วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

18.ประยุทธ ผลพันธ์ นึกว่าได้อภัยแล้ว


                   ..(..)ประยุทธ,ยงยุทธ  ผลพันธ์  อายุ 38 ปี  หมายเลขประจำตัว 539/40  คดีฆ่าคนตายโดยเจตนา  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4), 60, 80, 90  พระราชบัญญัติอาวุธปืน  ..2490  มาตรา 7, 8 ทวิ วรรค 1, 72 วรรค 3, 72 ทวิ วรรค 2, 91  หมายเลขคดีดำที่ 937/38  หมายเลขคดีแดงที่ 189/40  ศาลจังหวัดพัทลุง  เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง  จังหวัดพัทลุง

                   วันที่ 19 ตุลาคม พ.. 2537  เวลา 14.30 .  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..เมือง  จังหวัดพัทลุง  ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายบุกยิงแพทย์  ภายในโรงพยาบาลรวมแพทย์  เลขที่ 65-67  ถนนโพธิ์สะอาด  เขตเทศบาลเมืองพัทลุง  ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน  เมื่อไปถึงพบว่าบริเวณหน้าห้องตรวจโรคมีกองเลือดแดงฉานเต็มไปหมด  ส่วนผู้บาดเจ็บจำนวน 2 รายได้ถูกนำส่งโรงพยาบาลพัทลุงแล้ว  จึงรีบตามไปตรวจสอบ  ทราบชื่อว่านายแพทย์บัญชา  ทัษหธีรวัฒน์  อายุ 27 ปี  แพทย์ประจำโรงพยาบาลรวมแพทย์  มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด 11 มิลลิเมตร  เข้าที่ศรีษะด้านขวาทะลุซ้าย 1 นัด  และนายแพทย์อนิรุธ  สาราลักษณ์  อายุ 29 ปี  แพทย์โรงพยาบาลเดียวกัน  มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนขนาดเดียวกันเข้าที่ไหล่ข้างซ้ายกระสุนฝังใน

                   ต่อมาได้ส่งตัวนายแพทย์บัญชาไปรักษาตัวที่  โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  เนื่องจากมีอาการสาหัสมากเป็นตายเท่ากัน  และเครื่องมือในการรักษาของโรงพยาบาลพัทลุงไม่เพียงพอ  ส่วนนายแพทย์อนิรุธ  แพทย์โรงพยาบาลพัทลุงสามารถผ่ากระสุนออกได้  อาการปลอดภัย  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดกำลังเฝ้าหน้าห้องไว้  ป้องกันคนร้ายกลับมายิงซ้ำ  เนื่องจากเป็นพยานสำคัญที่เห็นหน้ามือปืนได้ชัดเจน

                   จากการสอบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุ  ขณะที่นายแพทย์ทั้งสองนายรักษาคนไข้เสร็จแล้ว  ได้ออกมานั่งคุยกันที่เก้าอี้หน้าห้องตรวจโรค  ขณะเดียวกันได้มีคนร้าย 2 คน  ขับขี่รถจักรยานยนต์  ยามาฮ่า  เมท  สีแดง  ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน  มาจอดบริเวณริมกำแพงด้านหลังโรงพยาบาลรวมแพทย์  หนึ่งในคนร้ายซึ่งสวมเสื้อแจ๊คเกตสีขาว  ได้เดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้หน้าห้องตรวจโรค  ฝั่งตรงข้ามกับที่นายแพทย์ทั้งสองนั่งคุยกันอยู่  โดยทำทีเป็นคนไข้มารอการรักษา  เมื่อสบโอกาสคนร้ายได้ลุกขึ้นเดินตรงเข้าหานายแพทย์บัญชา  พร้อมกับชักอาวุธปืนออกมาจากเสื้อแจ๊กเกต  แล้วจ่อยิงที่ศรีษะนายแพทย์บัญชาทันที 1 นัด  กระสุนเข้าที่ศรีษะด้านขวาทะลุด้านซ้ายและยังมีแรงพุ่งไปถูกนายแพทย์อนิรุธที่นั่งอยู่ด้วยกัน  บาดเจ็บไปด้วยอีกคนหนึ่ง  ทำให้นายแพทย์ทั้งสองล้มฟุบลงไปกับพื้นในทันที

