถูก  โยนมีดทิ้งลงไปในตุ่มน้ำแล้วรีบล้างเลือดออกจากตัว  แต่ยังมีติดเสื้อผมอยู่อีก 

ตอนนั้นผมไม่มีเวลาคิดอะไรแล้ว  รีบหยิบกางเกงที่หน้าห้องน้ำขึ้นใส่  แต่ผมลืมหยิบกางเกงในของผมมาด้วย  เตรียมที่จะหนี  แต่ในตัวผมแทบไม่มีเงินเหลืออยู่เลย  ผมเหลือบมองไปที่ร่างพี่เขาอีกครั้ง  เห็นสร้อยคอที่แกใส่อยู่  ผมเลยเข้าไปปลดออกเพื่อใช้เป็นทุนหลบหนี  แล้วรีบออกมาจากบ้านทันที  แต่แล้วพี่แกก็ส่งเสียงร้องดังออกมา  ชาวบ้านที่ได้ยินต่างจ้องมองมาที่ผม  ผมเลยต้องวิ่งหนี  แต่ก็ไปไม่พ้น  ถูกรุมกระทืบแทบตาย  แม้ผมจะพยายามอธิบายอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อผม  เพราะสร้อยทองในมือผมมันฟ้อง

เสร็จแล้วตำรวจได้มารับตัวผมไปที่โรงพัก  ผมเล่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้นให้ใครฟัง  ก็ไม่มีใครเชื่อผมแม้แต่คนเดียว  ตำรวจได้ตั้งข้อหาผม  บุกรุก  พยายามข่มขืน  ชิงทรัพย์และฆ่าคนตาย  ผมต้องยอมรับเพราะหลักฐานต่างๆมันเป็นไปตามรูปการณ์นั้นจริงๆ  ที่ผมเล่ามานี้ผมขอยืนยันว่าผมเล่าเรื่องจริง  แต่จะมีใครเชื่อผมหรือเปล่าก็ไม่รู้  ถ้าเป็นใครได้เจอผู้หญิงเปิดผ้าให้ดูอย่างผม  ผมอยากรู้ว่าจะทนอยู่เฉยได้ไหมครับ”

หลังจากที่น.ช.สุรศักดิ์เล่าจบ  พี่เลี้ยงที่ดูแลอยู่ได้พูดปลอบใจ “ที่แดงเล่ามาถ้าเป็นเรื่องจริงก็ต้องยอมรับว่าน่าเห็นใจ  แต่ขอให้คิดเสียว่าระหว่างคนตายกับแดง  มีกรรมเก่าที่ต้องชดใช้กันอยู่  และได้หมดสิ้นกรรมเวรกันหมดแล้วในชาตินี้  ผมและทุกคนเห็นใจแดง  ขอให้ชาติหน้าแดงจงประสบแต่โชคดีนะ”  น.ช.สุรศักดิ์ได้ยกมือไหว้ขอบคุณพี่เลี้ยงนายนั้น

เมื่อเจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษประหารทั้งหมดเสร็จแล้ว  เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกฯให้ทั้งหมดฟัง  โดยอ่านให้น.ช.สุรศักดิ์ฟังเป็นรายที่ 3  แล้วให้ทำพินัยกรรมพร้อมกับเขียนจดหมายตามระเบียบ  เสร็จแล้วพี่เลี้ยงทั้งหมดได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้  แต่ไม่มีนักโทษประหารรายใดแตะต้องอาหารแม้แต่น้อย  พี่เลี้ยงจึงนำทั้งหมดไปฟังพระเทศน์ที่ห้องเยี่ยมสำหรับทนาย 

หลังจากพระเทศน์เสร็จ  ข้าพเจ้านำตัวน.ช.สมคิดไปทำการประหารก่อนเป็นรายแรก  เสร็จแล้วพี่เลี้ยงได้นำน.ช.อนันต์และน.ช.สุรศักดิ์ไปทำการประหารเป็นชุดที่ 2  โดยข้าพเจ้ารอรับนักโทษทั้ง 2 อยู่ที่ศาลาเย็นใจ  เมื่อมาถึงแล้วข้าพเจ้าได้นำน.ช.อนันต์ไปมัดตัวที่หลักที่หนึ่ง  และน.ช.สุรศักดิ์ในหลักที่สอง  หลังจากผูกมัดเสร็จ  และตั้งเป้าตาวัวเป็นที่เรียบร้อย  เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหาร  ทำการขอขมาลาโทษต่อนักโทษทั้ง 2  แล้วจึงแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

