วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

31.สุรกิจ ลิ้มเจริญวงศ์ สารวัตรครับช่วยผมด้วย



              
            
            น..สุรกิจ  ลิ้มเจริญวงศ์  อายุ 56 ปี  หมายเลขประจำตัว 2/44  คดีร่วมกันปล้นทรัพย์  ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  กักขังหน่วงเหนี่ยว  ทำลายศพ  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 199, 289(4) (7), 310 วรรคแรก, 340 วรรคสอง, 91  หมายเลขคดีดำที่ 821/36, 1078/38  หมายเลขคดีแดงที่ 3073/43, 3074/43  ศาลจังหวัดสีคิ้ว  เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรตำบลหมูสี  อำเภอปากช่อง  จังหวัดนครราชสีมา

              วันที่ 15 มีนาคม พ..2536  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..หมูสีได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5  ตำบลหมูสี  อำเภอปากช่อง  ว่าลูกบ้านของตนไปพบศพผู้หญิงถูกฆ่าแล้วเผา  ที่บริเวณเชิงเขาทางเข้าหมู่บ้านมอไม้แก่น  ตำบลหมูสี  จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

              เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจพบศพผู้หญิงนอนเสียชีวิตภายในป่าละเมาะ  มีรอยถูกเผาจนร่างดำเกรียม  และยังพบบาดแผลถูกยิงเข้าที่ด้านหลังจำนวน 2 นัดอีกด้วย  จากการตรวจสอบรอบบริเวณที่เกิดเหตุ  พบเศษกระดาษซึ่งมีหมายเลขโทรศัพท์จดไว้ถูกขยำทิ้งอยู่ 1 แผ่น  และมีข้อความเขียนไว้ว่า ตุ๊ยักษ์กระเทยคลองเตย  ซองปืน 1 ซอง  ปลอกกระสุนขนาด 11 มิลลิเมตร 1 ปลอก  ฝาแกลลอนน้ำมัน 1 ฝา

              เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตามหาจนพบตัวนายตุ๊  จึงนำตัวมาทำการสอบปากคำเพื่อหาเบาะแสคนตาย  ซึ่งนายตุ๊ให้การว่า  คนตายน่าจะเป็นนางดาวหรือหยาดรุ้ง  คะโค  เนื่องจากได้หายตัวไปหลายวันแล้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ไปตรวจสอบที่บ้านของนางดาว  พร้อมกับนำภาพถ่ายศพให้มารดานางดาวดู  ซึ่งได้รับการยืนยันว่าผู้ตายมีส่วนคล้ายกับนางดาวมาก  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำมารดานางดาวและฟันปลอมของนางดาวไปที่สถาบันนิติเวชวิทยา  เมื่อทดลองนำฟันปลอมของนางดาวเข้าสวม  ปรากฏว่าสามารถเข้ากันได้พอดี  และมารดานางดาวได้ยืนยันอีกว่าใช่ศพนางดาวลูกสาวที่หายไป  เมื่อให้ดูเศษเสื้อผ้าที่เหลือจากไหม้ไฟ  ก็ได้รับการยืนยันอีกว่าเป็นของนางดาวเช่นกัน

              วันที่ 20 มีนาคม พ..2536  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..หมูสีได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า  พบศพผู้ชายถูกยิงและเผาอยู่ในป่า  ห่างจากจุดที่พบศพนางดาวประมาณ 1 กิโลเมตร  จึงรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ  พบว่าคนตายเป็นผู้ชายถูกฆ่าและเผาในลักษณะเช่นเดียวกับนางดาว  คาดว่าคนตายทั้งสองน่าจะมีความเกี่ยวพันต่อกันอย่างแน่นอน

              เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า  น่าจะเป็นศพนายชาญณรงค์หรือเบิร์ด  พิงพิทยากุล  ซึ่งได้หายตัวไปพร้อมกับนางดาว  จึงให้บิดาและพี่ชายนายเบิร์ดมาดูศพ  ปรากฏว่าทั้งสองคนได้ยืนยันว่าใช่ศพนายเบิร์ดที่หายตัวไป  รวมทั้งเศษเสื้อผ้าที่เหลือจากถูกเผา  ก็ใช่เสื้อผ้าของนายเบิร์ดอย่างแน่นอน