                   จากนั้นคนร้ายได้ยืนดูผลงานอยู่ชั่วครู่  แล้วจึงเดินอย่างใจเย็นออกไปซ้อนรถที่คนร้ายอีกคนติดเครื่องรออยู่  ขับหลบหนีออกไปจากที่เกิดเหตุทันที  เมื่อเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรวมแพทย์หายจากอาการตกตะลึงแล้ว  ได้ช่วยกันนำร่างโชกเลือดของนายแพทย์ทั้งสองนายส่งโรงพยาบาลพัทลุงในทันที  พร้อมกับแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ

                   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า  คนร้ายจะต้องวางแผนมาอย่างดี  โดยมีการมาดูลาดเลาก่อนลงมือ  และต้องเป็นมือปืนอาชีพอย่างแน่นอน  เนื่องจากมีความชำนาญในการยิงเป็นอย่างมาก  โดยใช้กระสุนเพียงนัดเดียวเท่านั้น  และลงมืออย่างใจเย็นอีกด้วย  คาดว่าคนร้ายน่าจะต้องการยิงนายแพทย์บัญชาเพียงคนเดียว  แต่บังเอิญกระสุนได้ทะลุไปถูกนายแพทย์อนิรุธบาดเจ็บไปด้วย  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งวิทยุเพื่อสกัดจับกุมคนร้าย  แต่ไม่พบแม้เงา

                   วันที่ 20 ตุลาคม พ..2537  เวลา 15.00 .  นายแพทย์บัญชาได้สิ้นใจเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว  เพราะกระสุนได้ทำลายสมอง  ซึ่งแพทย์โรงพยาบาลสงขลานครินทร์  ได้พยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว  สำหรับนายแพทย์อนิรุธได้ส่งตัวกลับมารักษาที่โรงพยาบาลรวมแพทย์  โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยคุ้มครองตลอดเวลา

                   จากการสอบสวนหาสาเหตุการสังหารนครั้งนี้  เจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งประเด็นไปที่เรื่องส่วนตัว  เนื่องจากนายแพทย์บัญชาเป็นคนอารมณ์ร้อน  เป็นเหตุให้ผู้ป่วยที่มารักษาและญาติผู้ป่วยหลายรายไม่พอใจ  อีกประเด็นคือเรื่องชิงตัวแพทย์ระหว่างโรงพยาบาลเอกชนด้วยกันเอง  ซึ่งหลังจากนายแพทย์บัญชาได้ลาออกจากโรงพยาบาลของรัฐแล้ว  อาจไปรับปากว่าจะไปทำงานให้โรงพยาบาลแห่งอื่น  แต่กลับเปลี่ยนใจมาทำงานที่โรงพยาบาลรวมแพทย์แห่งนี้  ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งแค้น  จ้างมือปืนมาสังหารก็เป็นไปได้  ส่วนเรื่องชู้สาวไม่น่าจะใช่  เนื่องจากนายแพทย์บัญชาไม่ใช่คนเจ้าชู้และไม่ค่อยยุ่งเรื่องผู้หญิง

                   ต่อมาได้มีการนำพยานที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด  มาสเกตช์ภาพคนร้ายที่เป็นมือปืนและคนขับขี่รถจักรยานยนต์  เพื่อความสะดวกในการติดตามจับกุม  พร้อมกับทำการสืบสวนหาตัวคนร้ายรายนี้อยู่ระยะเวลาหนึ่ง  ต่อมาได้สืบทราบว่ามือปืนผู้ลงมือสังหารนายแพทย์บัญชาคือ  สิบเอกประยุทธหรือยงยุทธ  ผลพันธุ์  ซึ่งรับราชการทหารอยู่ที่หน่วยทหารแห่งหนึ่งในภาคใต้  และมีชื่ออยู่ในแฟ้มมือปืนรับจ้างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอยู่  จึงมีการประสานไปยังต้นสังกัดเพื่อขอให้นำตัวมาสอบสวน  แต่สิบเอกประยุทธได้หลบหนีไปก่อน  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการออกหมายจับ  พร้อมกับออกติดตามหาตัวสิบเอกประยุทธมาตลอด

                   วันที่ 7 เมษายน พ..2538  หลังเกิดเหตุได้เกือบ 6 เดือน  เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมสิบเอกประยุทธได้พร้อมอาวุธปืนขนาด 11 มิลลิเมตร 1 กระบอก  จากการสอบสวนถึงสาเหตุและผู้เกี่ยวข้องในการสังหาร  สิบเอกประยุทธได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ยืนปะปนกับคนอื่นที่รูปร่างใกล้เคียงกัน  พร้อมกับให้พยานที่เห็นเหตุการณ์  รวมทั้งนายแพทย์อนิรุธที่ถูกยิงบาดเจ็บ  เข้าชี้ตัวคนร้ายรายนี้  ซึ่งพยานได้ชี้ตัวสิบเอกประยุทธกันทุกคน  เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่  พอที่จะส่งฟ้องเพื่อดำเนินคดีกับสิบเอกประยุทธได้  จึงส่งเรื่องให้อัยการดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดพัทลุง  