พลเล็งปืนได้เข้ามาทำหน้าที่ต่อ  เมื่อศูนย์ปืนตรงจุดดีแล้ว  ได้ทำการล็อกตัวปืนทั้ง 2 กระบอกให้ยึดติดกับแท่น  เสร็จแล้วเพชฌฆาตมือหนึ่งและสองได้เข้ามาตรวจสอบอีกครั้ง  เมื่อพร้อมแล้วได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ  ธงแดงได้โบกลงทันที  ปืนทั้ง 2 กระบอกได้คำรามขึ้น “ปังๆๆๆๆๆๆๆๆ”  ใช้กระสุนในการประหารน.ช.สุรศักดิ์ 7 นัด  ทำการประหารเมื่อเวลา 18.35 น.  โดยเพชฌฆาตมือสองเป็นผู้ทำการประหารชีวิต

หลังจากเสียงปืนสงบลง  ข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้อง “โอย โอย ปวดเหลือเกิน โอย”  ดังมาจากหลักประหาร  ข้าพเจ้าทราบทันทีว่า  มีนักโทษประหารยังไม่สิ้นใจในทันที  จึงเข้าไปทำการตรวจสอบพร้อมแพทย์  ปรากฏว่าเป็นเสียงของน.ช.สุรศักดิ์  ส่วนน.ช.อนันต์ได้สิ้นใจไปแล้ว  หัวหน้าชุดฯจึงสั่งให้เพชฌฆาตที่สองทำการยิงซ้ำอีกครั้ง  เมื่อพร้อมแล้วธงแดงได้โบกลงอีกครั้งหนึ่ง  “ปังๆๆๆ”  เสียงปืนได้ดังขึ้น 4 นัด      

เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปตรวจเป็นครั้งที่ 2  ปรากฏว่าน.ช.สุรศักดิ์ยังสบัดหัวไปมาได้อยู่  ส่วนขาซึ่งมีตรวนสวมอยู่  ยังสั่นระริกเหมือนปลาช่อนถูกทุบหัว  พร้อมกับมีเสียงลอดออกจากปาก “ครอก  ครอก  โอย  ครอก”  จึงแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ  ธงแดงจึงได้สบัดลงเป็นครั้งที่ 3 “ปังๆๆ”  ใช้กระสุนอีก 3 นัด  รวมเป็นกระสุนที่ใช้ในการประหารทั้งสิ้น 14 นัด  เมื่อข้าพเจ้าและแพทย์เข้าไปตรวจดู  ครั้งนี้น.ช.สุรศักดิ์ได้สิ้นใจไปแล้ว  หัวหน้าชุดฯจึงสั่งให้นำร่างนักโทษทั้ง 2 ลงจากหลักประหาร  แล้วนำไปเก็บไว้ภายในห้องเล็กก่อน  จากนั้นจึงนำนักโทษชุดที่ 3  ซึ่งมีน.ช.อำนาจ  เอกพจน์  และน.ช.สมพร  เชยชื่นจิตร  เข้าทำการประหารต่อไป

หลังจากเสร็จสิ้นการประหารนักโทษทั้ง 5 รายแล้ว  ข้าพเจ้าได้สอบถามแพทย์  ในกรณีที่ต้องยิงซ้ำถึง 3 ชุด  ทั้งๆที่ยิงเข้าตรงจุดที่ตั้งไว้  ซึ่งได้รับคำตอบว่า  “หัวใจของบางคนอาจจะกินซ้ายหรือขวามากกว่าปกติก็ได้  ในรายของน.ช.สุรศักดิ์  เชื่อว่าจะต้องเป็นลักษณะดังกล่าว  เมื่อกระสุนผ่านทะลุร่างไป  แต่ไม่ถูกหัวใจโดยตรง  เป็นเหตุทำให้ไม่ขาดใจในทันที  และต้องเจ็บปวดทรมานจนต้องมีการยิงซ้ำ  ลักษณะดังกล่าวไม่ค่อยได้พบในบุคคลทั่วไปนัก”  ข้าพเจ้าต้องขอยอมรับว่าน.ช.สุรศักดิ์นั้นดวงซวยจริงๆ

ขออภัยต่อดวงวิญญาณคุณรัศมี  นิลศรี  ที่ได้กล่าวพาดพิงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ตามคำบอกเล่าของนายสุรศักดิ์  ยิตซัง
ขอดวงวิญญาณนายสุรศักดิ์  ยิตซัง  จงหมดสิ้นบ่วงกรรม  ประสบโชคดีในภพหน้า  และขออโหสิกรรมมา ณ ที่นี้ด้วย 

 ศาลเจ้าพ่อเจตคุปย์ แห่งคุกบางขวาง