              จากการสืบสวนหาตัวคนร้ายทราบว่า  เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ..2536  นางดาวได้รับโทรศัพท์และได้จดหมายเลขโทรศัพท์ทิ้งไว้ที่บ้าน  แล้วออกจากบ้านไปเมื่อประมาณ 09.00 .  ทรัพย์สินที่ติดตัวไปมีเงินสด  200,000 บาท  นาฬิกาข้อมือ 1 เรือน  สร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น  โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง  หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง  นางดาวได้โทรศัพท์กลับมาหามารดาให้นำหนังสือเดินทางและสมุดธนาคารของนางดาว  มอบให้กับชาย 2 คนที่มารอรับอยู่ที่หน้าบ้านพัก  เวลาประมาณ 23.00 .  นางดาวได้โทรศัพท์มาหามารดาอีกครั้งโดยบอกว่าขณะนี้อยู่ที่จังหวัดชลบุรี

              วันที่ 14 มีนาคม พ..2536  เวลาประมาณ 15.00 .  นางดาวได้โทรศัพท์มาหามารดาอีกครั้ง  โดยให้นำเงินสดจำนวน 300,000 บาท  มอบให้ชายคนหนึ่งซึ่งรอรับเงินอยู่ที่หน้าบ้านพัก  หลังจากนั้นไม่ได้รับการติดต่อจากนางดาวอีกเลย  จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตามไปดูศพผู้หญิงถูกฆ่า  จึงได้รู้ว่านางดาวได้เสียชีวิตไปแล้ว

              จากการสืบสวนทราบว่า  นางดาวได้ร่วมธุรกิจนอกกฎหมายกับนายสุรกิจ  ลิ้มเจริญวงศ์และนายธวัชชัย  อภิธนารักษ์  หรือที่รู้จักกันในนามเล็ก  ลำตะคอง  ซึ่งมีชาวต่างชาติร่วมขบวนการอยู่ด้วย  ทำการส่งผู้หญิงไทยไปขายบริการที่ประเทศญี่ปุ่น  รวมทั้งนำเครื่องเพชรทองไปขายที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย  เมื่อได้เงินมาแล้วนางดาวกลับไม่ยอมนำมาแบ่งพรรคพวก  จนเป็นหนี้พรรคพวกประมาณ 3,000,000 บาท  เมื่อมีการติดตามทวงถาม  นางดาวบอกกับคนทั้งหมดว่า  เงินอยู่กับนางแมวหรือไพริน  ไม่ทราบนามสกุล  ซึ่งถูกจำคุกอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น

              เมื่อนายเล็กเดินทางไปสอบถามนางแมวที่ประเทศญี่ปุ่น  ปรากฏว่าเงินไม่ได้อยู่กับนางแมวแต่อย่างใด  และนายเล็กยังถูกแก๊งยากูซ่าทำร้ายร่างกายอีกด้วย  ซึ่งเชื่อกันว่านางดาวเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง  เมื่อกลับมาถึงประเทศไทยได้ไปทวงถามเงินจากนางดาวอีก  แต่ได้รับการปฏิเสธไม่ยอมจ่ายให้  นายเล็ก  นายสุรกิจ  และนายจ๋ายซึ่งเป็นชาวต่างชาติ  ได้ร่วมกันวางแผนจับนางดาวมาเพื่อบังคับให้ชำระหนี้

               วันที่ 13 มีนาคม พ..2536  นายเล็กได้โทรศัพท์ไปหานางดาวโดยหลอกว่าตนชื่อประกอบ  มีผู้หญิงจะส่งไปขายบริการที่ประเทศญี่ปุ่น  ขอให้นางดาวไปพบที่สำนักงานซึ่งตั้งอยู่ในซอยโชคชัยร่วมมิตร  นางดาวหลงเชื่อจึงชวนนายเบิร์ดไปตามนัด  เมื่อไปถึงแล้วได้มีการทวงถามเงินจากนางดาว  นางดาวจึงตกลงจะใช้ให้ 1,000,000 บาท  แต่ทั้งหมดไม่ยอม  ต้องการให้นางดาวใช้ให้จำนวน 1,500,000 บาทก่อน  จากนั้นนายเล็กได้ไปขอยืมรถจากพี่ชาย  โดยให้นายสุรกิจและพรรคพวกเฝ้านางดาวกับนายเบิร์ดไว้ 