                   ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น  เชื่อว่าสิบเอกประยุทธได้กระทำผิดจริงตามฟ้อง  เนื่องจากเหตุเกิดเวลากลางวัน  พยานสามารถเห็นหน้าได้อย่างชัดเจน  รวมทั้งเป็นการกระทำที่อุกอาจ  ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง  ฆ่าได้แม้กระทั่งผู้เป็นแพทย์ซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์  โดยมีพฤติการณ์เป็นมือปืนรับจ้าง  จึงเห็นควรให้ลงโทษขั้นสูงสุด  คือประหารชีวิต  และได้ส่งตัวมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง 

                   ..ประยุทธได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลตามสิทธิ์  ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น  ..ประยุทธได้ยื่นฎีกาต่อศาลตามสิทธิ์  ผลการพิจารณาของศาลฎีกา  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์  ..ประยุทธได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์อีก  และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

                   วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ..2542  เวลา 10.20 .  หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับแจ้งว่า  จะมีการประหารชีวิตนักโทษจำนวน 3 ราย  โดยเป็นนักโทษหญิง 1 ราย  นักโทษชาย 2 ราย  จึงได้ไปจัดเตรียมสิ่งของในส่วนที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบ  แล้วจึงไปประกอบพิธีตามความเชื่อของข้าพเจ้า

                   เวลา 16.10 .  ข้าพเจ้าได้รับทราบรายชื่อนักโทษชายที่จะถูกประหารในวันนี้คือ  ..ประยุทธ  ผลพันธุ์  และน..ตะปอยโฮ  ไม่มีนามสกุล  ซึ่งข้าพเจ้ารับหน้าที่เบิกตัวน..ตะปอยโฮ  จึงไม่เห็นลักษณะอาการของน..ประยุทธแต่อย่างใด  ทราบจากพี่เลี้ยงที่รับตัวน..ประยุทธในภายหลังว่า  ..ประยุทธสามารถเก็บอาการต่างๆได้ดี  แต่ข้าพเจ้ายังคงได้ยินเสียงน..ประยุทธล่ำลาเพื่อนในห้องคุมขังเดียวกันและห้องใกล้เคียงว่า เมื่อรัฐบาลเขาไม่ให้อภัยผม  มันก็แค่ตายเท่านั้นเอง  ลาก่อนเพื่อนๆ  ขอให้ได้รับอภัยกันทุกคน 

                   ในขณะนั้นนักโทษประหารเด็ดขาดส่วนใหญ่  ต่างก็คิดว่าได้รับพระราชทานอภัยโทษลงเหลือโทษตลอดชีวิตกันทุกคนแล้ว  ซึ่งในวันนั้นมีนักโทษประหารหลายคน  ถามข้าพเจ้าเกี่ยวกับเรื่องอภัยโทษในขณะที่ข้าพเจ้าเข้าไปเบิกตัวน..ตะปอยโฮ  และต่างมีสีหน้าสลดในชะตากรรมข้างหน้าของตัวเอง  ซึ่งอาจจะเป็นรายต่อไปที่จะต้องเดินเข้าสู่หลักประหาร  ข้าพเจ้ายอมรับว่า  แม้นักโทษเหล่านั้นได้เคยกระทำผิดอย่างมหันต์  แต่เมื่อมาอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว  ข้าพเจ้ารู้สึกสงสารนักโทษเหล่านั้นเป็นอย่างมาก  ไม่มีใครที่ไม่รักตัวกลัวตาย  แต่เมื่อถึงเวลาเบิกตัวไปประหารเมื่อใด  ต่างยอมรับชะตากรรมนั้นแต่โดยดี  ใครก็ตามที่คิดจะกระทำผิดในประเภทต่างๆ  ถ้าหากได้มีโอกาสมาเห็นสภาพนักโทษที่รู้ตัวว่ากำลังจะต้องไปตาย  เนื่องจากความผิดที่ตัวเองได้กระทำไป  ข้าพเจ้าเชื่อว่าขุนโจรที่ว่าร้ายๆ  มือปืนที่ว่าโหดเหี้ยม  จะต้องคิดกลับตัวกลับใจเลิกกระทำผิดเป็นแน่

                   เมื่อนำตัวนักโทษทั้งคู่มาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯ  ได้ให้น..ประยุทธนั่งที่เก้าอี้ตัวกลาง  ซึ่งได้จัดที่นั่งไว้ 3 ที่  และรอเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเทียนประวัติอาชญากรที่ยังมาไม่ถึง  ..ประยุทธได้ถามพี่เลี้ยงที่ดูแลตัวเองอยู่ว่า หัวหน้าครับ  เบิกตัวพวกผมมาประหารแค่ 2 คน  แต่ทำไมถึงจัดโต๊ะเก้าอี้ไว้ตั้ง 3 ชุด  หรือว่าจะเข้าไปเบิกตัวมาเพิ่มอีก  พี่เลี้ยงนายนั้นพูดว่า ไม่ได้เบิกเพิ่มหรอก  แต่วันนี้มีรายการพิเศษหน่อย  เดียวยุทธจะเห็นสาวๆมาเยือน  ประตูเรือนจำตรงหอเจ็ดชั้นได้เปิดขึ้นมาพอดี  เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หญิงได้พาน..สมัยเดินเข้ามา  ..ตะปอยโฮได้ถามข้าพเจ้า หัวหน้าครับวันนี้มีการประหารผู้หญิงด้วยหรือครับ  ..ประยุทธได้หันมาพูดกับน..ตะปอยโฮ ปอยเว้ย  พวกเราโชคดีที่สุดแล้วที่มีผู้หญิงไปเป็นเพื่อน 

                   เมื่อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หญิงนำตัวน..สมัยเข้ามาในหมวดผู้ช่วยเหลือฯแล้ว  ข้าพเจ้าได้บอกให้นั่งที่เก้าอี้ตัวแรกซึ่งติดกับน..ประยุทธ  ขณะนั้นน..สมัยมีอาการตื่นตกใจอย่างมาก  เนื่องจากเพิ่งรู้ตัวว่าจะถูกประหารชีวิต  พร้อมกับร้องไห้โฮออกมา  ..ประยุทธได้หันไปพูดปลอบใจ อย่าร้องไห้ไปเลยครับ  พวกผม 2 คนก็กำลังจะถูกประหารเหมือนกัน  พวกเราทำความผิดไว้  ผลกรรมต้องตามมาเป็นเรื่องธรรมดา  ขอโทษนะครับคุณโดนคดีอะไรมาครับ  ..สมัยได้สะอื้นฮักแล้วตอบว่า  ผงขาวค่ะ  แต่ฉันไม่รู้ตัวจริงๆว่าเขาจะพาฉันมาประหาร  ฮือๆๆๆ  ..ประยุทธพูดขึ้นมาอีก คดียาเสพติดเดี๋ยวนี้ก็ประหารด้วยหรือ  ไม่เป็นไรเดี๋ยวตายไปแล้ว  พวกเราเป็นเพื่อนไปกัน 3 คน  จะได้ไม่เหงา  

                   พอดีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรมาถึง  โดยนำเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงมาด้วย  และได้ให้ทำการพิมพ์ลายนิ้วมือน..สมัย  ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจชายเข้ามาพิมพ์ลายนิ้วมือน..ประยุทธ  สารวัตรโกมลได้ถามน..ประยุทธ คุณประยุทธ  ผมถามจริงเถอะนะ  คุณใช่มือปืนรับจ้างหรือเปล่า  ..ประยุทธตอบมาอย่างฉะฉาน ใช่ครับผมคือมือปืนรับจ้าง  ผมฆ่าคนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ศพ  รับงานตั้งแต่ไม่กี่หมื่นบาท  สูงสุดก็หลายแสนบาท  อาชีพทหารของผม  ลำพังเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง  ไม่พอที่จะเลี้ยงดูลูกเมียได้หรอก  แต่ผมเดินผิดทางเอง  หาอาชีพเสริมเป็นมือปืนรับจ้าง  พี่เลี้ยงอีกนายได้พูดขึ้น แล้วยุทธทำไมไม่รับสารภาพไป  ศาลจะได้ลดโทษให้ 