              ต่อมานางดาวได้บอกว่ามีเงินฝากอยู่ในธนาคาร  จึงได้ร่วมกันบังคับให้นางดาวโทรศัพท์ไปหามารดาเพื่อให้นำสมุดเงินฝากมามอบให้ทีหน้าบ้าน  จากนั้นได้นำตัวนางดาวไปถอนเงินที่ธนาคารจำนวน 1,000,000 บาท  โดยจับตัวนายเบิร์ดไว้เป็นตัวประกัน  หลังจากนั้นได้ให้นางดาวโทรศัพท์ไปหามารดาอีกครั้งเพื่อให้นำเงินอีก 300,000 บาท  มอบให้กับคนที่ไปรอรับเงินหน้าบ้าน 

              หลังจากได้เงินมาแล้วทั้งหมดได้ปรึกษากันว่า  จะต้องนำตัวนางดาวและนายเบิร์ดไปฆ่าทิ้งแล้วเผาเพื่อไม่ให้มีใครรู้  จึงนำตัวทั้งคู่ขึ้นรถขับพาไปที่ไร่ของพรรคพวกนายเล็กในจังหวัดนครราชสีมา  โดยเดินทางไปถึงเมื่อเวลาประมาณ 23.00 .  และได้ให้นางดาวเข้าไปอยู่ในกระท่อมหลังหนึ่งโดยให้คนคอยเฝ้าไว้  แล้วนายเล็ก  นายสุรกิจและพรรคพวกอีก 2 คน  นำตัวนายเบิร์ดซึ่งหลับหมดสติอยู่ขึ้นรถ  ขับพาไปตามถนนธนะรัชต์มุ่งสู่เขาใหญ่  แล้วเลี้ยวเข้าถนนบ้านมอไม้แก่นไปประมาณ 4 กิโลเมตร  จึงนำนายเบิร์ดลงจากรถช่วยกันพยุงเดินเข้าไปในป่าอีกประมาณ 4 กิโลเมตร  โดยได้นำแกลลอนน้ำมันเข้าไปด้วย  จากนั้นได้จับให้นายเบิร์ดนอนคว่ำลงกับพื้น  นายสุรกิจจึงได้ส่งปืนที่พกมาให้นายเล็ก  จ่อยิงไปที่หลังนายเบิร์ด 2 นัด  แล้วนำน้ำมันที่เตรียมมาราดลงไปบนร่างของนายเบิร์ดแล้วจุดไฟเผา  เสร็จแล้วทั้งหมดจึงย้อนกลับมาที่กระท่อม

              วันที่ 14 มีนาคม พ..2536  เวลาประมาณ 16.00 .  ได้ย้ายที่ขังนางดาวไปไว้ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง  โดยนายเล็กได้ให้พรรคพวกไปซื้อน้ำมันเบนซินมาเตรียมไว้ 1 แกลลอน  เวลาประมาณ 21.00 .  นายเล็ก  นายสุรกิจและพรรคพวกนำตัวนางดาวขึ้นรถ  ขับไปตามถนนธนะรัชต์ใกล้กับจุดที่ฆ่านายเบิร์ด  จากนั้นนายสุรกิจนำนางดาวไปนั่งคุยที่ข้างทาง  เมื่อนายสุรกิจลุกออกมา  นายเล็กได้ใช้ปืนกระบอกเดิมยิงใส่เข้าหลังนางดาวจำนวน 2 นัด  แล้วใช้น้ำมันราดและจุดไฟเผา  เสร็จแล้วได้กลับมาแบ่งเงินกันและได้แยกย้ายกันหลบหนี  จนกระทั่งมีผู้ไปพบศพคนทั้งสองเข้า

              วันที่ 13 กรกฎาคม พ..2537  หลังเกิดเหตุปีกว่า  เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวนายสุรกิจ  นายเล็กและพรรคพวกได้ทั้งสิ้น 4 คน  ผลการสอบสวนทุกคนให้การปฏิเสธ  ต่อมานายเล็กได้ประกันตัวออกไปเพื่อสู้คดี  ภายหลังนายเล็กได้ไปยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  จึงถูกวิสามัญฆาตกรรมไป  ส่วนนายสุรกิจและพรรคพวกที่เหลืออยู่  ได้ถูกส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดสีคิ้วเพื่อดำเนินคดีตามความผิด

              ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น  ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนายสุรกิจ  ส่วนพรรคพวกของนายสุรกิจอีก 2 คน  ศาลได้ตัดสินให้ยกฟ้องปล่อยตัวไป  ..สุรกิจไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล  แต่เนื่องจากมีกำหนดโทษสูงสุด  ศาลจังหวัดสีคิ้วจึงได้ส่งเรื่องมาให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอีกครั้ง  และได้ส่งตัวข..สุรกิจมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง  ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น  ..สุรกิจได้สละสิทธิ์การยื่นฎีกาต่อศาล  แต่ได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์  และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1      

              วันพุธที่ 24 เมษายน พ..2545  หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับว่า  ในวันนี้จะมีการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดจำนวน 5 ราย  ข้าพเจ้าจึงไปจัดเตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้  ทำการสวดมนต์ไหว้พระ  บูชาท้าวเวชสุวรรณ  พร้อมทั้งทำจิตใจให้สงบ  รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษมาดำเนินการตามขั้นตอนการประหารชีวิตต่อไป

              เวลา 16.15 .ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงทั้งหมด  เข้าไปเบิกตัวนักโทษทั้งหมดที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1  เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตึกขังไขกุญแจเปิดประตูตึก  ข้าพเจ้าได้แยกไปเบิกตัวน..ถวิล  หมั่นสาร  จึงไม่เห็นอาการของน..สุรกิจแต่อย่างใด  แต่ได้ยินเสียงร้องไห้โฮออกมาจากห้องขังนั้น  พร้อมกับมีเสียงดังออกมาว่า อย่าฆ่าผมเลยครับ  สงสารผมด้วยเถอะครับ  ฮือๆ

              เมื่อนำตัวทั้งหมดเข้ามาที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ  ..สุรกิจยังคงร้องไห้เสียงดังพร้อมกับหันหน้าไปขอร้องเจ้าหน้าที่ทุกนายที่อยู่ตรงนั้น ช่วยผมด้วยครับ  อย่าฆ่าผมเลย  ฮือๆ  ผมกลัวแล้ว  กลัวเหลือเกิน  โอยคุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วยเถอะ  ฮือๆๆ  พิจารณาใหม่เถอะครับ  ใครก็ได้ช่วยผมที  ผมจะไม่ลืมพระคุณเลยครับ  ฮือๆๆๆ  ..ถวิลหันมาบอกน..สุรกิจ เลิกร้องไห้ได้แล้ว  ลูกผู้ชายกล้าทำต้องกล้ารับผิด  ร้องไห้ไปทำไม  อายเขาเปล่าๆ  มายิ้มสู้ความจริงกันดีกว่า  แต่น..สุรกิจไม่สนใจยังคงส่งเสียงร้องไห้ต่อไป

              เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรมาถึง  ..สุรกิจได้ขอร้องสารวัตรโกมลทันที สารวัตรครับช่วยผมด้วย  ฮือๆ  อย่าให้เขาฆ่าผมเลยนะครับ  ลูกผมยังเล็ก  ฮือๆ  ผมไม่ได้เป็นคนฆ่า  ไอ้เล็กมันเป็นคนฆ่า  ได้โปรดเถิดครับสารวัตร  ให้เขาพิจารณาใหม่  ฮือๆ  ผมไม่ได้เป็นคนฆ่าจริงๆครับ  ผมอยู่ในเหตุการณ์เท่านั้น  ฮือๆ 