                   ..ประยุทธหัวเราะหึๆแล้วพูดว่า กฎหมายเมืองไทยอยู่ที่พยานหลักฐาน  ใครสร้างพยานเก่งกว่าก็ชนะ  ผมไม่เชื่อหรอกว่าพยานที่ชี้ตัวผมจะจำได้จริง  หัวหน้าลองคิดดูเถอะครับ  ถ้าเป็นตัวหัวหน้าอยู่ในเหตุการณ์  อยู่ๆมีคนถือปืนเข้ามายิงคนที่อยู่ใกล้ตัว  หัวหน้าคิดว่าจะนั่งจ้องหน้าคนยิงเพื่อจำหน้าไว้ไหม  เท่าที่ผมผ่านมา  ไม่เคยเห็นใครจะกล้าถึงขนาดนั้น  พอเสียงปืนดังตูมขึ้น  มีแต่วิ่งหนีเอาตัวรอดหรือไม่ก็มุดหัวลงใต้โต๊ะกันหมด  แล้วใครจะเอาเวลาที่ไหนมาจำหน้ามือปืนได้  เมื่อยิงเสร็จแล้วคงไม่มีมือปืนคนไหน  ยืนเป็นนายแบบให้พยานจำหน้าได้หรอก 

                   ถ้าตำรวจสืบจนรู้ว่าใครเป็นมือปืนรับจ้างที่ก่อเหตุในคดีนั้น  ก็จะเอารูปภาพของมือปืนที่มีอยู่หรือหามาได้  ให้พยานเหล่านั้นดูจนจำได้ติดตา  เมื่อให้มาชี้ตัวผู้ต้องหา  ใครบ้างเล่าครับที่จะชี้ตัวผิด  แต่เป็นเรื่องธรรมดาครับ  ในเมื่อตำรวจเขารู้ว่าเราเป็นคนทำ  ก็ต้องหาทางเอาผิดเราให้ได้  ถ้าเรามีฝีมือหาพยานมาหักล้างได้ก็รอด  ในเรือนจำนี้หัวหน้าคงเคยเห็นมาหลายคนแล้ว  เมื่อถูกจับจะปฏิเสธและสู้คดีมาตลอด  ศาลชั้นต้นกับอุทธรณ์ตัดสินให้ติดคุก  พอมาถึงฎีกาได้ยกฟ้องให้  วันที่ได้รับการปล่อยตัวหัวหน้าเห็นไหม  บางคนพอถามว่าได้ทำจริงหรือเปล่า  คำตอบคือทำจริงแต่หลักฐานอ่อน  ส่วนคนที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรเลย  แต่สู้พยานหลักฐานที่สร้างขึ้นมาไม่ได้  ต้องติดคุกฟรีกันตั้งหลายคน  ผมสู้คดีมาถึง 3 ศาล  แต่สู้พยานหลักฐานทางฝ่ายเขาไม่ได้  ก็ต้องแพ้เขาตามระเบียบ  มันเหมือนการพนันครับ  เดิมพันอาจจะสูงหน่อย  ชนะก็รอดแพ้ก็ตาย  ผมทำใจได้เพราะผมทำจริง                

                   วันนี้ตอนบ่ายลูกสาวผมเพิ่งมาเยี่ยม  ผมบอกลูกสาวไปว่าผมได้รับอภัยโทษแล้ว  เพราะอีกแค่ไม่กี่วันอภัยก็จะประกาศออกมาแล้ว  เห็นลูกดีใจผมก็พลอยปลื้มใจไปด้วย  พอตกเย็นผมถูกเบิกตัวมาประหาร  ลูกสาวผมคงยังกลับไปไม่ถึงบ้าน  และคงไม่คิดว่าพ่อจะต้องมาตายหลังจากได้เห็นหน้ากันหลัดๆ  จริงๆนะหัวหน้า  ผมนึกว่าผมได้อภัยแล้ว

                   หลังจากพิมพ์ลายนิ้วมือน..ประยุทธเสร็จ  จึงไปทำการพิมพ์ลายนิ้วมือน..ตะปอยโฮเป็นรายสุดท้าย  เสร็จแล้วเวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งยกฎีกา  จากสำนักนายกรัฐมนตรี  และให้ทุกคนเซ็นทราบในคำสั่งนั้น  แล้วให้ทำพินัยกรรมพร้อมกับเขียนจดหมายถึงญาติ  เสร็จแล้วได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษประหารทั้ง 3 คน  ซึ่งมีแกงเขียวหวานไก่  ข้าวเปล่า  ขนมมันแกงบวช  ส้มเขียวหวาน  น้ำเปล่า  แต่ไม่มีผู้ใดแตะต้องอาหารแต่อย่างใด  เพียงแต่หยิบน้ำขึ้นดื่มกันเท่านั้น  แล้วจึงนำทั้งหมดไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์