              ข้าพเจ้าได้ยินดังนั้นจึงถามไป สุรกิจอยู่ในเหตุการณ์แล้วรู้ไหมว่าเขาจะฆ่ากัน  ..สุรกิจตอบว่า รู้ครับแต่ผมไม่ได้เป็นคนลงมือ  ผมไม่ได้ฆ่าใครทั้งนั้น  จะมาประหารผมไม่ได้นะครับ  ไอ้เล็กมันก็ตายไปแล้วโดนตำรวจวิสามัญ  ผมแค่ยืนดูเท่านั้น  ฮือๆ  ในเมื่อผมไม่ได้เป็นคนลงมือฆ่า  ให้ผมติดคุกตลอดชีวิตก็พอแล้ว  จะมาทำกับผมอย่างนี้ไม่ได้  ได้โปรดเถิดครับ  ฮือๆๆ

              ข้าพเจ้าพูดไปว่า ถึงสุรกิจจะไม่ได้เป็นคนฆ่า  แต่ว่าร่วมรู้เห็นเป็นใจให้เขาฆ่ากัน  โทษที่ได้รับก็ต้องเท่ากับคนฆ่า  แล้วสุรกิจไปร่วมรู้เห็นการฆ่ากับเขาได้ยังไง  ทำไมไม่ห้ามเขาเวลาที่เขาจะฆ่ากัน  ถ้าสุรกิจได้ห้ามเขาแล้วแต่เขาไม่เชื่อ  เมื่อถูกจับได้ยังสามารถบอกตำรวจได้ว่า  ได้พยายามช่วยชีวิตคนตายแล้วแต่ไม่สำเร็จ  โทษที่ได้รับคงไม่หนักขนาดนี้

              ..สุรกิจบอกว่า ผู้หญิงที่ตายมันเบี้ยวเงินค่าตัวผู้หญิงของผมกับไอ้เล็กก่อน  ฮือๆ  ทวงถามเท่าไรก็ไม่ยอมคืนให้  ผมเลยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับไอ้เล็ก  มันก็เสนอให้จับตัวมารีดเงิน  ฮือๆ  เมื่อหลอกเอาตัวมาได้แล้ว  กลับพาผู้ชายมาด้วยอีกหนึ่งคน  เลยต้องจับตัวไว้ทั้งคู่แล้วบังคับเอาเงินมาได้ก้อนหนึ่ง  เมื่อได้เงินมาแล้วไอ้เล็กมันว่าจะปล่อยทั้งคู่ไว้ไม่ได้  ฮือๆ  จึงเอาตัวทั้งคู่ไปฆ่าแล้วเอาศพไปเผาทิ้งที่เขาใหญ่  ฮือๆๆ   ผมไม่นึกว่าโทษจะถึงขั้นนี้  ได้โปรดเถอะครับ  ช่วยขอให้เขาพิจารณาใหม่  ฮือๆ  นึกว่าเห็นแก่ลูกนกลูกกาเถอะครับ  อย่าเพิ่งประหารผมเลย  ฮือๆๆๆ

              สารวัตรโกมลพูดว่า อย่างนี้เท่ากับเป็นผู้ร่วมให้เกิดการฆ่ากัน  เพราะคุณสุรกิจร่วมรู้เห็นด้วยตั้งแต่ต้น  ไม่มีใครช่วยได้หรอกครับ  ศาลตัดสินตามพยานหลักฐาน  เมื่อเป็นผู้ร่วมในเหตุการณ์โทษก็ต้องถึงขั้นประหารผมเสียใจด้วย

              ..สุรกิจ แต่ผมสำนึกผิดแล้ว  ฮือๆ  ให้โอกาสผมเถอะครับสารวัตรช่วยผมด้วย  ผมจะไม่ลืมบุญคุณเลยครับ  ฮือๆ  ลูกผมยังเล็กถ้าผมตายไปใครจะดูแลได้  ต่อไปผมจะทำแต่ความดี  ได้โปรดเถอะครับ  ฮือๆ  มีใครในที่นี้ช่วยผมได้ไหมครับ  เจ้าพ่อเจ้าแม่คุณพระคุณเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยลูกด้วยเถิดลูกกลัวเหลือเกิน ฮือๆ  อย่าทำผมเลยครับผมขอกราบละครับ  ใครก็ได้ช่วยผมทีผมยังไม่อยากตาย  ฮือๆๆ