                   เสร็จแล้วได้ให้น..ประยุทธและน..ตะปอยโฮนั่งรอที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ  ข้าพเจ้าได้นำน..สมัยไปทำการประหารก่อน  เสร็จแล้วได้แจ้งให้พี่เลี้ยงนำนักโทษทั้งสองไปส่งที่ศาลาเย็นใจ  แต่น..ตะปอยโฮไม่ยอมเดินมาที่ห้องประหาร  ข้าพเจ้าจึงต้องเป็นผู้ไปรับตัว  โดยให้น..ประยุทธนั่งรออยู่ที่ศาลาเย็นใจ 

                   เมื่อข้าพเจ้านำน..ตะปอยโฮมาถึง  ได้หยิบดอกไม้ธูปเทียนส่งให้นักโทษทั้งสอง  โดยพี่เลี้ยงอีก 2 นายทำการผูกตา  เสร็จแล้วจึงนำนักโทษทั้งสองเข้าไปภายในห้องประหาร  โดยนำน..ประยุทธเข้าประหารที่หลักที่หนึ่ง  ..ตะปอยโฮที่หลักที่สอง  ทำการผูกมัดทีละราย  ตั้งเป้าตาวัว  เอาทรายแห้งโรยรอบหลัก  พร้อมกับได้ขออโหสิกรรมต่อนักโทษประหารทั้งสอง  แล้วแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

                   พลเล็งปืนได้เข้ามาบรรจุกระสุนและตั้งศูนย์ปืนทั้ง 2 กระบอก  เพชฌฆาตมือหนึ่งและสองเข้ามาทำการตรวจสอบอีกครั้ง  เมื่อพร้อมแล้วได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ  เป็นจังหวะเดียวกับที่น..ประยุทธได้ตะโกนพูดกับน..ตะปอยโฮ ปอยโว้ย  ผู้หญิงได้ไปรอเราอยู่แล้ว  เราตาม…” “ปัง  ปังๆๆๆๆๆ  เสียงปืนได้ดังขึ้นมาก่อนที่จะพูดจบ  ใช้กระสุนสำหรับน..ประยุทธ 9 นัด  โดยเพชฌฆาตมือหนึ่งเป็นผู้ทำการประหาร  หลังเสียงปืนสงบ  ข้าพเจ้าได้ยินเสียงครวญครางดังแผ่วๆมาจากหลักประหาร    

                   เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปตรวจดูพร้อมแพทย์  ปรากฏว่าน..ประยุทธยังไม่สิ้นใจ  สามารถสะบัดหัวไปมาหน้าตาบิดเบี้ยว  มีเสียงครางออกมาเล็กน้อย  จึงได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ  เพชฌฆาตมือหนึ่งได้เข้าทำหน้าที่อีกครั้ง  ธงแดงได้สะบัดลง ปังๆๆ  เสียงปืนดังขึ้นอีก 3 นัด  รวมกระสุนที่ใช้ในการประหารน..ประยุทธทั้งสิ้น 12 นัด  เมื่อเข้าไปตรวจดูอีกครั้ง  ..ประยุทธได้สิ้นใจไปแล้ว  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างนักโทษทั้งสองลงจากหลัก  จับให้นอนคว่ำหน้าไว้หน้าหลักประหาร  พร้อมกับไปนำร่างของน..สมัยภายในห้องเล็ก  ออกมานอนเรียงที่หน้าหลักเพื่อความสะดวกในการพิมพ์ลายนิ้วมือของเจ้าหน้าที่ต่อไป

                   ขออโหสิกรรมต่อสิบเอกประยุทธ  ผลพันธุ์  ซึ่งข้าพเจ้าได้กระทำตามหน้าที่


                   ขอให้ดวงวิญญาณทั้งหลายที่เสียชีวิตโดยสิบเอกประยุทธ  จงหมดสิ้นเวรกรรมซึ่งกันและกันด้วย

                   และขออภัยต่อญาติพี่น้องของบุคคลที่ข้าพเจ้าได้กล่าวอ้างถึง  เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อเรื่องนี้               







เก้าอี้ตัวนี้ สำหรับให้นักโทษนั่งพนมมือไหว้ไปทางวัดบางแพรกใต้ ก่อนจะใช้ผ้าผูกตา