              เมื่อพิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ  เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้ทั้งหมดฟัง  เมื่อมาถึงน..สุรกิจ  ได้ยกมือไหว้ขอร้องต่อเวรผู้ใหญ่อีก ท่านครับระงับการประหารก่อนเถิดครับ  ผมได้ได้เป็นคนฆ่า  สงสารผมเถอะครับ  ฮือๆ  ผมกลัวเหลือเกิน  ผมเข็ดแล้วจะไม่ทำผิดอีกแล้ว  ได้โปรดเถิดครับท่าน  ผมจะยอมเป็นขี้ข้ารับใช้ท่านตลอดไป  ช่วยชีวิตผมไว้เถิดครับ  ช่วยชีวิตคนได้บุญมากกว่าอะไรทั้งนั้น  ฮือๆๆๆ 

              เวรผู้ใหญ่อ่านคำสั่งฯจนเสร็จแล้วให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น  ในครั้งแรกน..สุรกิจจะไม่ยอมเซ็นทราบคำสั่ง  พี่เลี้ยงที่ดูแลอยู่จึงพูดขึ้นว่า ผมรู้ว่าสุรกิจกลัวตาย  แต่จะแก้ไขอะไรได้  ในเมื่อคำสั่งฯมีมาแล้ว  ถ้าไม่ทำตามคำสั่งพวกผมก็ต้องมีความผิด  ถึงสุรกิจจะไม่ยอมเซ็นทราบ  ยังไงก็ต้องประหารอยู่ดี  เป็นไปไม่ได้หรอกที่ใครในที่นี้จะมีอำนาจระงับคำสั่งได้  นอกจากนายกฯเท่านั้น  ในเมื่อไม่มีใครช่วยได้  แล้วสุรกิจจะร่ำร้องไปทำไมให้เหนื่อยเปล่า  สู้เก็บแรงทำใจให้สงบยอมรับชะตากรรมจะดีกว่า  สุรกิจเห็นไหม  คนอื่นที่เขาจะต้องถูกประหารเหมือนสุรกิจ  ไม่เห็นมีใครร่ำร้องเลย  เพราะอะไรรู้ไหม  ผมบอกให้ก็ได้  เพราะว่าทุกคนรู้ดีว่าถึงร่ำร้องไปก็ไม่มีใครช่วยได้  สุรกิจก็เป็นลูกผู้ชาย  น่าจะยอมรับความจริงบ้างนะ  ..สุรกิจจึงยอมเซ็นทราบในคำสั่งฯนั้น

              จากนั้นได้ให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมาย  ซึ่งน..สุรกิจได้เขียนสั่งเสียเรื่องลูก  และนั่งร้องไห้ตลอดเวลา  เสร็จแล้วพี่เลี้ยงได้ช่วยกันยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้นักโทษทั้งหมดกิน  แต่ไม่มีผู้ใดแตะต้องอาหาร  ..สุรกิจพูดว่า ตกลงผมจะต้องตายแน่ใช่ไหม  ฮือๆ  ใครจะไปกินลงเก็บไปเถอะ  ฮือๆ  ชีวิตผมทำไมสั้นอย่างนี้  ไม่น่าเลยไม่น่าทำผิด  ทำไมถึงไม่ให้โอกาสแก้ตัวกันบ้าง  โอยผมกลัว  กลัวเหลือเกิน  ฮือๆ

              เมื่อนำตัวไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์  พระรูปนั้นเห็นน..สุรกิจยังสะอื้นอยู่  จึงได้เทศนาธรรมเกี่ยวกับการปลงตก  และการทำจิตใจให้สงบ  ซึ่งน..สุรกิจยอมรับฟัง  แต่ยังคงพูดว่า ผมยังไม่อยากตาย  พระรูปนั้นจึงสอนว่า ไม่มีใครอยากตายทั้งนั้น  แต่ขอให้โยมคิดไว้ว่าเป็นกรรมเก่าของโยมเอง  แล้วปลงเสียให้ตก  ทำใจให้ชนะความกลัวให้ได้  แล้วโยมจะไปสู่ภพภูมิที่ดีเอง  ..สุรกิจ ครับผมจะพยายามทำใจ

              หลังเสร็จพิธีทางศาสนา  ข้าพเจ้านำตัวน..ถวิลไปทำการประหารก่อนเป็นรายแรก  แล้วรอรับตัวน..สุรกิจและน..จายอยู่ที่ศาลาเย็นใจ  ซึ่งจะทำการประหารเป็นชุดที่สอง  เมื่อพี่เลี้ยงที่มาเสริมกำลังนำตัวนักโทษทั้งคู่มาถึง  ข้าพเจ้าได้ให้นั่งที่เก้าอี้พร้อมกับส่งดอกไม้ธูปเทียนให้  ..สุรกิจหันมาพูดกับข้าพเจ้า ระงับการประหารเถิดครับหัวหน้า  ผมกลัวเหลือเกิน  อย่ายิงผมเลยครับ  ฮือๆ  พี่เลี้ยงอีกนายนำผ้าดิบมาผูกตานักโทษทั้งคู่  แล้วช่วยกันประคองเข้าสู่ห้องประหาร

              ภายในห้องประหาร  ได้นำตัวน..สุรกิจเข้าสู่หลักประหารหลักที่หนึ่ง  ทำการผูกมัดตัวให้ติดกับหลักประหาร  ตั้งเป้าตาวัว  เอาทรายแห้งโรยรอบหลัก  เสร็จแล้วข้าพเจ้าจึงไปผูกมัดตัวน..จายที่หลักประหารหลักที่สอง  ตลอดเวลานั้นน..สุรกิจยังคงร่ำร้องไม่หยุด อย่ายิงผมเลยครับ  ระงับเถอะครับ  ผมกลัวแล้วกลัวเหลือเกิน  ฮือๆ  หยุดเถอะครับ  โอยคุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วย  ..จายรำคาญขึ้นมาจึงส่งเสียงตวาดไป หยุดร้องได้หรือยังวะ  จะตายกันอยู่แล้วยังจะร้องอยู่ได้  เสียสมาธิหมด  มันก็กลัวกันทุกคนแหละวะ  จะร้องไปทำไม  แต่น..สุรกิจไม่สนใจยังคงร่ำร้องต่อไปไม่หยุด  ข้าพเจ้าทำการขออโหสิกรรมต่อนักโทษประหารทั้งคู่อีกครั้ง  แล้วแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

              พลเล็งเข้ามาบรรจุกระสุน  พร้อมกับตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว  เพชฌฆาตมือหนึ่งและสองเข้ามาตรวจสอบอีกครั้ง  เมื่อพร้อมแล้วได้แจ้งความพร้อมให้หัวหน้าชุดประหารทราบ  ธงแดงได้สะบัดลงในขณะที่เสียงร่ำร้องยังคงดังอยู่ กลัวแล้ว  อย่ายิงผมเลยครับ  ผมกลัวแล้ว  อย่ายิ…” 

ปังๆๆๆๆๆๆๆ  เสียงปืนทั้งสองกระบอกดังขึ้นพร้อมกัน  ใช้กระสุนในการประหารน..สุรกิจทั้งสิ้น 8 นัด  ทำการประหารเมื่อเวลา 18.15 .  โดยเพชฌฆาตมือหนึ่งเป็นผู้ทำการประหารชีวิต

              หลังเสียงปืนสงบ  ได้ยินเสียงครางแผ่วๆดังมาจากหลักประหารประมาณครึ่งนาทีแล้วเงียบเสียงไป  เมื่อครบ 3 นาที  ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูที่หลักประหาร  ปรากฏว่าทั้งคู่ได้สิ้นใจไปแล้ว  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างทั้งคู่ลงจากหลักประหาร  แล้วนำไปเก็บไว้ในห้องเล็ก  เสร็จแล้วข้าพเจ้าออกไปรอรับตัวน..กุลชนกและน..เนตรน้อยที่ศาลาเย็นใจ  เพื่อนำตัวทั้งคู่มาทำการประหารชีวิตเป็นชุดที่สามต่อไป

              ขออภัยต่อผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้ทุกท่าน  ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ผู้ใดทั้งสิ้น 

              ขออโหสิกรรมต่อนายสุรกิจ  ลิ้มเจริญวงศ์  ข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่ทุกนายจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ 

              ขอชมเชยผลงานการสืบสวนคลี่คลายคดีนี้  ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..หมูสี  และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหน่วยต่างๆทุกท่าน  มา ณ ที่นี้